ตอนที่ 2 คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลี
หลี่เฉินอันไม่สนใจการแข่งต่อโคลงกลอนเลือกลูกเขยของคนโบราณ
เขาคิดว่าเื่นี้ไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง จริงอยู่ที่อาจได้บุรุษผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากบุรุษคนนั้นกลับมีชีวิตที่ตกระกำลำบาก……อีกทั้งเด็กหนุ่มรูปงามเมื่อครู่นี้ยังบอกอีกว่าคุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลีเป็สตรีผู้มากความสามารถ งดงามปานบุปผา เช่นนี้นางจะไม่กลายเป็ดอกไม้งามบนมูลวัวเอาหรือ ?
และดูจากความยิ่งใหญ่ของเรือลำนั้น ตระกูลจงหลีคงเป็ตระกูลที่ร่ำรวยหรือไม่ก็เป็ผู้สูงศักดิ์ เหตุใดคุณหนูของตระกูลมั่งคั่งจึงต้องใช้วิธีเสี่ยงโชคเช่นนี้ด้วย ?
เหตุใดถึงไม่รอให้การสอบคัดเลือก่วสันต์ผ่านพ้นไปก่อน หลังจากประกาศอันดับของผู้ที่สอบได้แล้ว ค่อยเลือกลูกเขยจากรายชื่อที่ติดอันดับไม่ดีกว่าหรือ ?
หรือบางทีอาจเลือกจากลูกหลานของตระกูลที่มีอำนาจก็ย่อมได้ แบบนั้นน่าเชื่อถือได้มากว่าการหาลูกเขยผ่านการต่อโคลงกลอนเสียอีก
เขาแค่คิดไปเช่นนั้น เพราะถึงอย่างไรเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขา
ยามนี้ จิตใจของเขาสงบเหมือนบ่อน้ำโบราณ
ชาติที่แล้วเขาอายุ 35 ปีแล้ว เขาเจ็บหนักจากคำว่า ‘รัก’ มากเสียจนเขาสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ก็ยังคงครองโสดไม่แต่งงาน กลายเป็ชายโสดผู้หล่อรวยที่สาว ๆ ใฝ่ฝันหา
ตอนนี้มาคิดดูแล้ว เขาในตอนนั้นเป็เพราะ้าจะแก้แค้นผู้หญิงที่เคยทำร้ายจิตใจของเขา หรือเพราะ้าชดเชยความเหงาและความอ้างว้างในใจกัน ?
หรืออาจเป็ทั้งสองอย่าง
สรุปก็คือ ชาติที่แล้วเขาอยู่ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้มานานแสนนาน ตกกลางคืนเขามักจะไม่กลับห้อง แต่ออกเดินทางไปเหนือจรดใต้เพื่อใช้่เวลาค่ำคืนไปกับดอกไม้งามเ่าั้ทีละดอก เปลี่ยนกันไปไม่ซ้ำ
เขาเห็นและััดอกไม้เ่าั้มามากพอแล้ว
ถึงขนาดเคยลองนั่งเครื่องบินข้ามประเทศไปลิ้มลองดอกไม้งามจากประเทศอื่นก็ทำมาแล้ว !
อืม เช่นเดียวกับคุณชายรูปหล่อผู้นั้นในตอนนี้
ที่จริงตอนนี้พอใจสงบลง เขาถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่นี้มันไร้สาระขนาดไหน
่เวลาที่เขาอ้างว้างอยู่หลายปีนั้น เขาได้ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่รักเขาจริง ๆ รู้สึกเสียใจเช่นกัน
เขาในโลกนั้นคงตายไปแล้วใช่ไหม ?
แล้วใครบ้างจะมาร้องไห้หน้างานศพของเขาด้วยความโศกเศร้าใจ ?
บางทีอาจไม่มีเลยสักคน
หลี่เฉินอันยิ้งอย่างโง่ ๆ ให้ตัวเองพลางส่ายหัวสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป และทิ้งอดีตไว้เื้ั
หลังเดินออกมาจากฝูงชน เขาได้เดินมาถึงทางใต้ของทะเลสาบฮั่วผิง เมื่อหันกลับไปมอง เขาก็เห็นว่าทางตะวันออกของทะเลสาบเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ดูเหมือนว่าคุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลีผู้นี้จะมีเสน่ห์จริงดังว่า บุรุษหนุ่มรูปงามมากมายเ่าั้ ใครหนอจะโชคดีได้ขึ้นไปเป็แขกบนเรือสุดหรู ?
เรือลำนั้นจอดเทียบท่าแล้ว
ต่อไปน่าจะเป็ ‘การชุมนุมวรรณกรรม’ สินะ
หลี่เฉินอันหันกลับไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เขามองดูดวงอาทิตย์ ยามนี้ตะวันโด่งฟ้าแล้ว ถึงเวลากลับแล้ว
เขากลับไปที่ร้านค้าของเขาที่ปิดตัวลงไปแล้ว เขาอาศัยอยู่ที่นั่น
ร้านนั้นเป็ร้านขายของกินที่เคยขายขนมเปี๊ยะนึ่งและเฉาก๊วย เนื่องจากเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ได้เท่านั้น เขาจึงตัดสินใจจะเปิดร้านอีกครั้ง
เขาทำอาหารไม่เก่ง แต่ในหัวของเขามีภาพจำสูตรทำขนมเปี๊ยะนึ่งและเฉาก๊วย ทว่าร้านที่ขายขนมเปี๊ยะนึ่งและเฉาก๊วยเคยถูกปิดตัวลงแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่สามารถขายมันได้อีกแล้ว
เปิดร้านสุราเล็ก ๆ แทนแล้วกัน
เขารู้วิธีบ่มเหล้า ถึงขั้นเคยไปเที่ยวโรงกลั่นเหล้าองุ่นแห่งหนึ่งเป็พิเศษด้วยซ้ำ เพราะมันรสชาติดีมาก
ในกระเป๋าของเขาเหลือเงินแค่ 2 ตำลึงเงิน มันคือเงินที่มารดาของเขาไหว้วานให้น้องสาวนำมาให้
เดิมทีมันมีอยู่ 4 ตำลึงเงิน แต่ตลอด 10 วันนี้เขาใช้จ่ายไปแล้ว 2 ตำลึง
เป็เพราะเงินจำนวนนี้ที่ทำให้เขารอดชีวิตมาได้ชั่วคราว ดังนั้นเขาจึงมีความประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อมารดาผู้นี้
มารดาผู้เป็สตรีที่ใจดีมีเมตตา มารดาผู้เป็สตรีที่ขยันขันแข็ง และมารดาผู้ที่มีนิสัยอ่อนโยนบอบบาง
แม้ตอนนี้มารดาของเขาจะเป็ฮูหยินใหญ่แห่งจวนหลี แต่กลับถูกฮูหยินรองผู้นั้นรังแกกดขี่สารพัด หลี่เหวินฮั่นคงรังเกียจที่มารดาของเขาอายุมากขึ้น ไม่งดงามเหมือนก่อน และแน่นอนว่าอาจเป็เพราะมารดาให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้เื่อย่างเขา ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมถึงได้มีแต่ภาพที่หลี่เหวินฮั่นปฏิบัติตัวไม่ดีต่อมารดา
อย่างไรก็ตาม บุตรชายของฮูหยินรองผู้นั้นได้สืบทอดสายเืจากตระกูลหลี่ และปัจจุบันนี้เขายังสอบได้เป็บัณฑิตซิ่วไฉั้แ่อายุ 14 ปี จนกลายเป็ความหวังของหลี่เหวินฮั่นไปแล้ว
ในยุคสมัยที่มารดาพึ่งพาเกีบรติยศของบุตรชายนั้น เกรงว่ามารดาของเขาที่ไม่มีภูมิหลังอะไรคงใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลหลี่อย่างยากลำบาก
ขนาดมารดายังไม่สามารถมีชีวิตที่สุขสบายได้ เกรงว่าน้องสาวของเขาก็คงไม่ต่างกัน
ฉะนั้นเขาจำเป็ต้องเปิดร้าน เพื่อหาเงินให้ได้มากพอที่จะไปรับมารดาและน้องสาวมาดูแล
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว หลี่เฉินอันจึงเดินออกมาจากทะเลสาบแล้วเดินเข้าไปในตรอกชีหลี่เฉียว
เดินทะลุตรอกชีหลี่เฉียวไป แล้วเลี้ยวตรงศาลาแปดเหลี่ยมก็จะถึงตรอกเอ้อร์จิ่งโกวที่เขาอาศัยอยู่แล้ว
ที่พักของเขาอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเดินทอดน่องอย่างสบาย ๆ ไม่เร่งรีบเช่นนี้ น่าจะประมาณครึ่งชั่วยามได้
เขาไม่รู้เลยว่าด้านหลังของเขามีสตรีนางหนึ่งที่สะพายกระบี่อยู่ด้านหลังกำลังลอบติดตามเขาอยู่ไกล ๆ
นางก็คืออวี้เหิง หนึ่งในสี่สตรียอดฝีมือที่คอยคุ้มกันองค์หญิงสี่
อวี้เหิงมองดูแผ่นหลังของเขา คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย เผยให้เห็นความสงสัย
เดิมทีหลังของเขาคุ้มงอเล็กน้อย แต่เมื่อเขาก้าวไปข้างหน้า แผ่นหลังนั้นก็ค่อย ๆ ยืดตรงจนดูสง่าผ่าเผยในที่สุด
แม้ว่าย่างก้าวของบุรุษผู้นี้จะเชื่องช้า แต่ก็มั่นคงราวกับหอกที่กำลังเคลื่อนไหว
ราวกับว่าจู่ ๆ เขาก็ลอกคราบได้อย่างนั้นแหละ
ว่าแต่ลอกคราบแล้วเป็อะไรกันนะ ?
อวี้เหิงไม่เข้าใจ แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่คิดเื่นี้อีก เพราะภารกิจของนางคือติดตามเขาโดยไม่ให้เขารู้ตัว
เพียงแต่นางแค่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าเหตุใดองค์หญิงหนิงฉู่ฉู่ องค์หญิงสี่ผู้ควบคุมหอลี่จิ้ง หน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นหนิงถึงได้สนใจบุรุษหนุ่มผู้นี้นัก ?
……
……
ทางตะวันออกของทะเลสาบฮั่วผิง
มีทหารองครักษ์ยืนคุ้มกันรอบบริเวณห่างจากศาลาเยียนหยูไปประมาณสิบยี่สิบจ้าง
จงหลีรั่วสุ่ย คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลีลงจากเรือลำใหญ่สุดโอ่อ่ามายังศาลาเยียนหยูภายใต้การคุ้มกันของทหารองครักษ์
แน่นอนว่าบรรยากาศบริเวณท่าจอดเรือของนางครึกครื้นมาก เพราะหากบุรุษรูปงามผู้ใดอยากขึ้นไปเป็แขกบนเรือ พวกเขาจะต้องต่อโคลงกลอนให้ได้
บนดาดฟ้าของเรือมีโต๊ะถูกวางไว้สามตัว ที่โต๊ะแต่ละตัวจะมีชายชรานั่งอยู่โต๊ะละคน พวกเขาคือผู้มีความรู้กว้างขวางและมีความสามารถรอบด้าน มาเพื่อเป็กรรมการตัดสินงานชุมนุมวรรณกรรมในครั้งนี้
โคลงท่อนที่สองที่เขียนโดยบัณฑิตจากบนชายฝั่งจะมีการลงนามและส่งถึงพวกเขา หากโคลงท่อนที่สองของใครได้รับคำชื่นชมจากกรรมการสองในสามคนนี้ พวกเขาก็จะถูกเชิญขึ้นไปที่ชั้นสองของเรือ
แต่หากได้รับคำชื่นชมจากกรรมการทั้งสามท่านพร้อมกัน บัณฑิตผู้นั้นก็จะได้ขึ้นไปที่ชั้นสาม
หากกรรมการทั้งสามท่านยกให้โคลงท่อนที่สองของใครเป็อันดับต้น คนผู้นั้นก็จะได้ขึ้นไปเป็แขกที่ชั้นสามเช่นกัน
จงหลีรั่วสุ่ยมองย้อนกลับไปยังบริเวณที่ผู้คนพลุกพล่านนั้นแล้ว นางก็มุ่ยปากทำหน้าไม่สบอารมณ์ขณะนั่งลงตรงข้ามองค์หญิงหนิงฉู่ฉู่ สาวใช้ของนางหยิบผ้าม่านออกมาปิดล้อมรอบศาลาเยียนหยูเอาไว้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในนี้จึงไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกอีกต่อไป
นางเอื้อมมือออกไปเปิดกล่องอาหาร หยิบของว่างเนื้อนุ่มออกมาแล้วยัดขนมนั้นเข้าปากเล็ก ๆ ของนางโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตนเองเลยแม้แต่น้อย ทำให้พวงแก้มงามของนางพองออกเหมือนปลาทอง
“ขนมเกาลัดน้ำของร้านหยุนจิ่นจี้ในเมืองหลวงอร่อยสุดแล้ว ! ”
“เดือนก่อน พระองค์ส่งจดหมายมาว่าจะไปที่เป่ยโม่ด้วยตนเอง ? เหตุใดถึงได้เปลี่ยนใจมาที่เมืองกวงหลิงเสียแล้วล่ะ ? ”
หนิงฉู่ฉู่ชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของจงหลีรั่วสุ่ยแล้ว นางหยิบขนมซิ่งเหรินปิงมากัดคำเล็ก ๆ แล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อเปลี่ยนใจ แต่ข้าเดาว่า……องค์รัชทายาทคงอยากได้ผลงานนี้”
นางกัดกินคำเล็ก ๆ อย่างละเมียดละไม ดูมีความเป็สตรีเสียยิ่งกว่าจงหลีรั่วสุ่ย ทั้งที่นางเป็ถึงหัวหน้าสายลับอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหนิง ในขณะที่จงหลีรั่วสุ่ยเป็ถึงสตรีโฉมงามผู้มากความสามารถแห่งแคว้นหนิง
ทว่าดูเหมือนนิสัยการกินจะกลับกัน
“เมื่อเดือน 9 ปีที่แล้ว ชาวเป่ยโม่เข้ามารุกรานยังชายแดนของเรา ทางเป่ยโม่มีแม่ทัพเซี่ยวโหวโจวคอยคุ้มกันอยู่ ศัตรูพวกนั้นจะสู้เขาได้เยี่ยงไร แต่ถึงกระนั้นกองกำลังของชาวเป่ยโม่ก็ยังบุกโจมตีด่านจิ่วหยิน กระทั่งยึดเมืองจิ่วหยินไปจนได้……”
“เซี่ยวโหวโจวผู้นี้คือองครักษ์ใต้บัญชาขององค์รัชทายาทใช่หรือไม่ ? การกระทำนี้……หรือเขาจงใจทำเพื่อให้องค์รัชทายาทสามารถพิชิต ได้กองกำลังทหารมากดดันองค์ชายรอง ? ”
หนิงฉู่ฉู่กัดขนมกินอีกคำหนึ่งแล้วเลิกคิ้วสวยขึ้น “ใครจะไปรู้เล่า ? หากเป็เช่นนั้นจริง……เกรงว่าพวกเขาจะถูกผู้อื่นหลอกใช้ให้ไปเสี่ยงตายแทน ! ”
“ชาวเป่ยโม่ไม่ได้น่ากลัวเลย”
“พื้นที่ทะเลทรายเป่ยโม่เงียบสงบมาช้านาน ชาวเป่ยโม่ในอดีตไม่ได้น่ากลัวเลย แต่ตอนนี้กลับอาจไม่เป็เช่นนั้นแล้ว ! ”
“จะพูดเยี่ยงไรดีล่ะ ? ”
หนิงฉู่ฉู่กลืนขนมลงคอ “แต่บัดนี้ผู้นำคนใหม่ของชาวเป่ยโม่ เขามีนามว่าหยูเหวินเฟิง ! เขาผู้นี้มาจากชนเผ่าซิ่วซานเมื่อ 5 ปีก่อน เขาใช้เวลา 3 ปีในการผนวกรวมดินแดนเป่ยโม่ แล้วสถาปนาเมืองขึ้นเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาวเป่ยโม่ที่ซิ่วสุ่ยหยวน ! ”
“เมืองนั้นมีชื่อว่าเมืองต้าหวง เขาสามารถพิชิตชนเผ่าเล็กใหญ่ทั้ง 16 เผ่าในทะเลทรายตอนเหนือ ทั้งยังก่อตั้งเมืองภายใต้การปกครองอีก 27 เมือง ที่จริงเขาได้ก่อตั้งแคว้นขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้ว เพียงแต่……เพียงแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าความทะเยอทะยานขั้นต่อไปของเขาจะไปอยู่ที่ใด ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยตกตะลึง “เขาเก่งถึงเพียงนี้เชียว ? ”
หนิงฉู่ฉู่ยกยิ้มที่มุมปาก “เกรงว่าเขาจะเก่งกว่าที่หลายคนคิดนี่สิ ! ”
“แล้วฮ่องเต้นทรงมีท่าทีเยี่ยงไรบ้าง ? ”
“เสด็จพ่อ……คงอยากเห็นความสามารถของเสด็จพี่รัชทายาทกระมัง”
หนิงฉู่ฉู่พูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาอย่างสวยหรู ทว่าความเป็จริงนางได้ส่งจดหมายเตือนไปยังเสด็จพ่อของนางแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าจดหมายเตือนของนางไม่ได้รับความสนใจจากเสด็จพ่อเลย
บางทีอาจเป็เพราะเสด็จพ่อทรงมีความคิดอื่น
ใครจะไปรู้กันเล่า ?
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดคุยเื่นี้กับเ้า ข้ามาเพื่อถามว่าเหตุใดเ้าถึงได้เลือกใช้วิธีหาสามีจากวรรณกรรมอะไรพวกนี้ด้วย ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเม้มริมฝีปากบาง นางหยิบขนมกุ้ยฮวาจากในกล่องมาชิ้นหนึ่ง แล้วกัดเข้าไปคำใหญ่ “เฉิงกั๋วกงอยากมาสู่ขอหม่อมฉันให้บุตรชายของเขา……พระองค์ก็รู้ว่าตอนอยู่ที่เมืองหลวง หม่อมฉันเห็นเขาเป็เหมือนน้องชายมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขากลับอยากนอนกับหม่อมฉันเสียแล้ว ! ”
“ท่านพ่อของหม่อมฉันก็ไม่อยากมีปัญหากับจวนของเฉิงกั๋วกง แล้วหม่อมฉันจะทำเยี่ยงไรได้ ? ”
“หม่อมฉันคิดอยู่นาน แต่ก็ยังหาวิธีดี ๆ ไม่ได้ ต่อมาบุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่น เสิ่นเฉียวเตี๋ยเสนอความคิดนี้แก่หม่อมฉัน นางแนะนำให้หม่อมฉันกระจายข่าวไปยังบัณฑิตผู้มีความสามารถในกวงหลิงก่อนที่เฉิงกั๋วกงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง……พระองค์ดูสิ มันได้ผลดีเลยไม่ใช่หรือ ! ”
ยามนี้ จงหลีรั่วสุ่ยไม่ได้มีมาดของสตรีผู้มีความสามารถแห่งแคว้นหนิงเลย
ใบหน้างดงามของนางดูกระหยิ่มราวผู้มีชัย แก้มนวลของนางยังคงป่องเพราะกำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย ให้ความรู้สึกเหมือนสตรีน้อยแสนซนเสียมากกว่า
หนิงฉู่ฉู่เองก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะเพราะโดยส่วนตัวแล้ว จงหลีรั่วสุ่ยมีนิสัยประหลาดจริง
สิ่งที่นางแปลกใจคือแม่นางผู้นั้นที่มีนามว่าเสิ่นเฉียวเตี๋ยมากกว่า
“เสิ่นเฉียวเตี๋ยคือใคร ? ”
“อ้อ นางคือบุตรสาวของเสิ่นเชียนซาน พ่อค้าขายข้าวในเมืองกวงหลิง……ครบเครื่องทั้งความงามและความสามารถ แต่น่าเสียดายที่ชะตาชีวิตน่ารันทดนัก”
“เหตุใดถึงมีชะตาน่ารันทดล่ะ ? ”
“ต้องโทษบิดาของนางเลย ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยพูดด้วยความโมโหว่า “บิดาของนางจัดการหมั้นหมายคู่หมั้นให้นาง ซึ่งคู่หมั้นของนางคือคนจากตระกูลหลี่……เป็ตระกูลที่มีความโดดเด่นด้านวรรณกรรมและการสอบเคอจวี่ น่าเสียดายที่คู่หมั้นของนางไม่ใช่บุตรชายของหลี่เหวินโฮ่ว รองเสนาบดีกรมคลัง แต่เป็บุตรชายของหลี่เหวินฮั่น เ้าสำนักศึกษาจู๋เซี่ยแห่งเมืองกวงหลิง”
“เช่นนี้ไม่ดีหรือ ? ถึงอย่างไรก็มาจากตระกูลนักวิชาการ ย่อมคู่ควรกับบุตรสาวพ่อค้าอยู่แล้ว”
“พระองค์คงยังไม่รู้ บุตรชายของหลี่เหวินฮั่นผู้นั้นมีนามว่าหลี่เฉินอัน เขาไม่มีมาดของนักวิชาการเหมือนทายาทคนอื่นในตระกูลหลี่เลย แต่กลับ……จะพูดเยี่ยงไรดีล่ะ แม้มันจะดูเกินไปหน่อยที่ผู้คนในเมืองกวงหลิงบอกว่าเขาเป็คนโง่ แต่เขาผู้นี้ดูธรรมดาสามัญมากจริง ๆ ได้ยินมาว่าตอนนี้ถูกขับออกจากตระกูลไปแล้ว กำลังตกต่ำเลยล่ะ”
“ช่างน่าสงสารแม่นางเสิ่นเสียจริง”
หนิงฉู่ฉู่ไม่สนใจเื่พวกนี้ และไม่ได้พูดถึงเื่นี้ต่อ
ทว่าจู่ ๆ นางก็โน้มตัวลงแล้วพูดกับจงหลีรั่วสุ่ยด้วยท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ ว่า “เมื่อครู่ข้าเพิ่งบังเอิญเจอบุรุษหนุ่มคนหนึ่งมา เขาต่อโคลงนั้นของเ้าอย่างไม่ตั้งใจ แต่ข้าฟังดูแล้วมันยอดเยี่ยมมาก เ้าอยากลองฟังดูหรือไม่ ? ”
“หน้าตาของเขาเป็เยี่ยงไร ? ”
“เขาค่อนข้างรูปงามเลยทีเดียว ทว่าสิ่งสำคัญคืออารมณ์และท่าทางที่เขาแสดงออกมา……จะพูดเยี่ยงไรดีล่ะ ? เขาน่าจะอายุ 17-18 ปี แต่กลับดูสุขุมเหมือนชายชราอายุ 70-80 ปี……อืม จะพูดว่าเขาดูแก่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่เขาทำให้ข้าอ่านความคิดของเขาไม่ออก”
“พระองค์ก็ยังมองเขาไม่ออกงั้นหรือ ? ”
“อืม แม้แต่ข้าก็ยังมองความคิดของเขาไม่ออก”
“ได้สิ คนมีความสามารถเช่นนี้น่าสนใจ ไม่เหมือนเ้าเด็กน้อยตระกูลเฉิงผู้นั้น ! แล้วเขาต่อโคลงของหม่อมฉันเยี่ยงไร ? ”
“เ้าตั้งใจฟังให้ดีนะ ! ”
หนิงฉู่ฉู่กระแอมให้โล่งคอ นางท่องโคลงสั้น ๆ นั้นอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวจะเผลอพูดผิดไปแม้คำเดียว
“ผู้มีใจอคติ ย่อมมองใต้หล้าได้แคบลง ผู้ใดใจกว้าง แม้นมีเตียงเดียวยังมองว่ากว้าง”
“เ้าว่าเป็เยี่ยงไรบ้าง ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วดวงตาคู่สวยก็เป็ประกาย:
“……ควรค่าแก่การเป็แขกขึ้นเรือ แล้วเขาอยู่ที่ใดเล่า ? ”