“อ๊าก!”
จางเหว่ยแหงนหน้าร้องออกมาอย่างไม่อาจระงับ ความร้อนรุนแรงแล่นทะลุผ่านิัเข้าไปในเนื้อ กล้ามเนื้อ และกระดูก ความเ็ปจากการทำลายชีพจรก่อนหน้านี้เป็ความรู้สึกราวกับร่างกายถูกฉีกจากภายใน แต่เปลวเพลิงตรงหน้ากลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
มันกำลังเผาเขาจากทุกส่วนพร้อมกัน
จางเหว่ยพยายามยกแขนขึ้นปกป้องใบหน้า แต่เพียงขยับเล็กน้อย เปลวเพลิงที่พันอยู่รอบแขนกลับลุกสูงขึ้น
“บัดซบ!”
เด็กหนุ่มกัดฟัน
เขาเคยถูกไฟลวก
เคยถูกน้ำเดือดกระเด็นใส่ขณะทำอาหาร
แต่เมื่อเทียบกับความเ็ปในขณะนี้ สิ่งเ่าั้แทบไม่อาจเรียกว่าความเจ็บได้เลย
เสียงโบราณดังขึ้นจากความมืด
“รอบที่สอง”
“หลอมเนื้อ หลอมโลหิต”
“เปลวเพลิงจะไม่เผาร่างของเ้าจนตายโดยตรง”
จางเหว่ยที่กำลังทนทุกข์พลันชะงักเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันโล่งใจ เสียงนั้นก็กล่าวต่อ
“แต่หากจิตของเ้าแตกสลายก่อนการหลอมเสร็จสิ้น ชีพจรใหม่จะสูญเสียการเชื่อมต่อ”
“ผลลัพธ์ ตาย”
“เ้าไม่ต้องย้ำคำสุดท้ายทุกครั้งก็ได้!”
จางเหว่ยะโอย่างเดือดดาล
ไม่มีเสียงตอบกลับ
เปลวเพลิงกลับลุกโหมแรงขึ้นแทน
“อ๊าก!”
จางเหว่ยทรุดลงกับพื้นอีกครั้ง
ิัทั่วร่างแดงจัด เส้นเืใต้ผิวปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งประหลาดคือ เสื้อผ้าของเขาไม่ได้ไหม้
เส้นผมไม่ติดไฟ
เปลวเพลิงเหล่านี้ราวกับไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากร่างกายของเขา
เมื่อเพลิงทะลุเข้าสู่เนื้อ ความร้อนกลับมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มันแทรกเข้าสู่โลหิตทุกหยด แล้วเคลื่อนที่ไปตามร่างกาย
โลหิตเริ่มเดือด
ความรู้สึกราวกับมีเหล็กหลอมเหลวไหลเวียนอยู่ภายในร่างทำให้จางเหว่ยแทบหมดสติ
แต่ทุกครั้งที่สติเริ่มพร่าเลือน ชีพจรใหม่ทั้งเก้าสายกลับสั่นะเืพร้อมกัน
ครืน!
พลังบางเบาไหลผ่านร่าง
มิได้ลดความเ็ป
กลับทำให้ประสาทััของเขาชัดเจนขึ้นเสียอีก
จางเหว่ยเบิกตากว้าง
“นี่มันจงใจไม่ให้ข้าหมดสติ?”
เสียงโบราณตอบอย่างสงบนิ่ง
“การหลอมต้องเกิดขึ้นขณะที่ผู้รับมรดกมีสติ”
“หากหมดสติ การหลอมถือว่าล้มเหลว”
จางเหว่ยอยากด่าอีกฝ่ายออกมา
แต่เมื่ออ้าปาก เปลวเพลิงกลับแทรกเข้ามาราวกับมีชีวิต
เขารีบปิดปากทันที
“เ้า!”
เสียงโบราณไม่สนใจ
“การหลอมเนื้อร้อยละสิบ”
จางเหว่ยแทบอยากกระอักเื
เพิ่งสิบส่วนจากร้อย?
ความรู้สึกของเขาราวกับถูกเผามาหลายชั่วยามแล้ว!
เปลวเพลิงดำแดงยังคงลุกโหม
สิบส่วน
ยี่สิบส่วน
สามสิบส่วน
เมื่อถึงครึ่งหนึ่ง จางเหว่ยไม่สามารถยืนได้อีก เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
โลหิตไหลจากฝ่ามือ
แต่ทันทีที่โลหิตปรากฏ มันกลับไม่หยดลงพื้น
หยดเืลอยขึ้น
เส้นสีดำทองบางเบาปรากฏอยู่ภายใน
ดวงตาจางเหว่ยหรี่ลง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นมัน
ตอนสร้างชีพจรสายที่ห้า สิ่งเดียวกันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
“นั่นคืออะไร?”
เขาฝืนถาม
ไม่มีคำตอบ
“โลหิตของข้าเหตุใดจึงมีแสงเช่นนั้น?”
เสียงโบราณยังคงเงียบ
จางเหว่ยกัดฟัน
“เ้าพูดเื่ตายได้ทุกครั้ง แต่พอข้าถามเื่นี้กลับเป็ใบ้หรือ?”
คราวนี้เสียงนั้นตอบ
“เ้ามีสิทธิ์รับรู้เฉพาะสิ่งที่อยู่ภายในบททดสอบ”
“ส่วนสิ่งที่ยังไม่มีคุณสมบัติรับรู้”
“ถามไปก็ไร้ประโยชน์”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
คำตอบนี้ทำให้เขายิ่งสงสัย
แต่ความเ็ประลอกใหม่ทำให้ไม่มีเวลาคิด
พรึ่บ!
เพลิงดำแดงทั้งหมดหดตัวเข้าสู่ร่างพร้อมกัน
“อึก!”
จางเหว่ยกัดฟันจนกรามสั่น
เปลวเพลิงที่เคยเผาอยู่ภายนอกหายไปหมดแล้ว
แต่ไม่ได้หมายความว่าการหลอมสิ้นสุด
เพราะในเวลานี้ เปลวเพลิงทั้งหมดกำลังเผาอยู่ภายใน!
โลหิตทุกหยดเหมือนถูกต้ม
กล้ามเนื้อทุกมัดถูกเผาและสร้างขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางเหว่ยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด
จนกระทั่งเสียงโบราณดังขึ้น
“การหลอมเนื้อและโลหิตสมบูรณ์”
วูบ!
ความร้อนทั้งหมดหายไป
จางเหว่ยล้มลงนอนกับพื้นทันที
หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง
“ผ่านหรือยัง?”
“รอบที่สอง ผ่าน”
จางเหว่ยหลับตา
ริมฝีปากเผยรอยยิ้มอ่อนแรง
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เพราะวงแหวนที่สามกำลังส่องสว่าง
“ไม่ให้ข้าพักเลยหรือ?”
“ไม่”
คำตอบตรงไปตรงมาจนจางเหว่ยหมดคำจะกล่าว
“รอบที่สาม”
“หลอมกระดูกและอวัยวะ”
ครืน!
วงแหวนที่สามตกลงมาครอบร่าง
แรงสั่นะเืประหลาดทะลุเข้าสู่กระดูก
จางเหว่ยรู้สึกได้ทันทีว่ารอบนี้ต่างจากสองรอบแรก
ไม่มีแรงกด
ไม่มีเปลวเพลิง
แต่กลับมีพลังบางอย่างแทรกเข้าไปตามข้อต่อ
จากนั้น
กร๊อบ!
กระดูกนิ้วมือแตก!
ดวงตาจางเหว่ยเบิกกว้าง
“เดี๋ยว!”
กร๊อบ! กร๊อบ!
กระดูกฝ่ามือแตกตาม
แล้วจึงเป็ข้อมือ
แขน
หัวไหล่
“อ๊าก!”
จางเหว่ยล้มลง
เสียงกระดูกแตกดังต่อเนื่องจากทั่วร่าง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ทุกครั้งที่กระดูกแตก พลังจากวงแหวนจะห่อหุ้มชิ้นกระดูกเ่าั้ ก่อนบีบให้กลับมาเชื่อมต่อกันใหม่
แตก
สร้าง
แตกอีกครั้ง
สร้างใหม่อีกครั้ง
ราวกับ้าบดสิ่งเดิมให้ละเอียดที่สุด แล้วบังคับให้มันเกิดใหม่ในสภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
จางเหว่ยแทบไม่มีเรี่ยวแรงร้อง
เขาได้แต่นอนกัดฟันอยู่กับพื้น
เมื่อกระดูกแขนผ่านการหลอม พลังนั้นจึงเคลื่อนไปยังซี่โครง
กร๊อบ!
ซี่โครงด้านซ้ายแตกพร้อมกันสามซี่
จางเหว่ยสำลัก
เืไหลออกจากปาก
แต่ก่อนปลายกระดูกจะทิ่มแทงอวัยวะภายใน พลังจากวงแหวนก็ห่อหุ้มเอาไว้และเริ่มสร้างใหม่
“นี่คือการหลอมกระดูก?”
เขาถามด้วยเสียงแหบแห้ง
“ถูกต้อง”
“ข้าคิดว่าเ้าน่าจะเรียกมันว่าทุบกระดูกเสียมากกว่า”
ไม่มีคำตอบ
จางเหว่ยหัวเราะอย่างขมขื่น
อย่างน้อยการพูดออกมายังช่วยให้เขารู้ว่าตนเองมีสติ
เมื่อกระดูกทั่วร่างผ่านการทำลายและสร้างใหม่ พลังจากวงแหวนที่สามก็เปลี่ยนเป้าหมาย
หัวใจ
ปอด
ตับ
อวัยวะทุกส่วนเริ่มถูกพลังลึกลับแทรกซึม
คราวนี้ไม่มีการทำลายจนแตกเหมือนกระดูก แต่ทุกอวัยวะถูกบีบอัดอย่างรุนแรง ก่อนคลายตัว แล้วบีบอีกครั้ง
โดยเฉพาะหัวใจ
ตึก!
แรงบีบครั้งแรกทำให้จางเหว่ยแทบหมดสติ
ตึก!
ครั้งที่สอง
หัวใจเต้นแรงขึ้น
ตึก!
ครั้งที่สาม
เสียงหัวใจดังจนเขาได้ยินชัดเจน
หลังผ่านการบีบอัดหลายสิบครั้ง จางเหว่ยเริ่มััได้ว่าทุกครั้งที่หัวใจสูบฉีด โลหิตสามารถไหลเวียนได้รวดเร็วกว่าเดิม
ชีพจรใหม่ทั้งเก้าสายสั่นรับตามจังหวะ
ราวกับร่างกายกับชีพจรกำลังค่อย ๆ ปรับเข้าหากัน
เวลาผ่านไป
ในที่สุดวงแหวนที่สามก็แตกร้าว
เพล้ง!
แสงจำนวนมากไหลเข้าสู่ร่าง
จางเหว่ยนอนนิ่งอยู่กับพื้น
เสียงโบราณดังขึ้น
“สามรอบแรกสิ้นสุด”
“กายผ่าน”
“ชีพจรยอมรับร่างกาย”
เด็กหนุ่มไม่ได้ลุกขึ้นทันที
เขานอนหายใจอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นมอง
ไม่มีาแ
กระดูกที่แตกไปไม่รู้กี่ครั้งกลับสมบูรณ์
เขากำหมัด
ปึก!
เสียงอากาศเบา ๆ ดังขึ้นในฝ่ามือ
จางเหว่ยชะงัก
เขายังไม่ได้ฝึกยุทธ์
ไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย
แต่เพียงกำหมัดกลับััได้ถึงกำลังที่เหนือกว่าร่างเดิมอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้น
แม้ยังเหนื่อยล้า แต่ร่างกายกลับเบากว่าเดิมอย่างประหลาด
เขาลองะโเบา ๆ
ร่างทะยานขึ้นสูงกว่าที่คาดเกือบสองเท่า
“นี่”
จางเหว่ยมองมือของตน
“เป็ผลจากการหลอม?”
“ร่างเดิมของเ้าไม่สามารถรองรับชีพจรใหม่”
“สามรอบแรกเพียงทำให้ภาชนะไม่แตกเพราะสิ่งที่อยู่ภายใน”
จางเหว่ยเลิกคิ้ว
เพียงทำให้ภาชนะไม่แตก?
ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นถึงระดับนี้กลับเป็เพียงผลพื้นฐาน?
เขากำลังจะถาม แต่เสียงโบราณกล่าวเสียก่อน
“เริ่มรอบที่สี่”
รอยยิ้มของจางเหว่ยหายไป
วงแหวนที่สี่ส่องแสง
“ทดสอบโลหิต”
ครั้งนี้ไม่มีพลังโจมตีร่าง
กลับมีเข็มแสงสีดำปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ
มันพุ่งเข้าสู่กลางอก
จางเหว่ยเตรียมรับความเ็ป
แต่เข็มแสงกลับผ่านร่างโดยไม่มีความรู้สึก
จากนั้นโลหิตหยดหนึ่งถูกดึงออกมา
มันลอยอยู่กลางอากาศ
สีแดงสดเหมือนเืมนุษย์ทั่วไป
ทว่าภายใต้แสงจากวงแหวน เส้นสีดำทองกลับปรากฏขึ้นภายในอีกครั้ง
คราวนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
เสียงโบราณดังขึ้น
“ตรวจสอบ”
อักขระจำนวนมากปรากฏรอบหยดโลหิต
จางเหว่ยมองไม่เข้าใจ
อักขระหมุนรอบเือย่างรวดเร็ว
หนึ่งรอบ
สามรอบ
เก้ารอบ
ทันใดนั้นอักขระทั้งหมดหยุด
ครืน!
วงแหวนที่สี่สั่นอย่างรุนแรง
เสียงโบราณที่เคยสงบนิ่งเงียบไปหลายลมหายใจ
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“มีปัญหาหรือ?”
ไม่มีคำตอบ
“โลหิตของข้าเป็อะไร?”
ความเงียบยังคงอยู่
จากนั้นอักขระทั้งหมดพลันแตกสลาย
หยดโลหิตกลับเข้าสู่ร่างจางเหว่ย
เสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณสมบัติสายเืผ่าน”
เพียงเท่านั้น
จางเหว่ยรออยู่ครู่หนึ่ง
“หมดแล้ว?”
“ใช่”
“แล้วสายเืของข้าคืออะไร?”
“ไม่มีสิทธิ์รับรู้”
“อีกแล้ว?”
“ใช่”
จางเหว่ยจ้องความมืดอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้นเหตุใดต้องทดสอบ?”
“เพราะหากไม่ผ่าน เ้าจะตายั้แ่ก่อนสร้างชีพจรสายแรก”
คำตอบทำให้จางเหว่ยนิ่งไป
“หมายความว่า”
เขาถามช้า ๆ
“ถ้าเป็คนอื่นพบห่อหนังสัตว์แล้วเข้ามาที่นี่ ก็อาจรับมรดกไม่ได้?”
“ไม่ใช่”
เสียงโบราณตอบ
“พวกเขาเข้ามาไม่ได้ั้แ่แรก”
ดวงตาจางเหว่ยหรี่ลง
“เพราะสายเื?”
ไม่มีคำตอบ
แต่ครั้งนี้ความเงียบกลับเป็คำตอบในตัวเอง
จางเหว่ยกำหมัด
ความสงสัยในใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
เหตุใดโลหิตของเขาจึงเปิดสิ่งนี้ได้?
บิดามารดาของเขาเป็ใคร?
เื่ที่ไป๋ซูเหยากำลังจะบอกก่อนเกิดเหตุเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้หรือไม่?
คำถามมากมายผุดขึ้นพร้อมกัน
แต่ไม่มีคำตอบแม้แต่ข้อเดียว
วงแหวนที่ห้าส่องแสงขึ้น
“รอบที่ห้า”
“ทดสอบจิต”
ภาพรอบตัวเปลี่ยนไปทันที
ความมืดหายไป
จางเหว่ยกลับมายืนอยู่หน้ากระท่อม
เสียงนกร้องดังจากป่า
ลำธารยังไหลผ่าน
กลิ่นอาหารลอยออกมาจากครัว
ทุกสิ่งเหมือนจริงจนแทบไม่อาจแยกแยะ
“จางเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ?”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
ไป๋ซูเหยาเดินออกมาจากกระท่อม
จางเหว่ยมองนาง
ต่างจากภาพลวงก่อนหน้า คราวนี้นางเหมือนจริงอย่างสมบูรณ์
แม้แต่ท่าทาง
น้ำเสียง
สายตา
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
“ท่านน้า?”
“ยืนทำอะไรอยู่? เข้ามากินอาหาร”
นางหันกลับเข้าไป
จางเหว่ยเดินตามโดยไม่รู้ตัว
ภายในห้อง อาหารวางเต็มโต๊ะ
เขานั่งลง
ไป๋ซูเหยาคีบอาหารให้
“จากนี้อย่าไปเทือกเขามรณะอีก”
“ขอรับ”
วันหนึ่งผ่านไป
จากนั้นอีกวัน
อีกเดือน
อีกปี
จางเหว่ยใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อม
ไม่มีการฝึกยุทธ์
ไม่มีความเ็ป
ไม่มีศัตรู
เขาล่าสัตว์
ทำอาหาร
ตัดฟืน
ดูแลไป๋ซูเหยา
ชีวิตสงบอย่างที่คนธรรมดาจำนวนมากใฝ่หา
เวลาผ่านไป
ใบหน้าของจางเหว่ยโตขึ้น
จากเด็กหนุ่มกลายเป็ชายหนุ่ม
แต่บางสิ่งกลับติดอยู่ในใจ
เหมือนมีเื่สำคัญที่เขาลืมไป
วันหนึ่ง ขณะกำลังตัดฟืน
เขาหยุดมือ
มองขวานในมือ
“เหตุใด”
เขาพึมพำ
“ข้าจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง?”
“จางเอ๋อร์!”
เสียงไป๋ซูเหยาดังมาจากกระท่อม
“อาหารเสร็จแล้ว”
จางเหว่ยหันกลับ
เขาควรเดินกลับไป
แต่เท้ากลับไม่ขยับ
เด็กหนุ่มก้มมองฝ่ามือ
ไม่มีรอยแผล
ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่คำหนึ่งกลับผุดขึ้นจากส่วนลึกของความทรงจำ
ชีพจร
ดวงตาจางเหว่ยเบิกขึ้น
ภาพจำนวนมากะเิกลับมา
ห่อหนังสัตว์
ประตูฝืนลิขิต
การทำลายชีพจร
การสร้างใหม่
วงแหวน!
“ภาพลวง!”
ครืน!
โลกทั้งใบสั่นะเื
ไป๋ซูเหยาที่อยู่หน้ากระท่อมหยุดนิ่ง
“จางเอ๋อร์”
นางมองเขา
“อยู่ที่นี่ไม่ดีหรือ?”
จางเหว่ยกำหมัด
“ดี”
“เช่นนั้นเหตุใดต้องไป?”
คำถามนั้นทำให้เขาเงียบ
นางเดินเข้ามา
“ที่นี่ไม่มีผู้ใดทำร้ายเ้า”
“ไม่มีผู้ใดดูถูกเ้า”
“เ้าไม่ต้องเสี่ยงชีวิต”
“ไม่ต้องเ็ป”
“อยู่กับน้าที่นี่”
“ไม่ดีหรือ?”
จางเหว่ยมองนาง
นานมาก
ก่อนยิ้ม
“ดีมาก”
มือของไป๋ซูเหยายื่นมาหา
จางเหว่ยยื่นมือออกไปเช่นกัน
แต่ก่อนัั เขากลับหยุด
“เพราะมันดีเกินไป”
สีหน้าของนางเปลี่ยนเล็กน้อย
จางเหว่ยกล่าวต่อ
“ท่านน้าที่ข้ารู้จักไม่เคยขอให้ข้าหนีจากชีวิต”
“และนางไม่มีวัน้าให้ข้าอยู่ในโลกปลอมเพียงเพราะมันสงบ”
เขาถอยหนึ่งก้าว
“ต่อให้โลกจริงมีความเ็ป”
“ข้าก็จะอยู่ในโลกจริง”
ใบหน้าของไป๋ซูเหยาค่อย ๆ เลือนหาย
“เหตุใด?”
เสียงนั้นถาม
จางเหว่ยมองภาพกระท่อม
ดวงตาไม่มีความลังเล
“เพราะชีวิตของข้า”
“ข้าจะเป็ผู้เลือกเอง”
เพล้ง!
โลกทั้งหมดแตกออก!
จางเหว่ยกลับมายืนในความมืด
วงแหวนที่ห้าแตกสลาย
“รอบที่ห้า ผ่าน”
จางเหว่ยสูดลมหายใจ
เหงื่อเย็นเต็มหน้าผาก
แม้รู้ว่าเป็ภาพลวง แต่ความทรงจำหลายปีในนั้นกลับชัดเจนจนน่ากลัว
หากเขาไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ
บางทีอาจติดอยู่ในนั้นไปจนลืมตัวตนจริง ๆ
วงแหวนที่หกสว่างขึ้นทันที
“รอบที่หก”
“ทดสอบความปรารถนา”
จางเหว่ยเตรียมตัว
โลกเปลี่ยนอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีป่า
ไม่มีบ้าน
เขายืนอยู่บนลานกว้างมหึมา
ผู้คนนับหมื่นคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
“คารวะท่านจาง!”
จางเหว่ยมองรอบตัว
อาภรณ์บนร่างเปลี่ยนเป็ชุดหรูหรา
กระบี่ยาวอยู่ข้างเอว
ผู้คนมองเขาด้วยความเคารพ
บนบัลลังก์ด้านหน้าเต็มไปด้วยทองคำ สมบัติ และอาวุธ
เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจ
“ทั้งหมดเป็ของเ้า”
จางเหว่ยเดินไปข้างหน้า
หญิงงามหลายคนปรากฏขึ้น
ทรัพย์สมบัติกองสูง
ผู้แข็งแกร่งก้มศีรษะ
ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
เสียงนั้นกล่าวอีก
“เ้า้าพลังมิใช่หรือ?”
“นี่คือพลัง”
“เ้า้าไม่ถูกดูถูก?”
“ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกเ้า”
“เ้า้ายืนเหนือผู้อื่น?”
“ทุกคนอยู่ใต้เท้าเ้าแล้ว”
จางเหว่ยมองทุกสิ่ง
ก่อนหัวเราะออกมา
“แค่นี้?”
เสียงนั้นเงียบ
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าเกือบตายหลายครั้ง”
จางเหว่ยยกมือชี้ผู้คนที่คุกเข่า
“เพื่อให้คนพวกนี้คุกเข่าให้ข้า?”
เขาส่ายหน้า
“ไร้สาระ”
“แล้วเ้า้าสิ่งใด?”
คำถามดังขึ้น
จางเหว่ยนิ่งไป
คราวนี้เขาไม่ได้ตอบทันที
้าอะไร?
พลัง?
แน่นอน เขา้า
ชื่อเสียง?
เขาไม่รู้
สมบัติ?
หากช่วยให้แข็งแกร่งขึ้น ย่อม้า
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่คำตอบ
จางเหว่ยนึกถึงชีวิตที่ผ่านมา
ในที่สุดจึงกล่าว
“ข้า้ามีพลังพอที่จะไม่ต้องให้ผู้ใดเลือกชีวิตแทนข้า”
“หากข้าอยากไป ข้าก็ไป”
“หากข้าอยากอยู่ ข้าก็อยู่”
“หากคนของข้าถูกทำร้าย ข้าต้องมีพลังปกป้อง”
“หากมีผู้ใดคิดกำหนดว่าข้าสมควรเป็อะไร”
ดวงตาของจางเหว่ยเย็นลง
“ข้าจะเป็ผู้ตอบมันเอง”
เขามองบัลลังก์
“ส่วนของพวกนี้”
“หากข้า้า ข้าจะไปเอาด้วยมือของตนเอง”
ตูม!
บัลลังก์ะเิ
ผู้คนทั้งหมดหายไป
โลกกลับคืนสู่ความมืด
วงแหวนที่หกแตกสลาย
“รอบที่หก ผ่าน”
จางเหว่ยถอนหายใจ
หกรอบ
เหลือสาม
แต่เมื่อมองวงแหวนที่เจ็ดถึงเก้า เขากลับไม่มีความรู้สึกโล่งใจแม้แต่น้อย
เพราะเสียงโบราณเคยบอกแล้ว
สามรอบสุดท้ายทดสอบิญญาและเจตจำนง
วงแหวนที่เจ็ดเริ่มเคลื่อน
“รอบที่เจ็ด”
“ทดสอบิญญา”
ไม่มีภาพลวง
ไม่มีเปลวเพลิง
ไม่มีแรงกด
มีเพียงเข็มสีดำหนึ่งเล่ม
มันเล็กกว่าทุกสิ่งที่ปรากฏก่อนหน้า
แต่ทันทีที่จางเหว่ยมองเห็น ขนทั่วร่างกลับลุกชัน
สัญชาตญาณร้องเตือนอย่างรุนแรง
สิ่งนี้อันตรายกว่ารอบก่อนทั้งหมด!
“มันคืออะไร?”
“เข็มเจาะิญญา”
“รับให้ได้เก้าครั้ง”
“หากิญญาแตก”
“ตาย”
จางเหว่ยสูดลมหายใจ
“มา”
เข็มหายไป
วินาทีต่อมา
ฉึก!
มันแทงเข้าสู่หว่างคิ้ว
ไม่มีาแ
แต่จางเหว่ยกลับกรีดร้องสุดเสียง
“อ๊าก!”
ความเ็ปนี้ไม่เหมือนร่างกาย
ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีส่วนให้จับ
เหมือนตัวตนทั้งหมดถูกฉีกออกเป็สองส่วน
เขาล้มลง
ความคิดกระจัดกระจาย
ยังไม่ทันรวบรวมสติ
ครั้งที่สองมาแล้ว
ฉึก!
“อ๊าก!”
ครั้งที่สาม
ครั้งที่สี่
ทุกครั้งรุนแรงกว่าเดิม
เมื่อถึงครั้งที่ห้า จางเหว่ยไม่สามารถร้องได้อีก
เขานอนนิ่ง
ดวงตาไร้แสงชั่วขณะ
แต่ยังไม่ตาย
ครั้งที่หก
ความทรงจำบางส่วนเริ่มสั่นคลอน
ครั้งที่เจ็ด
เขาแทบลืมว่าตนเองชื่ออะไร
ครั้งที่แปด
ความมืดกลืนทุกสิ่ง
เหลือครั้งสุดท้าย
เสียงโบราณดังขึ้น
“ยังดำเนินการต่อหรือไม่?”
ไม่มีคำตอบ
“หากหยุดตอนนี้ ิญญายังสามารถรักษาได้”
จางเหว่ยนอนนิ่ง
“หากรับครั้งที่เก้าแล้วแตกสลาย ไม่มีทางย้อนกลับ”
นิ้วมือของเด็กหนุ่มขยับ
เขาค่อย ๆ ใช้แขนยันพื้น
ลุกขึ้นทีละน้อย
ดวงตาพร่ามัว
แต่ยังมีประกายอยู่ส่วนหนึ่ง
“ั้แ่เริ่ม”
เขาพูดช้า ๆ
“เ้าถามข้าว่าจะหยุดหรือไม่กี่ครั้งแล้ว?”
“เจ็ดครั้ง”
จางเหว่ยหัวเราะ
“ข้าตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง”
เขาเงยหน้า
“มา!”
เข็มสีดำหายไป
ฉึก!
ครั้งที่เก้า!
โลกเงียบสนิท
จางเหว่ยยืนนิ่ง
ดวงตาปิด
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
จากนั้นเขาค่อย ๆ เปิดตา
เข็มสีดำแตกร้าวกลางอากาศ
เพล้ง!
“รอบที่เจ็ด ผ่าน”
จางเหว่ยยังไม่ทันได้ตอบ วงแหวนที่แปดก็ส่องสว่าง
คราวนี้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็สีดำสนิท
เสียงโบราณดังขึ้น
“รอบที่แปด”
“ทดสอบความพ่ายแพ้”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“ความพ่ายแพ้?”
ทันใดนั้นภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
เขาเห็นตนเองฝึกยุทธ์
ล้มเหลว
เห็นตนเองต่อสู้กับคนผู้หนึ่ง
แพ้
อีกภาพ
แพ้อีก
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ผลลัพธ์คือพ่ายแพ้
เขาฝึกหนักกว่าผู้อื่น
แต่ยังแพ้
เสี่ยงชีวิต
ยังแพ้
ลุกขึ้น
แพ้อีก
หนึ่งครั้ง
สิบครั้ง
ร้อยครั้ง
พันครั้ง
ความรู้สึกทั้งหมดเหมือนจริง
ความผิดหวัง
ความอับอาย
ความเหนื่อยล้า
คำถามค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจ
ถ้าพยายามแล้วไม่สำเร็จเล่า?
ถ้าศัตรูแข็งแกร่งเกินไปเล่า?
ถ้าวาสนาไม่เข้าข้างเล่า?
ถ้าไม่ว่าเดินไปเท่าใดก็ไม่มีวันถึงจุดหมายเล่า?
จางเหว่ยยืนท่ามกลางความพ่ายแพ้นับไม่ถ้วน
ร่างกายเต็มไปด้วยาแ
เขาเหนื่อย
เหนื่อยอย่างแท้จริง
เสียงหนึ่งถาม
“จะลุกอีกหรือ?”
จางเหว่ยมองพื้น
“ลุกแล้วจะชนะหรือ?”
“ไม่มีผู้ใดรับประกัน”
“อาจแพ้อีก?”
“ใช่”
“อาจแพ้ตลอดไป?”
“ใช่”
จางเหว่ยเงียบ
ก่อนใช้มือยันพื้น
ลุกขึ้น
“เช่นนั้นก็แพ้อีกครั้ง”
เสียงนั้นถาม
“เพื่ออะไร?”
จางเหว่ยเช็ดเืจากมุมปาก
“เพราะข้ายังไม่ตาย”
“ตราบใดที่ยังไม่ตาย”
“การแพ้ครั้งนี้ก็เป็เพียงการแพ้ครั้งหนึ่ง”
“มันไม่ใช่คำตัดสินว่าข้าจะแพ้ตลอดไป”
โลกเริ่มแตกร้าว
จางเหว่ยกำหมัด
“ถ้าร้อยครั้งไม่พอ ก็ร้อยเอ็ด”
“ถ้าพันครั้งไม่พอ ก็พันหนึ่ง”
“จนกว่าข้าจะไม่มีแรงลุกขึ้นอีกจริง ๆ”
ตูม!
ภาพความพ่ายแพ้ทั้งหมดแตกสลาย
วงแหวนที่แปดหายไป
“รอบที่แปด ผ่าน”
เหลือวงแหวนสุดท้าย
จางเหว่ยมองมัน
วงแหวนที่เก้าแตกต่างจากทุกวง
มันไม่มีสี
ไม่มีแสง
ไม่มีแรงกดดัน
แต่กลับทำให้หัวใจเขาเต้นแรงที่สุด
เสียงโบราณดังขึ้นช้า ๆ
“รอบที่เก้า”
“คำถามสุดท้าย”
“ไม่มีการโจมตี”
“ไม่มีภาพลวง”
“ตอบตามเจตจำนงแท้จริงของเ้า”
จางเหว่ยยืนนิ่ง
“ถามมา”
ความเงียบครอบคลุมทุกสิ่ง
จากนั้นเสียงโบราณก็ดังกึกก้องขึ้น
“หากวันหนึ่ง”
“เส้นทางที่เ้าเลือก”
“เป็เส้นทางที่แม้แต่์ไม่ยอมให้เ้าเดิน”
“หากกฎของโลกบอกว่าเ้าผิด”
“หากทุกสิ่งบอกว่าเ้าสมควรหยุด”
“หากการก้าวต่อหมายถึงความตาย”
“เ้าจะทำอย่างไร?”