สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 243 สร้อยลูกประคำโลหิตเลื่อนระดับ!

        พวกเขาสามคนที่ยืนอยู่ในสวนบ้านหลังเล็กเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต่างก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นความฝันหรือความจริงหรืออาจเป็นภาพที่พวกเขาจินตนาการขึ้นพร้อมกันก็ได้ เหมือนพวกเขาไม่ได้ออกไปจากบ้านเล็กหลังนี้มาก่อนและไม่ได้เข้าไปในบ้านเลยด้วยซ้ำ ส่วนต้นพลับสองต้นนั้นก็เหมือนไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง

 

        ตู้โซ่วโซ่วยกมือขยี้ตาตัวเองอย่างมึนงงจากนั้นก็ก้มหน้ามองเสี่ยวช่านที่หลับอยู่กลางอกตัวเอง “นี่ข้าฝันไปรึ?”

 

        ถางไทเช้อหันมามองแวบหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้ม“นี่เป็นฝันที่ดี มีความดีความชอบ”

 

        เขาเดินไปตบบ่าของอันเจิง “ข้าจำที่ตัวเองเคยพูดไว้ได้ว่าจะใช้ทรัพย์สินที่ข้ามีมาแลกกับการให้เจ้าเป็นผู้จัดการโรงประมูล?”

 

        อันเจิงยิ้มแล้วพูด “ดูแล้วนี่คงไม่ใช่ความฝัน”

 

        ถางไทเช้อเงียบไปครู่หนึ่ง “ห้าในสิบส่วนเอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน ข้าจะยกทรัพย์สินที่ตัวเองมีให้กับเจ้าครึ่งหนึ่งเมื่อไหร่ที่เจ้าตัดสินใจแล้ว มาหาข้าได้ตลอด”

 

        อันเจิงยิ้ม “แน่นอน”

 

        อันเจิงยืนมองแผ่นหลังของถางไทเช้อที่เดินจากไป

 

       หลังจากตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น “ไม่ได้ฝันไปจริง ๆ? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันไม่เหมือนจริงเลยสักนิด...เหมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นและเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีเอาซะเลย ข้าอยากเข้าไปดูอีกครั้งว่าด้านในมีของประหลาดอะไรอยู่”

 

        อันเจิงยิ้ม “งั้นก็เข้าไปสิ”

 

        เขาลากตู้โซ่วโซ่ว จากนั้นก็ก้าวยาว ๆเข้าไปในบ้าน

 

        แอ๊ด!

 

        อันเจิงผลักประตูเข้าไปภายในบ้านดูมืดมาก แต่ขณะที่อันเจิงเปิดประตู ในบ้านก็เริ่มมีแสงอ่อน ๆ สาดส่องไปทั่วภายในบ้านเล็กมาก การตกแต่งก็ดูธรรมดาที่สุด เห็นได้ชัดว่าห้องนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่มานานมากแล้วทว่ายังมีกลิ่นสมุนไพรบางอย่างอบอวลไปทั่ว อันเจิงเห็นโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปแล้วเหมือนบนโต๊ะจะมีตำราวางอยู่เล่มหนึ่งด้วย

 

        เขาเดินเข้าไป จากนั้นก็เปิดหน้าต่าง

 

        มีลมพัดเข้ามาจากด้านนอกทำให้ตำราบนโต๊ะเปิดออก มันค่อย ๆ พลิกไปทีละหน้า นั่นไม่ใช่ตำราอะไรทั้งนั้นแต่เป็นเพียงรูปวาดดูก็รู้ว่านั่นเป็นการสะสมผลงานการวาดจากพู่กัน ทุกคนและทุกอย่างในตำราไม่ต่างจากคนที่แสดงอยู่บนเวทีเลยไม่ว่าจะเป็นชุดหรือใบหน้าก็ตาม...สายลมพัดผ่าน ทำให้ตำราถูกเปิดออกทีละหน้า แล้วเหมือนภาพวาดนั้นมีชีวิตจริง

 

        อันเจิงมองไปยังตำราเล่มนั้นแล้วถอนหายใจยาวๆ “เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เจ้าประสบแต่ความสุข”

 

        ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกหรือเป็นความจริงราวกับอันเจิงได้ยินเสียงชายชราตอบกลับมาว่า...ขอบคุณ ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

 

        ตู้โซ่วโซ่วยืนอยู่ด้านหลังจากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ “เกาหยวนซูน่าจะเป็นพี่ชายของเกาหยวนหู แต่ทำไมพวกเขาสองคนถึงดูอายุต่างกันมากขนาดนั้นดูแล้วเกาหยวนหูน่าจะอายุสามสิบปีเท่านั้น ส่วนเกาหยวนซูดูเหมือนอายุเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีเลย”

 

        อันเจิงมองไปยังนอกหน้าต่าง“คงเป็นที่จิตใจ”

 

        ในขณะนี้เองตำราก็พลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย แล้วในกระดาษก็มีอักษรอะไรบางอย่าง ราวกับยังมีกลิ่นอายของหมึกดำอยู่ซึ่งมันให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งเขียนลงไปไม่นานนี้

 

        “ขอบคุณพวกเจ้ามาก นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้ต้นพลับสองต้นที่อยู่ด้านหน้ามีชื่อว่าสองวนาลัย มันมีพลังที่พิเศษเจ้าอาจมีเรื่องต้องใช้มัน”

 

        อันเจิงอยากมองอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาษก็หายไปแล้ว

 

        ครืน!

 

        เสียงดังขึ้นจากด้านนอกต้นไม้ใหญ่ทั้งสองต้นถูกถอนออกมาทั้งราก แล้วพื้นดินก็สนั่นหวั่นไหวจากนั้นต้นพลับสองต้นก็กลายเป็นลำแสงสีเขียวขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือลอยเข้ามาในบ้านแล้วหล่นลงตรงหน้าอันเจิง เมื่อลำแสงสีเขียวหายไป อันเจิงก็เห็นต้นอ่อนสีทองเล็ก ๆมันเล็กมาก ส่วนใบอ่อนก็มีขนาดใหญ่เท่านิ้วมือ ต้นอ่อนหนึ่งต้นมีใบอ่อนเพียงสองใบเท่านั้น

 

        ใบไม้สีทองราวกับทองคำบริสุทธิ์สั่นไหว ส่วนก้านต้นไม้มีลำแสงสีม่วงอ่อนๆ ประกายอยู่

 

        ของวิเศษระดับสีทองและสีม่วง ความหมายคือระดับสีทองขั้นสูงอีกนิดเดียวก็จะเป็นระดับสีม่วงแล้ว

 

        “สองวนาลัย?”

 

        อันเจิงหยิบต้นอ่อนสองต้นขึ้นมาดูจากนั้นก็รู้สึกเจ็บที่ปลายนิ้วทันที เขาจึงทิ้งต้นอ่อนในมือด้วยสัญชาตญาณเมื่อก้มหน้าดู ปลายนิ้วก็มีเลือดซึมออกมาหนึ่งหยด

 

        จากนั้นต้นอ่อนก็หายวับไปกับตาแล้วเข้าไปอยู่ในสร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมือของอันเจิง ไม่รู้ว่าสร้อยลูกประคำโลหิตดูดมันเข้าไปหรือว่ามันเข้าไปในสร้อยลูกประคำโลหิตเอง

 

        ขณะนี้เองในหัวของอันเจิงก็มีเสียงดังขึ้นอย่างกะทันหัน

 

        “ระดับพลังเปิดออก สร้อยลูกประคำโลหิตเม็ดที่ห้าเปิดออกแล้วของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงเข้าสู่ภายใน ซึ่งมีชื่อว่าสองวนาลัย”

 

        อันเจิงชะงักไปในใจคิดว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่?

 

        เขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินเลยด้วยซ้ำหากเป็นตู้โซ่วโซ่วยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ว่ามันคือเรื่องอะไร เพราะแน่นอนว่าเขาไม่ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในสมองของอันเจิง

 

        ในขณะนี้เองสมองอันเจิงราวกับมีดอกไม้บานออก ดอกไม้นี้ค่อย ๆ บานออกทีละนิดแล้วเผยให้เห็นภาพวาดสามภาพด้านในภาพแรกคือชุดยาวที่เลือนรางและไม่อาจดูออกอย่างชัดเจนว่ามันคือชุดอะไรแต่หากคาดเดาจากภาพที่เลือนรางแล้ว มันเหมือนชุดเกราะชุดหนึ่ง ถึงแม้มันจะเลือนรางมากทว่ายังให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่ มันดูเป็นชุดที่หยาบ ๆแต่กลับมีความรู้สึกเหมือนเป็นใหญ่ในใต้หล้า

 

        ชุดเกราะในรูปนี้มีจุดประกายแสงทั้งหมดแปดจุด

 

        อันเจิงนึกขึ้นได้ทันที นี่ก็คือชุดเกราะเกล็ดมัจฉานั่นเองตำนานเล่ากันว่า ชุดเกราะเกล็ดมัจฉาสร้างขึ้นจากเกล็ดมัจฉาจำนวนหนึ่งร้อยแปดชิ้นหากรวมกันทั้งหมดแล้วมันจะมีพลังที่มหาศาล แต่อย่างไรมันก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้นอันเจิงรู้ดี หากของวิเศษระดับสีม่วงสองร้อยหนึ่งชิ้นแสดงพลังที่มีออกมาทั้งหมดเป็นไปได้มากที่จะทรงพลังอย่างคาดไม่ถึงฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ของวิเศษหนึ่งชิ้นจะมีพลังมากกว่าของวิเศษระดับสีม่วงชิ้นอื่นๆ

 

        ภาพแรกก็คือชุดเกราะเกล็ดมัจฉา ด้านข้างของภาพนี้ปรากฏตัวอักษรสีแดงที่ทรงอำนาจ

 

        เกล็ดย้อน

 

        เกล็ดย้อน?

 

        อันเจิงชะงักไปในใจคิดว่าที่แท้ชุดเกราะเกล็ดมัจฉาก็ชื่อว่าเกล็ดย้อนนี่เอง

 

        อันเจิงเข้าใจได้ทันทีนี่ก็คือของที่ประกายแสงจากลูกประคำในสร้อยลูกประคำโลหิตอาจเป็นเพราะเกล็ดย้อนอยู่ในระดับสูงเกินไป ฉะนั้นจึงใช้ลูกประคำในสร้อยลูกประคำโลหิตหนึ่งเม็ดอีกทั้งสร้อยลูกประคำโลหิตเชื่อมต่อกับเลือดของเขา จึงรู้ข้อมูลของวิเศษที่อยู่ด้านในทั้งหมดอาจเป็นไปได้ว่าพลังของสร้อยลูกประคำโลหิตเปิดออกแล้วและนั่นก็เพราะสองวนาลัยเข้าสู่สร้อยลูกประคำโลหิต จึงทำให้สร้อยลูกประคำโลหิตเลื่อนระดับ

 

        ภาพที่สองก็คือทุ่งสมุนไพรฉะนั้นอันเจิงจึงมั่นใจมากกว่าเดิมว่า นี่คือการแสดงให้เห็นว่าสร้อยลูกประคำโลหิตของเขาสามารถใช้ทำอะไรได้บ้างลูกประคำเม็ดหนึ่งเก็บเกล็ดย้อน อีกเม็ดก็คือทุ่งสมุนไพร แต่ถึงกระนั้นทุ่งสมุนไพรก่อนหน้านี้ไม่ได้พิเศษอะไรมาก แต่ดูจากภาพวาดในนี้แล้วทุ่งสมุนไพรทั้งหมดเป็นสีขาว แต่ก่อนสมุนไพรในทุ่งมีระดับที่ต่างกันออกไป สูงสุดก็คือระดับสีทองแล้วเพราะอะไรถึงเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งหมด?

 

        สีเขียว สีขาว สีแดง สีทอง และสีม่วงนี่คือการแบ่งแยกระดับของพลัง ตอนนี้สมุนไพรเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งหมดและนั่นก็หมายความว่าสมุนไพรเหล่านี้อยู่ในระดับสีขาว?

 

        อันเจิงยิ้มแห้ง ๆ ไม่รู้ว่านี่คือการเลื่อนระดับพลังขึ้นหรือถดถอยลงกันแน่เพราะสมุนไพรที่มีระดับพลังต่างกันออกไปตอนนี้ได้กลายเป็นสมุนไพรระดับสีขาวทั้งหมดแล้ว

 

       จากนั้นอันเจิงก็เห็นตัวอักษรที่อยู่ข้างทุ่งสมุนไพรตัวอักษรที่อยู่ด้านบนจะมีขนาดใหญ่มากกว่า เขียนว่าบ่อโลหิตส่วนตัวอักษรที่เล็กกว่าเหมือนกำลังอธิบายให้อันเจิงเข้าใจ ความหมายที่เขียนไว้ก็คือ...เพราะสร้อยลูกประคำโลหิตเปิดพลังที่มีมากขึ้นฉะนั้นสร้อยลูกประคำโลหิตจึงมีพลังอยู่ในระดับสีขาวอีกทั้งสมุนไพรทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นสมุนไพรระดับสีขาวด้วยการที่สมุนไพรทั้งหมดอยู่ในระดับเดียวกัน คุณสมบัติของสมุนไพรจึงเท่าเทียมกันซึ่งมันง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งสมุนไพรในนี้ก็มั่นคงมากขึ้นและมันสามารถใช้ชดเชยภายในร่างกายได้เท่านั้น ไม่สามารถนำออกมาใช้ด้านนอก

 

        จนถึงตอนนี้อันเจิงก็ไม่ได้ใช้สมุนไพรในทุ่งนี้มารักษาตัวเองสักเท่าไหร่ฉะนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพียงแค่ปวดใจแทนชวีหลิวซีเท่านั้นเองเพราะนางไม่สามารถนำสมุนไพรออกมาจากทุ่งสมุนไพรได้อีกแล้ว

 

        ส่วนภาพที่สามก็คือต้นอ่อนสีทองประกายสีม่วงสองต้นนั่นเองอักษรด้านข้างเขียนว่าสองวนาลัย อันเจิงมองอย่างละเอียด จึงรู้ว่าสองวนาลัยสามารถใช้ทำอะไรได้บ้างไม่แปลกเลยที่มันจะอยู่ในระดับสีทองขั้นสูง

 

        ของระดับสีทองขั้นสูง ความจริงแล้วมันห่างจากระดับสีม่วงเพียงนิดเดียวเท่านั้นดังเช่นง้าวจี้ของตู้โซ่วโซ่ว และยังมีชุดเกราะที่ทำมาจากหินนั่นอีก ทั้งหมดต่างก็เป็นของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงหากอนาคตบ่มเพาะพลังวัตรอย่างตั้งใจละก็ ง้าวจี้ก็จะสามารถฟื้นฟูกลับมาอยู่ในระดับสีม่วงได้อีกครั้งส่วนชุดเกราะที่ทำมาจากก้อนหินของปีศาจ ปีศาจหินอยู่ในระดับสีม่วงแต่ก้อนหินนี้นับว่าเป็นระดับสีทองขั้นสูงและไม่แน่ใจว่าอนาคตจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นระดับสีม่วงอย่างแท้จริงได้หรือไม่

 

        ตัวอักษรที่บอกการใช้งานของสองวนาลัยเขียนว่าประการแรกมันสามารถถ่ายทอดพลังวัตรได้ เมื่อเห็นอย่างนี้อันเจิงก็เข้าใจได้ทันทียุคก่อนตระกูลเกาปกป้องสามีของฮูหยินผู้เฒ่าท่านนั้นก่อนตายจึงถ่ายทอดพลังวัตรที่มีทั้งหมดมาให้เกาหยวนซู แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำสำเร็จหรืออาจเกิดความผิดพลาดบางอย่างฉะนั้นเกาหยวนซูถึงบาดเจ็บสาหัสและไม่อาจเป็นเสาหลักของตระกูลเกาได้อีก

 

        และเพราะแบบนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนั้นถึงได้เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้นแต่นางก็ไม่อยากเสียเกาหยวนซูไป และหวังว่าวันหนึ่งเกาหยวนซูจะสามารถฟื้นฟูพลังวัตรได้ทั้งหมดนางเป็นความกลัวในวัยเด็กของเกาหยวนซู หากพูดง่าย ๆ ก็คือฝันร้ายของเขานั่นเอง

 

        สำหรับอันเจิงแล้ว ความสามารถแบบนี้ไม่มีความหมายเลยสักนิด

 

        ประการที่สองก็คือเปลี่ยนตำแหน่ง เรียกอีกอย่างก็คือสลับตำแหน่งต้นอ่อนทั้งสองต้นนี้มีรากมาจากที่เดียวกัน ฉะนั้นหากกำหนดตำแหน่งเรียบร้อยแล้วมันสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ใช้ระหว่างสองตำแหน่งได้ ความสามารถเช่นนี้แข็งแกร่งจนไม่มีเหตุผลแล้วก็ไม่จำเป็นต้องพูดด้วยเหตุผลด้วย เมื่อเทียบกับกระดาษม้วนของแคว้นผีหัวแดงแล้วของชิ้นนี้แข็งแกร่งกว่ามาก ในเมื่อกระดาษม้วนมีขีดจำกัดในการใช้งานส่วนสองวนาลัยไม่มีขีดจำกัด และแน่นอนว่า ก่อนที่อันเจิงจะมีพลังวัตรแข็งแกร่งมากพอมันก็ไม่อาจใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

        ด้วยพลังวัตรที่อันเจิงมีในตอนนี้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองไปได้เพียงแค่ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้นแหละ

 

        อันเจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหากตัวเองสามารถฟื้นฟูพลังวัตรไปสู่ขอบเขตแห่งสวรรค์ขั้นเก้าเหมือนที่เคยมี เขาต้องเปลี่ยนตำแหน่งได้ในรัศมีที่ไกลจนน่ากลัวหรืออาจเปลี่ยนตำแหน่งจากแคว้นเยี่ยนไปถึงจักรวรรดิต้าซีได้เลยด้วยซ้ำ

 

       อันเจิงมองภาพวาดเหล่านั้นพร้อมครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ในใจคิดว่าด้วยพลังที่เขามีแค่สามารถเลื่อนขั้นของสร้อยลูกประคำโลหิตให้อยู่ในระดับสีขาวเท่านั้นระดับสีความสามารถและระดับสีของของวิเศษไม่เกี่ยวข้องกัน ของวิเศษระดับสีม่วงก็คือระดับสีม่วงอยู่ดีแต่เพราะพลังที่อันเจิงมีไม่สูงมาก ฉะนั้นจึงสามารถเปิดระดับพลังของสร้อยลูกประคำโลหิตเป็นสีขาวเท่านั้น

 

        สร้อยลูกประคำโลหิตมีลูกประคำทั้งหมดสิบสามเม็ดแล้วตอนนี้ก็เปิดออกห้าเม็ดแล้ว หากสร้อยลูกประคำโลหิตทั้งหมดถูกเปิดออกจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากเท่าไหร่...

 

        ขณะอันเจิงกำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่นั้นเขาก็รู้สึกว่ามีคนกำลังเขย่าตัวเขา เมื่อดูอีกทีจึงเห็นว่าตู้โซ่วโซ่วกำลังเขย่าไหล่เขาอยู่

 

        “เป็นอะไรไป?” อันเจิงถามขึ้นด้วยสัญชาตญาณ

 

        เมื่อตู้โซ่วโซ่วเห็นว่าอันเจิงฟื้นคืนสติแล้วในใจจึงรู้สึกผ่อนคลายลง “ข้านึกว่าเจ้าเป็นอะไรไปเสียอีก จู่ ๆ ก็นิ่งไปข้าเรียกเจ้าอยู่ตั้งนานแต่ก็ไม่มีการตอบรับตั้งแต่ตอนที่ต้นอ่อนสองต้นนั้นหายไปจากมือเจ้า เจ้าก็เริ่มนิ่งไปแล้ว”

 

        อันเจิงยิ้ม “ไม่มีอะไรอาจเป็นเพราะเมื่อครู่มีอะไรทิ่มมือ แล้วมันก็ลอยเข้าไปในสร้อยข้อมือของข้า”

 

        “พวกเราไปกันเถอะ ที่นี่แปลกประหลาดมากหากยังไม่ไปอีกละก็ ข้าเกรงว่าอีกประเดี๋ยวจะมีโครงกระดูกกระโดดออกมาเริงระบำอีก” ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยชวน

 

        อันเจิงขานรับขณะที่อันเจิงหันกลับไปมองโต๊ะนั่นอีกครั้ง ตำราประหลาดก็หายไปแล้วอันเจิงรู้สึกว่าตัวเองอาจตาลาย จึงใช้มือขยี้ตาเบา ๆ แล้วมองอีกครั้งแต่ยังคงไม่เห็นอะไรอยู่ดี

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “อย่าดูอีกเลย จู่ ๆเจ้าก็นิ่งไป ข้าเรียกตั้งนานสองนานก็ไม่ตอบข้ายังนึกว่าเจ้าตกใจจนเสียขวัญเสียอีก”

 

        อันเจิงเอื้อมมือไปกอดไหล่ตู้โซ่วโซ่วแล้วเดินไปด้านหน้า“เข้าไปเดินดูอีกรอบดีกว่า ดูสิว่ายังมีของวิเศษอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ตระกูลเกามีกิจการใหญ่โตขนาดนี้หากพวกเขาเกิดทิ้งอะไรไว้แล้วเราไม่เห็น นั่นเท่ากับเป็นตราบาปเชียวนะ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “หากไม่สามารถฆ่าฮูหยินชั่วนั่นได้สิถึงจะเรียกว่าตราบาปของจริง!”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน