เมื่อได้เวลานัดจีมมารับอิงอิ้งที่บ้านพัก ทั้งสองพากันไปคาเฟ่ร้านประจำกลิ่นกาแฟละมุนหอมกรุ่น แอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำคลายอากาศร้อนระอุ อิงอิ้งมองหน้าเพื่อนรักไม่ปรากฏแววตาขี้เล่นแบบทุกครั้งที่พบกัน
“ยัยจีมแกมีอะไรด่วนจ๊ะปลุกชั้นมากินข้าวเที่ยง เมื่อคืนชั้นไม่ได้นอน อย่าบอกนะแค่อยากเจอ” สองสาวต่างทำหน้าตาล้อเลียนแบบต่างรู้ทันกัน
“ถ้าบอกว่าอยากกินข้าวด้วยได้ไม๊จ๊ะอิงอิ้งที่รักของชั้น–ม่ายช่ายหรอก สมบัติล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์หายไปเฉย!!”
อิงอิ้งตาโตด้วยความประหลาดใจ แม้ตอนที่จีมโทรมาปลุกได้บอกเธอแล้วก็ตาม “ฮ๊า..อะไรหายไปจ๊ะ หายไปได้ไง หายไปตอนไหน นานรึยัง”
จีมยิ้มออกมา “ยัยอิ้ง ใจเย็นจะให้ชั้นตอบคำถามไหนก่อนดียะ ปิ่นทองคำพร้อมหลุกทองคำที่ครอบมวยผม ดาบฝักทองคำฝังพลอยสีฟ้า สมัยเ้าพญาภูคาผู้สถาปนาเมืองน่านหายไปเมื่อคืนจ้า รปภ.มาเห็นเมื่อเช้า ที่น่าแปลกคือ...ไม่มีร่องรอยคนร้ายเลยนะ เมื่อเช้าชั้นเป็ตัวแทนหน่วยงานไปแจ้งความที่สน.แล้ว”
“อ้าว....แล้วมันน่าจะจบรึปล่าว ให้ฝ่ายสืบสวนเค้าทำคดีไป มันเกี่ยวอะไรกับชั้น ชั้นอยู่ฝ่ายปราบปรามยาเสพติดนะยะที่รัก”อิงอิ้งพูดพร้อมมองจีมตาคว่ำ เป็การหยอก
“มันก็ควรจะจบนะแต่รปภ.เอาไฟล์จากกล้องวงจรปิดมาไล่ดู นอกจากจะไม่เห็นคนร้ายแล้ว ตอนสี่ทุ่มสิบนาทีวัตถุโบราณทั้งสามชิ้นค่อยๆจางหายไปเฉย เธอลองดูคลิปในมือถือนี่สิ”
อิงอิ้งจ้องดูโทรศัพท์มือถือตาไม่กะพริบ เมื่อจีมเห็นเพื่อนเธอนิ่งอึ้งจึงกระเซ้าทันที
“อิงอิ้งกลายเป็อึ้งอึ้งเลยสินะอิอิ” พูดจบหัวเราะคิกคักเบาๆ ครู่หนึ่ง ฉับพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจัง“นี่..ตอนชั้นไปแจ้งความที่ สน.เห็นอาช่วยกำลังเอาดาบรูปร่างเหมือนที่หายไปเก็บเข้าตู้นิรภัย ชั้นใเลยแก คิดว่าอาช่วยเป็โจร….ม่ายช่าย 5555 อาช่วยบอกว่าของหนุ่มคนนึง ถูกคุมตัวอยู่ ชั้นเลยขออาช่วยดูกล้องวงจรปิด.....แก....เขาแต่งตัวแปลก...ไว้มวยมีทั้งปิ่นทองกับที่ครอบมวย ชั้นจำได้ว่ามันเหมือนกับวัตถุที่หายไปเปี๊ยบ...”
“ตอนชั้นแจ้งความร้อยเวรก็บอกว่าดาบฝักทองคำอายัดมาจากหนุ่มคนนั้นเขาอนุญาตให้ชั้นตรวจสอบได้นะ.แต่ต้องทำเื่จาก เ้านายชั้นก่อน”
อิงอิ้งขมวดคิ้วครุ่นคิด “เขาชื่อฟองจ้าชั้นก็เห็นปิ่นกับหลุกทองคำตอนชั้นสอบปากคำคำให้การก็ดูเพี้ยนๆ นะ เขาบอกว่าเป็ลูกของพญาภูคา...แก..เป็ไปได้ไง แต่เดี๋ยวนะ พญาภูคามีราชบุตรชื่ออะไรนะ”
ทั้งสองนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกมาพร้อมกัน “ขุนฟอง” “ยัยจีม...บ้าไปแล้ว”
“นั่นหนะสิ ชั้นจึงต้องมาหาแกไงถ้าไปบอกร้อยเวรเขาจะหาว่าชั้นบ้าสิ....ยัยอิ้ง..เธอเล่าให้ชั้นฟังหน่อยว่าเธอเจอนายคนนี้ได้ไง” หมวดสาวจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียด และตกลงกันมาที่สน.เพื่อจะสอบปากคำขุนฟองอีกครั้ง
“คุณฟอง คุณเอาดาบมาจากไหน ปิ่นกับหลุก คุณเอามาสวมไว้บนหัวได้ไง รู้ไหม คุณกลายผู้ต้องสงสัยขโมยสมบัติโบราณในพิพิธภัณฑ์นะคะ”หมวดอิงอิ้งแจ้งข้อหาให้ขุนฟองรับทราบทันทีที่เริ่มสอบสวนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
ขุนฟองทำหน้างง ไม่เข้าใจกับคำ ‘ผู้ต้องสงสัย’ แต่ััได้ว่าถูกหลู่เกียรติเป็โจรแววตาคล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่ง พูดเสียงเข้มอย่างอึดอัด “ข้าเ้าบ่ใช่โจร ปิ่นกับหลุก ท่านพ่อพญาภูคาฮื้อข้า ตามประเพณีลั่นขวัญฮื้อข้าเ้าเป็ลูกพญาเ้าเมือง”
จีมนั่งอยู่ข้างๆ หมวดอิงอิ้งด้วย แอบสังเกตใบหน้าคมเข้ม กิริยาต่างๆ ของขุนฟองสีหน้าเธอแสดงความสับสนรำพึงในใจ “ดูดีมีชาติตระกูล ทำไมต้องขโมยด้วยน้า เชื่อได้ไม๊นะ”
ความอึดอัดจากถูกกล่าวหา กระทบศักดิ์ศรีนักรบ และบุตรเ้าผู้ครองนคร ขุนฟองจึงจำต้องเล่าชาติกำเนิดของตนแม้มาต่างถิ่น ยังไม่รู้ใครเป็ใคร แต่สัญชาตญาณของเขากลับวางใจท่าทีอ่อนโยนของหมวดอิงอิ้ง “ข้าเ้ามีบ่ใช่บุตรโตยสายเืพญาภูคาท่านเลี้ยงข้าเ้าไว้ดั่งบุตรแต๊ๆ พ่อข้าเ้าชื่อลม เป็ตะหานพิทักษ์พญาภูคา”
ย้อนกลับไป 770 ปีก่อนเ้าอินกองผู้มีเชื้อสายตระกูลลาวจักราช เ้าอินกองเติบโตมามีสถานะเพียงคนในตระกูลถ้าเทียบตามลำดับเ้ามังรายเป็ผู้สืบทอดครองนครเงินยาง
ความขัดแย้งกับเ้ามังรายก่อตัวขึ้นั้แ่วัยรุ่นหนุ่มเมื่อเ้าพญาลาวมังเ้าผู้ครองนครเงินยางจัดพิธีบายศรีแต่งตั้งให้เ้ามังรายเป็ผู้สืบทอดครองเมืองในภายหน้า
หลังเสร็จพิธีเมื่อทั้งสองประจันหน้ากัน เ้ามังรายเชิดหน้าพูดด้วยแววตาเย้ยหยัน“เ้าคือเชื้อปลายแถว ท่านพ่อบ่ฮื้อเ้าร่วมงานตั้งข้า” พูดจบหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง “พี่น้องแต็ๆ ของข้า ท่านพ่อฮื้อครองเมืองลูกหลวงแต่เ้าได้แต่เฝ้าเมือง” คำเยาะเย้ยดังมีดกรีดหัวใจเ้าอินกอง นับวันเ้าอินกองยิ่งคับข้องใจจากการถูกเหยียดหยาม มากขึ้นเรื่อยๆ จนกดดันให้อยากเป็อิสระ
“ข้าบ่อยากอยู่ที่นี่จักไปสร้างบ้านแปงเมืองทางใต้ ข้าเคยท่องไปตามทางเกวียนพ่อค้าเกลือ ได้ป๊ะบ่อเกลือ ข้าจักไปครองบ่อเกลือ จักได้มีอำนาจกับยังจักมีที่ทำกินเพาะปลูกฮื้อพี่น้องบ่ต้องก้มหัวฮื้อไผ ไผซิอยากไปโตยข้า”
เ้าอินกองจึงรวบรวมพี่น้องใกล้ชิดไพร่พลกว่า200ชีวิต อพยพจากเมืองเงินยางเพื่อหาที่ทำกินใหม่เป็อิสระทั้งยังได้เคยไปพบบ่อเกลือซึ่งนับเป็ ‘ทองคำขาว’ การบ่อเกลือได้ไม่เพียงจะมั่งคั่งจากการค้าขายแต่จะมีอำนาจในทรัพยากรที่ทุกอาณาจักร้า เพราะบ่อเกลือเป็แหล่งเดียวตามธรรมชาติ
ทั้งหมดจึงพากันเดินเท้าล่องมาตามลำน้ำโขงถึงบริเวณเมืองย่าง ซึ่งเป็ที่ราบมีูเาล้อมรอบเป็กำแพงธรรมชาติที่ป้องกันอาณาจักรโดยรอบรุกราน เมื่อเ้าอินกองเห็นภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงตัดสินใจตั้งรกรากที่นี่
ณ เมืองย่างชาวละว้าเป็ชนพื้นเมืองเดิม เมื่อเห็นเ้าอินกองดูเป็ผู้บุญญาธิการจึงยอมเข้าเป็พวกยอมให้ปกครองโดยไม่ต่อต้าน “พวกเฮาขอพึ่งบารมีเป็ไพร่ฟ้าของเ้าอินกอง ขอเมตตาพวกเฮาโตย เฮาจักช่วยกันสร้างบ้านแปงเมืองเ้าค่า”
เ้าอินกองปกครองไพร่ฟ้าด้วยเมตตา ทุกคนจึงพร้อมใจยกท่านเป็เ้าผู้ครองเมือง ท่านมีทหารคู่บารมีสามคน ทุกคนอพยพมาจากเมืองเงินยางด้วยกัน ระหว่างเดินทางผ่านป่าเขา ทั้งสามคอยเป็ผู้ป้องกันปล้นทำร้ายจากโจรป่า ต่างร่วมเป็ร่วมตาย ขณะเดินสำรวจความเป็อยู่ของชาวบ้านได้พบวัดเก่าแก่ ทั้งสี่จึงเข้ากราบสักการะด้วยความศรัทธา ภายในโบสถ์เ้าอินกองกล่าวขึ้นภายใต้บรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์
“เฮาร่วมกันเป็ตายมา ฮู้จักกันเมินนัก บ่ใช่พี่น้องร่วมสายเืก้อเป็ดั่งพี่น้องแต๊ๆใยเฮาบ่สาบานเป็ปี้น้องต่อหน้าพระ...ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
น้อยพยักหน้าช้าๆด้วยแววตามุ่งมั่น เอ่ยสนับสนุน “เหมาะแต๊เฮาจักร่วมกันสร้างบ้านแปงเมืองฮื้อใหญ่”
ลมยิ้มรับน้อย จ้องมองทุกคนด้วยสายตามุ่งมั่นซื่อสัตย์ “ข้าขอสาบานข้าจักตายแทนทุกคนโตย”
เ้าอินกองประกาศก้องด้วยเสียงหนักแน่น“ข้าขอกรีดเืสาบานต่อหน้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เฮาจักร่วมเป็ตายต่างบ่ทิ้งกัน”เมื่อสิ้นคำเ้าอินกอง ต่างยื่นมือจับกันกลางวงล้อมต่างใช้มีดกรีดแขนตนบีบเืใส่จอกที่วางหน้าพระพุทธรูปยกขึ้นเวียนกันดื่มจนครบ
เมื่อตั้งหลักปักฐานสร้างเมืองแล้ว เ้าอินกองจัดการปกบ้านป้องเมือง ในห้องโถงที่คุ้ม “ไอ้ปราบ บัดนี้ ข้าจักตั้งฮื้อเ้ากุมกองตะหานทั้งสิ้นรองจากข้า ไอ้น้อยเป็ขุนทหารฮักษาเมืองคุมกำลังบ่ฮื้อไผรุกรานกำแพงเมือง ไอ้ลมเป็ขุนทหารพิทักษ์ข้า ทั้งสามฮื้อเรียกขานตำแหน่งขุนทหาร ป่าวประกาศฮื้อฮู้กันทั่ว”
สายตาเ้าอินกองมุ่งมั่นฮึกเหิม “สูเ้าทั้งสาม คือ ‘สามพยัคฆา’ คอยป้องบ้าน ฮักษาเมือง” ทั้งสามต่างก้มกราบเ้าผู้ครองนคร ใบหน้ายิ้มด้วยรับการมอบหมายงานเพื่อบ้านเมือง
“ข้าเ้าจักป้องเมืองบ่ฮื้อศัตรูผ่านเข้ากำแพงเมืองโตยง่าย” น้อยยืดอกด้วยความภูมิใจ
“ข้าเ้าจักพิทักษ์เ้าอ้ายโตยชีวิต” ลมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาฉายความซื่อสัตย์เต็มเปี่ยม
“ข้าเ้าจักป้องกันอาณาจักรบ่ฮื้อไผรุกล้ำที่ทำกินแลเข้าใกล้กำแพงเมืองโตย” ปราบพูดด้วยน้ำเสียงดัง ใบหน้าไม่ปรากฏแววตามุ่งมั่น ไม่สบตานายเหนือหัวตน
เ้าอินกองยิ้มด้วยความพึงพอใจ โดยไม่ทันสังเกตสายตาปราบ
ขุนลมเป็น้องชายต่างมารดาของเ้าอินกองมีเพลงดาบที่ว่องไวดุจลม ขุนน้อยเป็สหายที่โตมาด้วยกันกับขุนลมต่างเป็เพื่อนรัก เป็ศิษย์วิชาต่อสู้สำนักเดียวกันั้แ่เมืองเงินยาง เขามีฝีมือการยิงธนูและหน้าไม้แม่นราวจับวาง
ขุนน้อยมีพี่ชายร่วมสายเืคือขุนปราบ ขุนปราบมีร่างกายกำยำสูงใหญ่นอกจากมีความสามารถในศาสตราวุธทุกประเภทแล้ว เขายังเชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เขาเป็สหายั้แ่วัยเด็กที่เ้าอินกองไว้วางใจที่สุด
เมื่อแรกสร้างบ้านแปงเมือง *เผ่าข่าที่เป็ชนพื้นเมือง ไม่ยอมรับการครองเมืองของเ้าอินกอง จึงมักลอบโจมตีชาวบ้านเนือง ๆโดยมีขอมคอยแอบสนับสนุนอาวุธต่างๆ ณ เวลานั้นขอมกำลังเสื่อมอำนาจจึงพยายามขัดขวางการสร้างเมืองย่าง หากเข้มแข็งเกรงจะรุกรานขอมได้
เผ่าข่ามักก่อกวนแบบกองโจรเป็ประจำ เ้าอินกองจึงเรียก ‘สามพยัคฆา’ กล่าวด้วยอารมณ์ขุนเคือง “เผ่าข่า ชักกำเริบพวกมันปล้นเอาข้าว ผักหญ้าที่ไพร่ฟ้าปลูก รุกที่ทำกิน สามพยัคฆา ยกตะหานหนึ่งร้อยไปปราบมันฮื้อสิ้นข้าจักไปโตยกัน”
เ้าอินกองนำกองกำลังเดินทางออกจากนอกเมือง เมื่อเข้าเขตป่าทึบ เสียงโห่ร้องอื้ออึงของทหารเผ่าข่าใช้ 70นายที่หลบซ่อนอยู่ ชิงความได้เปรียบด้วยเชี่ยวชาญชัยภูมิ ซุ่มระดมยิงธนูและหน้าไม้โจมตีกำลังทหารเ้าอินกอง ทุกคนไม่ทันตั้งตัว จึงล้มตายไปถึงหลายสิบนาย แววตาเ้าอินกองคล้ายเปลวไฟลุกโชน ความแค้นพุ่งจับหัวใจ ชักดาบชูแสดงสัญญาณสั่งการ “สู้มัน....บ่ยอมฮื้อมันหยามเฮา”
เผ่าข่าเห็นกำลังของฝ่ายตรงข้ามน้อยลงจึงเข้าปะทะต่อสู้แบบประชิดตัวทั้งสองฝ่ายต่างฟาดฟันาเ็ล้มลง เ้าอินกอง ฟันดาบอย่างสามารถ เผ่าข่าสังเกตเห็นอากัปกิริยา บุคลิกลักษณะจึงรู้ว่าเขาคือเ้าผู้ครองนคร จึงกรูเข้าฟาดฟันแม้เพลงดาบของเ้าอินกองฟาดฟันทหารเผ่าข่าล้มลงได้ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟใหญ่ เขาตกในวงล้อม ขณะที่สามพยัคฆาต่างปะทะกับข้าศึกโดยไม่หยุดยั้ง
ทหารเผ่าข่าฉวยจังหวะเ้าอินกองพะวงการต่อสู้ บางเพลงดาบเปิดช่องว่าง โดนหน้าไม้ยิงศรปักที่ไหล่ขวา เ้าผู้ครองนครสะดุ้งสุดตัว ร้องลั่นด้วยความเ็ป ไหล่ขวาอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถใช้เพลงดาบได้เต็มที่ กองทหารเผ่าข่าเห็นผู้นำทหารเมืองย่างอ่อนกำลังลงจึงกรูเข้ามาหวังรุมสังหาร
ขุนลมและขุนน้อยจึงโผเข้าปกป้องผู้เป็นายอย่างสุดกำลัง ฟาดฟันศัตรูล้มลงจำนวนมาก ทั้งคู่รุกรบเป็สามารถ ทั้งสองโดนฟันแผลฉกรรจ์หลายแผล หัวใจที่กล้าแกร่งไม่ยอมแพ้ของขุนลม แม้อ่อนล้าเืไหลนองทั่วกาย ยังแข็งใจใช้ดาบยันพื้นประคองกายสู้
ส่วนขุนน้อยหยิบลูกศรยิงออกถี่ยิบต่อเนื่อง ศัตรูล้มลงดั่งใบไม่ร่วง เมื่อลูกศรหมดลง จึงใช้คันศรฟาดฟัน ประสานเพลงมวยข่มความเจ็บต่อสู้แบบไม่คิดชีวิต เอาหันหลังชนกันประสานพลัง ทั้งที่ต่างอ่อนล้าหายใจหอบถี่
ขุนปราบกับไพร่พลอีกส่วนหนึ่ง ต่อสู้นอกวงล้อมเพื่อกันไม่ให้ข้าศึกเข้ามาล้อมเ้าอินกองเพิ่มเขาฟาดฟันทหารศัตรูล้มลงจำนวนมาก ร่างกายเริ่มอ่อนล้า แต่ฝืนประคองกายมั่น
ขณะรบกันชุลมุน ขุนน้อยเพลี้ยงพล้ำถูกศรหน้าไม้ยิงเข้ากลางอกเจ็บแปลบแต่กลับไม่มีเสียงร้องออกมา ทรุดลงกับพื้น ไพร่พลฝ่ายตรงข้ามรุมจ้วงแทงที่อกซ้ำอีกหลายแผล เห็นชัดว่าขุนน้อยกำลังจะถูกฟันคอขาด ฉับพลันขุนลมโดดเข้าขวางดาบนั้น โดนดาบฟันขาดสะพายแล่ง เ้าอินกองใจหายแวบ พุ่งเข้าใช้ดาบตวัดสังหารศัตรูผู้นั้นดับภายในหนึ่งดาบ
เ้าอินกองเข้าประคองน้องร่วมสาบานทั้งสองลงกับพื้นด้วยมือสั่นเทา หลั่งน้ำตา ”ยะใจ๋เนิบๆ น้องข้า เ้าต้องอยู่กับข้าฮื้อได้”
ขุนลมอ่อนล้า สายตาเริ่มพร่า เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าเจ็บนักท่านพี่...ข้าคงบ่ได้ช่วยยะก๋านยะงานสร้างบ้านแปงเมือง...ข้าขอฝากละอ่อนฟองให้ท่านพี่เป็พ่อมันแทนข้าเ้าโตย...ข้าขุนลมดีใจนักที่เอาชีวิตเข้าปกป้องท่านพี่” พูดจบขาดใจตายทันที
เ้าอินกองะโออกมาพร้อมน้ำตา“ไอ้ลม..น้องข้า ข้าบ่ยอมฮื้อเ้าตาย เ้าต้องบ่ตาย....ไอ้น้อยเป๋นจะใด
พ่อง หายใจเนิบๆ นะน้องข้า” ขุนน้อยสูดหายใจยาวๆ ลึกๆ “ข้าบ่ไหว ข้าเ้าหายใจบ่ออก ข้าเ้าขอกราบลาท่านพี่”พูดจบหมดลมหายใจต่อหน้าเ้าอินกองไปอีกคน เ้าอินกองตาเบิกโพลง น้ำตาไหลพรากคั่งแค้นอย่างคลุ้มคลั่น แหงนหน้ามองฟ้า “บ่ๆ บ่เป็จะอี้...ไยฟ้าบ่ปรานี”พูดจบมือกำดาบแน่น ฝืนลุกขึ้นฟาดฟันศัตรูล้มลงอีกมาก
เมื่อศัตรูล่าถอยไปหมดสิ้น เ้าอินกองและขุนปราบจึงรีบรุดมาดูขุนทหารทั้งสอง ขุนปราบ กอดขุนน้อยมาแนบอก ั์ตาแดงกล่ำ สะอิ้นไห้ “ข้าจักผ่อพ่อแม่ แลละอ่อนแทนเ้าเอง” หันไปแตะตัวพูดกับร่างไร้ิญญาของขุนลม“ข้าดีใจนักที่ได้ร่วมรบกับน้องข้า”เ้าอินกองเ็ปจากการสูญเสียน้องร่วมสาบานพร้อมกันสองคน รวมถึงทหารอีกหลายสิบนาย “นับจากครานี้...ข้าจักบ่ฮื้อใครรุกรานแผ่นดินของเฮา....ใครจักฆ่าตะหานข้า...ต้องแลกด้วยชีวิต
____________________________________________________________________________________________
*เผ่าข่าคือชนเผ่าชาวเขาพื้นเมืองในท้องที่อาศัยตามเมทือกเขาภูคาซึ่งเป็เทือกเขาล้อมรอบเมืองย่าง