บทที่ 14
ก่อเกิดศรัทธา
ท่านเ้าเมืองเดินมานั่งบัลลังก์พลางลอบถอนหายใจ“ตกลงตามที่ยุวาจารย์ปราณว่าก็แล้วกัน! ในเมื่อไม่มีหลักฐานเราก็คงจะยังเอาผิดใครไม่ได้ มันจะกลายเป็การยัดเยียดข้อหาเสียเปล่าๆ...และข้าก็หวังว่าเื่แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในเมืองของพวกเราอีกเป็ครั้งที่สองขอให้ทุกท่านแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามปกติ ส่วนลูกๆ ของพวกท่านวันนี้ให้พวกเขาไปเรียนที่ห้องซ้อมใหญ่”
สายตาอาฆาตแค้นของสมุหเสนาแก่นนครและแม่นายรัตนาภรณ์ผู้เป็ภริยาจ้องมองปราณแบบไม่ลดละแล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินออกไปให้ทันคนอื่นๆ
สุเมธาธิบดียิ้มให้กับครุยุทธ์แฝด “เอาล่ะ! เ้าสองคนทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ข้าไม่สามารถเอาผิดาุโสองได้ก็เห็นควรตามที่ยุวาจารย์ปราณบอกเพราะเราไม่มีหลักฐานมากพอที่จะมัดตัวว่าเขาเป็ผู้สั่งการ”
“เออ...แล้วท่านเ้าเมืองจะลงโทษพวกข้าสองคนอย่างไร?”
ท่านเ้าเมืองมองหน้าปราณแล้วพยักหน้าให้ “เื่นี้ข้าไม่ใช่ผู้เสียหาย แล้วแต่ยุวาจารย์ว่าจะทำยังไงกับเ้าสองคน”
ปราณมองหน้าท่านเ้าเมืองแล้วโค้งคำนับ“ท่านพี่ทั้งสอง! ข้ากับท่านไม่มีความบาดหมางใดๆ ต่อกันข้าไม่ได้ถือโทษโกรธพวกท่าน เพราะถึงยังเราก็เป็นักฌานยุทธ์ด้วยกันท่านทำเพราะเหตุผลบางอย่างไม่ได้อาฆาตด้วยตัวของพวกท่านเมืองนี้ไม่มีนักฌานยุทธ์มานานแล้วจะเป็การดีมากๆถ้าท่านพี่ทั้งสองจะใช้พลังฌานยุทธ์ให้เกิดประโยชน์ส่วนข้าถือว่าเื่เมื่อคืนเป็การแลกเปลี่ยนความรู้และถือว่าโชคดีที่ข้ายังไม่ตาย”
แฝดผู้พี่เอ่ยชม แววตาเป็ประกาย “สมแล้ว...เหมาะสมที่เ้าได้เป็ยุวาจารย์ไม่เพียงแต่ความสามารถพลังฌานยุทธ์ ความคิดของเ้ายังสูงส่งยิ่งนัก” สูดหายใจได้ทั่วท้องขึ้น
แฝดผู้น้องมองหน้าปราณด้วยแววตาสำนึกผิด “ข้าเห็นด้วยกับพี่ชายของข้าแม้เ้าจะเด็กกว่าเราแต่ความคิดอ่านเหนือกว่าพวกเรามากนัก!และสำหรับการตอบแทนที่ยุวาจารย์น้อยไม่ถือโทษโกรธข้าทั้งสอง เราตัดสินใจแล้วว่าจะขอเป็ผู้คุ้มครองและปกป้องให้เ้านับจากนี้เป็ต้นไปถ้ามีคนจะมาทำร้ายเ้าต้องผ่านข้าสองคนนี้ไปก่อน!”
ท่านเ้าเมืองเบิกตาโตไม่เชื่อในคำพูดของครุยุทธ์แฝด ‘ปราณไม่เพียงแค่ได้ใจข้าและบรรดามหาอำมาตย์แทบทั้งหมด…แต่ความเมตตาและไม่ถือโทษของเขาทั้งๆ ที่คนตรงหน้าเกือบทำให้เขาสิ้นชีวิตก็ตาม เ้าหนูปราณกลับมองเป็เื่ธรรมดาและสามารถทำให้ครุยุทธ์สองคนนี้ศรัทธาตัวเขาได้ช่างเป็เด็กที่เต็มไปด้วยพระเดชและพระคุณเสียจริง’
ปราณเองก็ตกตะลึงในคำพูดนั้น “ท่านพี่ทั้งสองกล่าวเกินไปแล้ว...ข้าไม่ได้้าอย่างนั้น”
“ไม่ได้หรอก!เราสองคนหมายเอาชีวิตของเ้า แม้เ้าจะรอดเพราะมีผู้มาช่วยเหลือ และเพื่อเป็การตอบแทนข้าทั้งคู่ได้ตกลงแล้วเพื่อให้ข้าสองคนพี่น้องสบายใจโปรดอย่าปฏิเสธ และขอได้รับการคำนับขอโทษจากเราด้วย”ครุยุทธ์คู่ดาบวงเดือนยืนโค้งคำนับยุวาจารย์น้อยด้วยท่าทางสุภาพ
ปราณโบกมือให้หยุด “อย่าทำเช่นนั้นครับเออ...ข้า...ข้า”
สุเมธาธิบดีเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะดีใจแววตาสดใส“ฮ่าๆๆๆ ยุวาจารย์ปราณ อย่าปฏิเสธคำขอของทั้งคู่เลยแม้ว่าครั้งแรกที่เขามาสารภาพก็เพราะถูกบังคับให้มา แต่ในเพลานี้ข้าเห็นแล้วว่าเขาสองคนชื่นชมและศรัทธาตัวเ้าอย่างแท้จริงโปรดรับไมตรีของเขาทั้งคู่ด้วยไว้ด้วยเถิด”
“เออ...ก็ได้ครับท่านพี่ถ้าเช่นนั้นข้าของเรียกท่านทั้งสองว่าท่านพี่ก็แล้วกันในฐานะที่มีอายุมากกกว่าข้า”
“ข้าแฝดผู้พี่นามว่า แสง โสมศัตรา ระดับครุยุทธ์ขั้น 25”
“ส่วนข้าแฝดผู้น้องนาม ขรรค์ โสมศัตรา ระดับครุยุทธ์ขั้น 25 เช่นกัน”
“เราเป็คู่แฝดนามว่าครุยุทธ์คู่มีดวงเดือนมีพลังฌานยุทธ์เป็มีดวงเดือน” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
“ส่วนข้านามว่า ปราณ โอฬารปฐี”
“หา!!! โอฬารปฐี!!”ครุยุทธ์แฝดเอ่ยขึ้นพร้อมกันอีก
“เป็บุตรของปรมาจารย์ยุทธ์บุญกับอาจารย์ยุทธ์วรรณใช่ไหม?”
“ใช่ครับ?”
ครุยุทธ์แฝดรีบคุกเข่าลงข้างนึงแล้วโค้งศีรษะคำนับอย่างรวดเร็ว
เมื่อท่านเ้าเมืองเห็นการกระทำดังกล่าวก็ใไม่น้อย ‘อะไรกันนี่? ทำไมสองคนนี่ถึงแสดงท่าทางนอบน้อมต่อปราณเสียยิ่งกว่าเราเสียอีก’
“ท่านพี่ พวกท่านลุกขึ้นเถอะ ท่านก็เกินไปแล้ว”ปราณจับตัวของทั้งสองให้ลุกขึ้นโดยเร็ว
“ข้าทั้งคู่เกือบทำความผิดอย่างมหันต์เสียแล้วขืนลงมือสังหารเ้าจริงๆ ข้าทั้งสองก็คงโดนสังหารและถูกประจานทั้งตระกูลอย่างแน่นอน”
“เอาเถอะท่านพี่ทั้งสอง...เื่มันก็ผ่านมาแล้วอย่าไปคิดมากเลย แล้วท่านก็ไม่ต้องทำแบบนี้แล้ว ข้า...ทำตัวไม่ถูก”ปราณจับร่างของคู่แฝดให้ลุกขึ้นยืนตามปกติ แล้วจึงหันไปทางท่านเ้าเมือง
“ป่านนี้คุณหนูเทวาและเพื่อนๆคงไปรอข้าที่ห้องซ้อมใหญ่แล้วกระมังครับ ข้าขอลาไปทำหน้าที่ก่อน” ปราณคำนับท่านเ้าเมืองแล้วรีบร้อนออกจากห้องโถงโดยไว เพื่อมิให้ครุยุทธ์แฝดทำอะไรแบบนั้นอีก
ครุยุทธ์คู่แฝดมองหน้ากันพยักหน้าเข้าใจหน้าที่ใหม่ของยุวาจารย์แห่งเมืองเชียงคลอง
จากนั้นท่านเ้าเมืองจึงสอบถามเื่ราวของปราณจากคู่แฝดเมื่อทราบประวัติของพ่อและแม่จึงยิ่งเข้าใจได้ชัดเนว่าอุปนิสัยและพฤติกรรมรวมไปถึงความคิดทั้งหลายของปราณ มาจากการอบรมบ่มเพาะั้แ่วัยเยาว์มาจากผู้มีความรู้ความสามารถมิใช่ผู้ไม่รู้มารยาทใดๆทางสังคมเลย
โดยเฉพาะพ่อและแม่ที่เป็ผู้สอนสั่งนักฌานยุทธ์แทบจะทั่วทั้งอาณาจักรไชยครามให้ประสบความสำเร็จมีหรือที่จะไม่ปลูกฝังความคิดและสิ่งดีๆ ให้กับบุตรชาย จึงทำให้บุคลิกของปราณสง่างามและโดดเด่นกว่าเด็กวัยเดียวกันโดยเฉพาะเื่ของความคิดและจิตใจที่แม้วัยผู้ใหญ่ก็ยังมีน้อยคนที่จะสามารถข่มใจสงบนิ่งได้เช่นนี้
‘ข้าเข้าใจแล้ว...เหตุมันเป็เช่นนี้เองแม้เขาจะไม่ได้มีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ถ้าเป็แวดวงฌานยุทธ์ชื่อเสียงของสกุลโอฬารปฐีล้วนเป็ที่รู้จักเด็กน้อยปราณเ้าช่างไม่ธรรมดาเสียจริงที่ยังทำตัวดั่งคนธรรมดาสามัญชนที่กิริยาอ่อนน้อมไม่ถือตัว นี่กระมังที่เขาพูดกันว่า คนเก่งจริงมักไม่โอ้อ้วด’
**********
ลูกหลานมหาอำมาตย์ทั้ง9 อยู่พร้อมหน้ากันห้องซ้อมใหญ่ ทุกคนมีสีหน้าจริงจังสักพักหนึ่งปรากฏร่างของยุวาจารย์ ทุกคนมองหน้ากันและกันต่างทำตัวไม่ถูกเพราะเมื่อก่อนเคยเรียกว่าปราณว่า ไอ้ขี้แพ้ แต่ ณ วันนี้ กลับต้องเรียกเขาว่า “ยุวาจารย์ปราณ”สถานะช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ลิ่วล้อทั้งแปดต่างมองหน้านายน้อยเทวาว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในฐานะที่เขาเป็ผู้นำของเด็กทั้งหมด
เทวาเองก็เกือบทำตัวไม่ถูกแต่ก็พูดออกไป “พวกเราทุกคน! ทำเคารพท่านยุวาจารย์ปราณ”
ทุกคนมองหน้าและแสดงการโค้งคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก...ยังไงเราก็รู้จักกันมานานแม้วันนี้สถานะของข้าจะเปลี่ยนไป แต่พวกเ้าก็ยังคงเป็เพื่อนของข้าอยู่เช่นเดิมข้าไม่คิดโกรธเกลียดในสิ่งที่พวกเ้าเคยทำลงไป การประลองฝีมือเมื่อวานก็เท่ากับว่าข้าได้แสดงให้พวกเ้าเห็นว่า ข้าไม่ได้เป็ไอ้ขี้แพ้ และนั่นคือความสามารถที่แท้จริงของข้า”
“หา!!! ความสามารถที่แท้จริงถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าที่ผ่านมาเ้าแกล้งทำเป็คนอ่อนแออย่างนั้นหรือ?”เทวาที่เคยสงสัยอยู่แล้ว รีบถามทันที
“ใช่! แต่จะว่าไป มันก็ไม่ใช่การแกล้งอ่อนแอหรอกมันเป็ส่วนหนึ่งของการฝึก”
เด็กทั้งแปดมองหน้ากันด้วยความงงๆตามประสาเด็ก
“ข้าทำแบบนั้น เพราะเป็บทเรียนแรก ที่เรียกว่า ฝึกจิตเพื่ออดทนของการฝึกพลังฌานยุทธ์ เป็การฝึกควบคุมความรู้สึกให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่โกรธไม่เกลียด ไม่พยาบาท หรือคิดเอาคืน ซึ่งได้ผลอย่างมากเพราะสิ่งที่ข้าได้รับการเหยียดหยามดูถูกจากพวกเ้าในอดีตนั้นทำให้ข้าสามารถก้าวะโพลังฌานยุทธ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว”
ปราณเริ่มแสดงพลังฌานยุทธ์ให้บรรดาลูกหลานมหาอำมาตย์ได้เบิกเนตรเห็นชัดเจนเขายืนทิ้งน้ำหนักบนเท้าทั้งสองอย่างมั่นคง ผายมือทั้งสองข้างแล้วแบฝ่ามือขึ้นจากนั้นก็รวบรวมพลังฌาน แสงออร่าสีขาวค่อยๆปรากฎออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างจนกลายเป็ลูกทรงกลมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย
เสียงตื่นใเหมือนเห็นของเล่นชิ้นใหม่เด็กทั้งเก้าค่อยๆ ขยับเข้ามารายล้อมรอบตัวของท่านยุวาจารย์เพื่อเห็นออร่าใกล้ๆ
“ข้า...ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย!”
“นั่นสิ ข้าก็ด้วย”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเื่เล่าเ่าั้จะเป็ความจริง”
แต่ละคนก็ออกความเห็นต่างๆนานา เริ่มมีความรู้สึกว่าอยากมีออร่าแบบนี้บ้าง
“ท่านยุวาจารย์ โปรดสอนพวกเราด้วยเถิด!”
เด็กทั้งเก้ายืนเป็แถวหน้ากระดานโค้งคำนับปราณ และเรียกขานตำแหน่งอย่างเต็มใจ
ปราณอมยิ้มนึกในใจ ‘นี่สินะผู้ที่แข็งแกร่งในฌานยุทธ์และสมาธิเท่านั้นถึงจะอยู่รอดในใต้หล้าแห่งมหาพิภพอาเชีย ... ท่าทางน่าจะเป็ความจริงเพราะท่าทางที่พวกเขาแสดงออกต่อข้า แตกต่างจากเมื่อวาน…ราวฟ้ากับดิน’
“ในเมื่อข้าเป็ยุวาจารย์ของพวกท่านแล้วข้าย่อมต้องแนะนำแนวทางการฝึกพลังฌานให้พวกเ้าอย่างแน่นอนเพียงแต่มันไม่ได้ง่ายแบบที่พวกเ้าเห็นกันหรอกนะของทุกอย่างมันจะมีระยะเวลาของการเรียนรู้และฝึกฝนเสมอสิ่งที่ข้าจะแนะนำพวกเ้าต่อจากความอดทน ก็คือฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง”
“แล้วพวกข้าจะฝึกยังไง? ไม่มีคนแกล้งแบบท่านนี่นา!”เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมา ทำเอาทั้งห้องหัวเราะกันใหญ่
ย่อมต้องแน่นอนเพราะปราณได้ฝึกความอดทนในสภาวะที่กดดันกว่าปกติ ประกอบกับมีท่านลุงคอยแนะนำอย่างใกล้ชิดทำให้เขาสามารถพัฒนาพลังฌานยุทธ์ได้แบบก้าวะโ จนสามารถทะลุขีดจำกัดกลายเป็พลังฌานสัมบูรณ์
พลังฌานสัมบูรณ์เป็พลังฌานเริ่มต้นของนักยุทธ์ที่มีพลังฌานเอ่อล้นอยู่ถึงระดับ 10 เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครเปิดผนึกพลังฌานยุทธ์ให้
ฌานยุทธ์รุ่นเยาว์โดยส่วนมากจะมีพลังฌานเริ่มต้นที่3-9 เท่านั้น จากนั้นก็ฝึกฝนพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่กับผู้ที่มีพลังฌานระดับ 10 ่อายุ 6 – 10 ขวบ เป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยากเพราะต้องมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันโดยเฉพาะผู้แนะนำการฝึกพลังฌานและความเข้าใจของตัวเด็ก
“ก่อนที่ข้าจะแนะนำต่อไปข้าอยากจะถามพวกเ้าว่า...ในตอนนั้นพวกเ้าคิดยังไงถึงแกล้งข้า?”