เมื่อเห็นจูหยวนจางเก็บราชโองการ จูอวิ่นเถิงก็รู้ว่าพิธีแต่งตั้งยุติลงเพียงเท่านี้ แผนการดำเนินไปได้ด้วยดี
หากจูอวิ่นเหวินไม่ได้เป็ผู้สืบบัลลังก์ ลำดับต่อไปก็คือการชิงตำแหน่งระหว่างพวกเขา
ตราบเท่าที่เขาชนะการแย่งชิงนี้ได้ จูอวิ่นเถิงจะสามารถสลัดพ้นโชคชะตาที่จะ ‘ถูกเลี้ยงไว้ดั่งสุกร’ ในอนาคต
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นอยากเห็น แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครกล้าคัดค้านการตัดสินใจของจูหยวนจาง เื่การแต่งตั้งจึงจำต้องถูกวางพักไว้ก่อน
“เสด็จปู่ โปรดรอเดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนจะจากไป จูอวิ่นเถิงมองไปยังองครักษ์สองคนที่แขนมีเืไหล เขาเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า “พวกเ้าทำตามหน้าที่ มีความรับผิดชอบ และจงรักภักดีน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เมื่อครู่เป็ข้าที่ผิดไป เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ หลานใคร่ขอให้พวกเขาสองคนออกไปนอกวังเพื่อรับการรักษาจากหมอโดยเร็วที่สุด จะได้หรือไม่?”
การบุกเข้ามาข้างในแล้วกวัดแกว่งกระบี่ทำร้ายคนเมื่อครู่ ถือเป็การล่วงเกินเบื้องสูงและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขา
ในเมื่อตัดสินใจจะชิงบัลลังก์แล้ว เขาต้องกล่าวคำขอโทษสำหรับความมุทะลุเมื่อครู่ เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์คืนมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ใครก็ได้ พาพวกเขาไปที่สำนักหมอหลวง”
จูหยวนจางเข้าใจความหมายของเ้าหลานชายตัวแสบ และเต็มใจที่จะร่มมือด้วย
เมื่อครู่เพิ่งจะกล้าหาญท้าทายฟ้าดิน ตอนนี้กลับรู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำ และพยายามชำระล้างชื่อเสียงที่ไม่ดีของตนเอง
ถึงแม้จะเปลี่ยนทัศนคติที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นมีต่อเขาไม่ได้ แต่สิ่งนี้สามารถเพิ่มความยอมรับในตัวเขาจากเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ได้
เพราะฐานอำนาจที่จูอวิ่นเถิงพิงหลังอยู่ คือเหล่านักรบ หาใช่ขุนนางตำรา
“ตามข้ามา”
สีหน้าของจูหยวนจางกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
จูอวิ่นเถิงจำต้องเดินตามไป ในใจคิดว่าเสด็จปู่คงไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ การตามเสด็จกลับไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร แต่เขามั่นใจได้ว่าการแสดงออกในวันนี้ได้รับความยอมรับจากตาเฒ่าจูแล้ว
สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ว่ารุนแรงที่สุด คืออาจจะถูกเฆี่ยนสักชุดหนึ่ง คงไม่มีการลงโทษที่ร้ายแรงกว่านั้น
“ขอบพระทัยฝ่าา! ขอบพระทัยพระนัดดาสาม!”
องครักษ์ผู้าเ็ทั้งสองคนคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล
หลังจากจูหยวนจางพาจูอวิ่นเถิงออกไป ทั่วทั้งตำหนักก็กลับคืนสู่ความเงียบงัน
“ท่านน้า... พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ?” ฉางเซิงเอ่ยถาม
“กลับไปคุยกันที่บ้าน” หลานอวี้กล่าวเสียงเข้มพร้อมใช้ความคิด
ในเวลานี้ ท่ามกลางขุนนางฝ่ายบู๊ หลานอวี้คือผู้ที่เก่งกาจและทรงอิทธิพลที่สุด
เหล่าขุนศึกแห่งหวยซีต่างยึดถือหลานอวี้เป็ผู้นำ พวกเขาพร้อมใจกันตามหลานอวี้เดินออกจากวังหลวงไป
ในเวลาเดียวกัน ในใจของพวกเขาก็มีความหวังเพิ่มมากขึ้น
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องผลักดันจูอวิ่นเถิงขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อผลประโยชน์ แต่นี่คือหนทางที่จะทำให้พวกเขาอยู่รอด
เมื่อกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊จากไป เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นก็แยกย้ายกันไปเช่นกัน
จูซ่างและเหล่าองค์ชายคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาต้องกลับไปปรึกษาหารือว่าควรทำอย่างไรต่อไป
“ท่านอาจารย์ทั้งสอง ข้าควรทำอย่างไรดี?”
จูอวิ่นเหวินรู้สึกราวกับท้องฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า เขาเริ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อครู่จูอวิ่นเถิงแฉเื่ราวมากมาย ทำลายข้อได้เปรียบของเขาจนยับเยิน ทำให้เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าจูหยวนจางจะยังคงเลือกเขาอยู่หรือไม่
“พระนัดดาอย่าเพิ่งลนลานไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” หวงจื่อเฉิงกล่าว “พวกเราจะช่วยท่านแน่นอน การที่ฝ่าายังไม่แต่งตั้งในตอนนี้ ก็เพื่อปลอบขวัญเหล่าท่านอ๋องและแม่ทัพทั้งหลาย ไม่ได้แปลว่าจะไม่เลือกท่านอีกต่อไป”
ฉีไท่กล่าวเสริมด้วยความเห็นพ้อง “ใต้เท้าหวงกล่าวได้ถูกต้อง พวกเราต้องกลับไปคิดหาวิธีรับมือพระนัดดาสามเสียก่อน เมื่อมีแผนการแล้วจะรีบมาปรึกษากับท่านทันที ขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมดต่างยืนอยู่ข้างท่าน”
“รบกวนท่านอาจารย์ทั้งสองแล้ว!” จูอวิ่นเหวินรีบกล่าว
หวงจื่อเฉิงบอกไม่ให้เขาลนลาน แต่ด้วยนิสัยที่เป็คนขี้ขลาดและใจเสาะ มันจึงยากที่จะสงบใจได้
แต่เดิมพิธีในวันนี้เป็เพียงทางผ่านเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง แต่กลับถูกจูอวิ่นเถิงทำลายลง ความตกต่ำที่ได้รับมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้จูอวิ่นเหวินยังตั้งตัวไม่ติด
พอหวงจื่อเฉิงและฉีไท่จากไป จูอวิ่นเหวินก็ยิ่งทวีความฟุ้งซ่านและไร้ความใจเย็น เขาเร่งรีบกลับไปยังตำหนักบูรพาอย่างรวดเร็ว
“เสด็จแม่... ลูกอาจไม่ได้เป็ผู้สืบบัลลังก์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกลับมาถึงและพบนางหลี่ว์ จูอวิ่นเหวินราวกับเจอที่พึ่งพิง เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่พลางฟูมฟาย
“จูอวิ่นเถิงจะมาแย่งชิงกับลูก เสด็จปู่ไม่เชื่อใจลูกแล้ว เสด็จแม่ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
“อดทนไว้ อย่าร้อง!”
นางหลี่ว์รู้อยู่ก่อนแล้วว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น
ในวังหลวง เื่ราวต่าง ๆ มักเป็ความลับที่ปกปิดไม่อยู่
นางกำนัลและขันทีที่นางหลี่ว์ซื้อตัวไว้ได้ส่งข่าวเื่ที่เกิดขึ้นในตำหนักเฟิ่งเทียนมาถึงมือนางแล้ว
เมื่อได้ยินว่าจูอวิ่นเถิงทำลายพิธีแต่งตั้ง จนกระทั่งจูหยวนจางไม่แม้แต่จะอ่านราชโองการ นางหลี่ว์ก็โกรธแค้นจนแทบคลั่ง นึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ไม่หาทางจัดการให้จูอวิ่นเถิงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
ยามนั้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการเป็ภรรยาเอกที่เปี่ยมคุณธรรมหวังจะได้รับความสำคัญจากจูหยวนจาง นางหลี่ว์จึงเลือกที่จะเลี้ยงดูจูอวิ่นเถิงให้เติบโตมาด้วยตนเอง
ก่อนจะถึงวันนี้ จูอวิ่นเถิงช่างแสนธรรมดา ไร้ความโดดเด่น แต่ใครจะไปนึกว่าวันนี้เขาจะประกาศศักดาจนผู้คนตกตะลึง
นางหลี่ว์เชื่อมั่นว่าจูอวิ่นเถิงคงแอบซ่อนตัวตนภายใต้หน้ากากมานานหลายปี เพื่อทำให้นางวางใจ และเมื่อเห็นโอกาสที่จะคว้าตำแหน่ง เขาก็แสดงธาตุแท้ออกมาทำลายทุกอย่าง
นางโกรธแค้นยิ่งกว่าใคร อยากจะฉีกจูอวิ่นเถิงเป็ชิ้น ๆ พลางนึกย้อนถึงวันวานด้วยความเสียใจที่ไม่น่าไว้ชีวิตเขา
“ตอนนี้ข้าคือพระชายารัชทายาท เ้าก็คือทายาทสายตรง ขุนนางทั้งราชสำนักต่างก็สนับสนุนเ้า ตำแหน่งนั้นย่อมเป็ของเ้าไม่มีใครแย่งชิงไปได้”
เมื่อเห็นจูอวิ่นเหวินหน้าซีดเผือด ทำอะไรไม่ถูก นางหลี่ว์ก็รู้สึกขัดใจในความอ่อนแอของลูกชายจึงกล่าวตำหนิว่า
“วัน ๆ เอาแต่ลนลาน ฟูมฟาย ร้องไห้กระซิก ๆ เช่นนี้จะเป็ฮ่องเต้ได้อย่างไร? กลับเข้าห้องไปทำจิตใจให้สงบและทบทวนตัวเองเสีย!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเหวินกำลังจะกลับเข้าไป แต่เขานึกถึงอีกเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงถามว่า “เสด็จแม่... จูอวิ่นเถิงดูเหมือนจะรู้เื่ราวมากมาย... เื่พวกนั้นของเรา”
แววตาของนางหลี่ว์เย็นะเืลงทันทีพลางกำชับว่า “เื่ของเราอะไรกัน? เ้าจงจำไว้ว่า พวกเราไม่มีความผิด พวกเราใสสะอาด ไม่เคยทำสิ่งใดลงไปทั้งสิ้น”
นางมั่นใจว่าจูอวิ่นเถิงทำได้เพียงแค่สงสัย แต่ไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยันได้
ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว!
“ข้าคือพระชายาในองค์รัชทายาท ตราบใดที่เขายังกลับมาอยู่ที่ตำหนักบูรพา ข้าก็สามารถควบคุมและบีบคั้นเขาได้ แล้วเขาจะเอาอะไรมาสู้แย่งชิงบัลลังก์กับเ้า?”
น้ำเสียงของนางหลี่ว์อ่อนโยนลง “กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะไปที่ตำหนักเฉียนชิงเสียหน่อย”
ในฐานะพระมารดาเลี้ยงของจูอวิ่นเถิง เมื่อเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น นางหลี่ว์เห็นว่าจำเป็ต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าตาเฒ่าจู เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแม่ที่เปี่ยมคุณธรรมต่อไป พร้อมถือโอกาสหยั่งเชิงสถานการณ์ไปด้วย
จูอวิ่นเถิงเดินตามจูหยวนจางจนถึงตำหนักเฉียนชิง ซึ่งเป็ที่ประทับส่วนพระองค์
“เมื่อครู่เ้าบีบคั้นข้าให้ตั้งเ้าเป็ผู้สืบบัลลังก์ แล้วท้าให้ข้าฆ่าเ้า... ความโอหังนั้นหายไปไหนหมดแล้วล่ะ?”
จูหยวนจางเห็นจูอวิ่นเถิงรักษาระยะห่างกับตนอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังกลัว จึงกล่าวถามว่า “ตอนนี้เ้าเพิ่งจะเริ่มกลัวข้าแล้วหรือ?”
จูอวิ่นเถิงตอบอย่างซื่อตรง “เพราะหลานรู้ว่าเสด็จปู่จะไม่ปะาหลาน แต่อาจจะถูกโบยเอาสักยก หลานกลัวเจ็บพ่ะย่ะค่ะ เลยไม่อยากถูกตี”
“เ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียว ว่าข้าจะไม่ฆ่าเ้า?” จูหยวนจางถาม
วันนี้จูอวิ่นเถิงทำให้เขามองภาพเดิมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับกลายเป็คนละคน
เมื่อก่อนเด็กคนนี้นั้นแสนจะจืดชืด ไม่มีความโดดเด่นใด ๆ ประกอบกับโดนนางหลี่ว์เข้ามาพัวพัน จูหยวนจางจึงมักจะละเลยการมีตัวตนของจูอวิ่นเถิงไป
พอนึกดูแล้วเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา ในเมื่อทั้งอวิ่นเหวินและอวิ่นเถิงต่างก็เป็หลานชายด้วยกันทั้งคู่ การที่เขาลำเอียงย่อมเป็สาเหตุให้เ้าหลานตัวแสบคนนี้กระทำการเช่นในวันนี้
“เสด็จปู่และหลาน ต่างมีสายเืข้นยิ่งกว่าน้ำ และมีความเกี่ยวพันทางสายโลหิต ยามที่บ้านเมืองวุ่นวายปลายราชวงศ์หยวน ราษฎรลำบากยากเข็ญ เสด็จปู่เห็นญาติมิตรล้มหายตายจากไปทีละคนด้วยตาของพระองค์เอง ดังนั้นเสด็จปู่จึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากที่สุด จะไม่ยอมให้เืของหลานเปื้อนพระหัตถ์ของตนเองแน่นอน”
คำพูดนี้ทำให้จูหยวนจางเงียบไปนาน นับั้แ่หม่าฮองเฮาสิ้นพระชนม์ นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนหยิบยกเื่ราวในวันเก่ามาพูดกับเขา
การรำลึกถึงความหลังอันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความโหยหาส่งผลให้ความโกรธแค้นที่มีต่อเ้าหลานตัวแสบคนนี้สลายไปเกือบหมด
เมื่อเห็นสีหน้าของตาเฒ่าจูที่เปลี่ยนไป จูอวิ่นเถิงรู้ได้ทันทีว่าคำพูดนี้ได้ผล และเขาน่าจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใด ๆ
การกล่าวถึงสายใยแห่งครอบครัวใน่เวลาที่เหมาะสมแก่จูหยวนจางนั้น ถือเป็เื่ที่สร้างคะแนนบวกได้ดีเยี่ยม
“คำพูดของเ้านี้ ช่างจี้ใจข้าเหลือเกินนะ”
จูหยวนจางถอนหายใจออกมา แต่เขายังไม่ยอมเลิกรากับเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงถามต่อไปว่า
“ว่ามา ใครเป็คนสอนเ้า? ไม่ใช่หลานอวี้แน่นอน หรือว่าเป็เฝิงเซิ่ง? ในบรรดาตาแก่กลุ่มนั้น เฝิงเซิ่งอ่านตำรามามากที่สุด ย่อมต้องเป็เขาสอนเ้าใช่หรือไม่?”