ดวงหน้าสดใสแต้มรอยยิ้มแสนอ่อนโยนพร้อมช่อดอกไม้สีแดงสดงามตาในอ้อมแขนขับอาภรณ์สีเขียวที่เขาสวมให้โดดเด่นประหนึ่งภาพวาดชั้นเลิศก็มิปานทำเอาคนมองใจสั่นไหวละสายตาไม่ได้ไปตามๆ กัน
แต่น่าเสียดายที่ยามนี้ป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอไม่มีอารมณ์นักสีหน้าทั้งสองคร่ำเคร่งจนเห็นชัด
ผิดกับเฉินจิ้งเจียที่เห็นเผยฉางชิงแล้วก็เผยยิ้มออกมา
“เจียเอ๋อร์ให้เจ้า” เผยฉางชิงเอ่ย ส่งช่อดอกไม้ในอ้อมแขนไปเบื้องหน้าตรงกับหน้าอกเฉินจิ้งเจียพอดี
ในสายตาเขาดอกไม้งดงามยิ่ง หากแต่รอยยิ้มของเฉินจิ้งเจียกลับงดงามน่ามองยิ่งกว่าหลายเท่าทำเอาชายหนุ่มหน้าแดงก่ำอย่างมิอาจควบคุมได้
เฉินอี้เหออยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับโดนป๋อชางโหวลากตัวไป ก่อนไปยังมิวายกำชับเผยฉางชิงอีกที“เจ้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจียเอ๋อร์ไปก่อน ประเดี๋ยวพวกข้าจะกลับมา”
เผยฉางชิงยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ทั้งสองก็เร้นจากไปแล้ว
เฉินจิ้งเจียยกยิ้มอย่างจนปัญญา“เมื่อครู่พี่ใหญ่พบว่ามีคนอยู่บนหลังคาเรือนข้า ดังนั้นจึงหารือกับท่านพ่อจัดแจงทหารคุ้มกันให้ข้าอยู่ที่นี่จนกว่าจะกลับจวน”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้รอยยิ้มบนหน้าเผยฉางชิงเป็นอันจางลง ดอกไม้ที่ส่งเบื้องหน้าเฉินจิ้งเจียเองก็ค่อยๆดึงกลับมา
“ข้าเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการเรื่องนี้คือให้ท่านแม่ทัพเฉินส่งคนมาคุ้มกัน”
สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตนเองเขาอวดอ้างว่าตนมีความรู้ล้ำลึก รอบรู้เรื่องราวมากมายที่คนทั่วไปไม่ทราบแม้แต่ดอกไม้ในมือนั้น เขาเองยังคิดไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วยซ้ำ
แต่กลับไม่เคยคิดว่าความคิดที่เขาทุ่มแรงกายแรงใจไปนั้นจะยังมิสู้คำจัดแจงเพียงประโยคเดียวของผู้มีกำลังอำนาจได้
เป็นคราแรกที่เฉินอี้เหอรู้สึกถึงประโยชน์ของอำนาจนั่นคือสามารถปกป้องคนที่อยากปกป้องได้ให้คนที่เจ้าปกป้องไม่ต้องหวั่นเกรงต่อสิ่งใด
“นี่นี่ นี่ มิใช่ว่าท่านมอบดอกนี้ให้ข้าหรือ? ไฉนถึงเอากลับไปเล่า?”
เมื่อเห็นช่อดอกตรงหน้าถอยห่างไปเรื่อยๆเฉินจิ้งเจียจึงโพล่งขึ้นอย่างไม่ปิดบัง จากนั้นยื่นมือแย่งกลับคืนมา
เพราะกำแพงกั้นระหว่างชายหญิงครั้นเห็นเฉินจิ้งเจียพุ่งเข้ามา เผยฉางชิงจึงปล่อยมือไปไม่รั้งทั้งยังถอยหลังอีกหนึ่งก้าว ท่าทางเหมือนกลัวแตะต้องเฉินจิ้งเจีย
เขาอ้าปากพูดประโยคต่อไป “นี่คือดอกยู่เหยียน นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ผสมกับผงไข่มุกมีกลิ่นพิเศษเป็นเอกลักษณ์ มนุษย์ไม่ได้กลิ่นแต่บึ้ง[1]จะได้กลิ่นทั้งยังตามหาที่มาของกลิ่นได้ด้วย”
พูดอยู่เนิ่นนานถึงได้เอ่ยไขข้อกระจ่างเฉินจิ้งเจียดวงตาเป็นประกาย มองเผยฉางชิงด้วยแววตาสดใส “ดังนั้นท่านจึงอยากให้ข้าพกเจ้าผงนี้ไว้หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ตามหาข้าได้ทันเวลาใช่หรือไม่?”
ดวงตานางเปล่งประกายอย่างน่าทึ่งเผยฉางชิงมิกล้ามองอยู่แล้วจึงได้แต่พยักหน้ารับบ่งบอกว่านางพูดถูก
เฉินจิ้งเจียไม่คิดไม่ฝันว่าเผยฉางชิงจะคิดวิธีเช่นนี้ออกมาได้ครั้นเขานึกออกก็รีบไปเก็บดอกไม้ทันที
พอคิดถึงตรงนี้มุมปากนางพลันหยักยิ้ม นางเดิมพันไม่ผิดจริงๆเผยฉางชิงเป็นคนที่ควรค่าแก่การฝากฝังจริงๆ
คิดดูแล้วเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคงมิใช่แค่การร่วมมือกันแล้วใช่หรือไม่? อย่างไรเสียจากนี้ก็ต้องแต่งงานกันและชื่อเผยฉางชิงจะถูกบันทึกไว้ในแผนผังเครือญาติของสกุลเฉินแล้ว...
เฉินจิ้งเจียลอบช้อนตามองหน้าเผยฉางชิงเห็นดวงหน้าเขาแดงก่ำเช่นกันไม่รู้ว่าเพราะเสียแรงกับการเก็บดอกมากเกินไปหรืออย่างไรถึงได้ร้อนรุ่มจนเป็นเช่นนี้
นางคิดจะพูดบางอย่างแต่กลับไม่รู้ว่าควรใช้ถ้อยคำเช่นไรยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพร้อมก้อนในอกที่เริ่มเต้นตึกตักขึ้นตาม
หนานจือที่ยืนไม่ไกลตาเห็นทั้งสองยืนขวางหน้าธรณีประตูไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่ยอมสบตามองอีกฝ่าย ครั้นเห็นคนหนึ่งยืนแน่นิ่งอีกคนก็ถือดอกไม้ยืนนิ่งงันเช่นกัน ก็อดที่จะส่ายหน้าอย่างระอาเสียมิได้
นางเดินเข้าไป“คุณหนูจะเชิญท่านว่าที่เขยเข้ามาดื่มชาก่อนหรือไม่เจ้าคะ? ข้างนอกอากาศเย็น ตากลมนานเกินไปเกรงว่าจะป่วยเอาเจ้าค่ะ”
เมื่อนั้นเฉินจิ้งเจียถึงได้สติกลับมาทั้งสองยังยืนขวางประตูเรือนพักหญิงสาวจึงรีบร้อนหลีกทางให้เผยฉางชิงเดินเข้าไปเป็นพัลวัน
บรรยากาศเคอะเขินระหว่างทั้งสองคงอยู่ต่อจนกระทั่งเฉินอี้เหอและป๋อชางโหวพากำลังคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาถึงได้จบลงในที่สุด
“ท่านพ่อท่านพี่ พวกท่านคงมิได้บอกว่าคนข้างหลังเหล่านั้นล้วนเป็นคนคอยคุ้มกันเรือนข้าอย่างนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เฉินจิ้งเจียมองฝูงชนที่กินพื้นที่ไปครึ่งสวนด้วยความตกตะลึง
“ใช่แล้วละข้าคิดมาแล้ว จะส่งคนมาคุ้มกันที่นี่กลุ่มเดียวคงไม่พอหากพวกเขาง่วงนอนจนละเลยขึ้นมาจะทำอย่างไร?” เฉินอี้เหอกล่าวอย่างจริงจัง
ป๋อชางโหวข้างๆเอ่ยปากตามเช่นกัน “พี่ชายเจ้าพูดถูก ดังนั้นพวกเราคิดว่าควรส่งคนสามกองมาประจำผลัดเปลี่ยนเวรเช้า กลางวัน ดึก เช่นนี้จะมั่นคงที่สุด”
เฉินจิ้งเจียมองคนทั้งสามกองที่ยืนอัดแน่นเบื้องหน้าเอาเถิด ในเมื่อทั้งสามกองมาคอยคุ้มกันเรือน เช่นนั้น...
“อีกยี่สิบกว่าคนข้างๆนั้นพามาทำอันใดหรือ?” เฉินจิ้งเจียชี้ไปยังอีกกลุ่มด้านข้างที่มีทั้งหญิงชายปะปนกัน
ป๋อชางโหวเริ่มแนะนำในบรรดานี้มีคนแก่พละกำลังแข็งแกร่งหลายคนจะคอยคุ้มกันประตูทั้งยังมีเหล่าบรรดาคนใช้อีกส่วนยกไว้ให้ช่วยเป็นมือเป็นเท้าแก่หนานจือมีอีกสองสามคนที่จะคอยตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ทั่วไปในชีวิตประจำวันว่ามีปัญหาหรือไม่ส่วนอีกสองคนรู้ทักษะการแพทย์ อีกห้าคนรู้ทักษะการต่อสู้...
เฉินจิ้งเจียเริ่มสงสัยแล้วว่าพวกเขาคิดจะลงหลักปักฐานกันในเรือนแห่งนี้เลยใช่หรือไม่
“ท่านพ่อไม่จำเป็นต้องหาคนมากขนาดนี้ก็ได้นี่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียเริ่มหวั่นเกรง
ปกติแล้วงานบ้านทั้งหลายล้วนมีเหล่าเณรน้อยมาช่วยจัดการพวกเขาแค่ดูแลเรื่องอาหารการกินและที่พักของตนให้ดีก็พอ
ทว่าจู่ๆยามนี้กลับมีคนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเช่นนี้...
หากแต่ป๋อชางโหวกลับถลึงตา“คนเยอะอะไรเล่า คนในจวนยังมีมากกว่านี้นับสิบเท่า!”
หึหึเฉินจิ้งเจียไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรอีกต่อไปดี
สถานที่ที่นางพำนักอยู่ตอนนี้เป็นเพียงเรือนหลังเล็กแสนเรียบง่ายเท่านั้นหากแต่เมื่อเทียบจำนวนคนที่บิดาของนางจัดแจงมาคุ้มกันที่นี่กับคุ้มกันจวนแล้วมิได้เรียกว่ามาก แต่เรียกว่ามากเกินไปเสียด้วยซ้ำ!
รู้ว่าตนแย้งไปก็ไร้ประโยชน์เฉินจิ้งเจียจึงทำได้เพียงปิดปากมองป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอยืนออกคำสั่งคนเหล่านั้น
คอยกระทั่งทุกสิ่งจัดแจงเหมาะสมแล้วก็กินเวลาไปถึงสองชั่วยาม
ทั้งสองยังคงไม่ไปไหนตรงเข้ามานั่งในห้องเฉินจิ้งเจีย ครั้นเห็นเผยฉางชิงที่ยืนข้างๆป๋อชางโหวก็เรียกเขามานั่งด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยน
“เจียเอ๋อร์พ่อคิดดูแล้ว หนึ่งวันสามมื้อนับจากนี้ พ่อกับพี่ชายเจ้าจะมาอยู่กับเจ้า”สิ้นเสียง แม่ครัวก็ยกอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ
เฉินจิ้งเจียจะพูดอะไรได้อีกหรือ? แน่นอนว่าไม่ได้
นางทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง“เช่นนั้นต้องลำบากท่านพ่อและท่านพี่แล้วเจ้าค่ะ”
ป๋อชางโหวหยิบตะเกียบท่าทางราวกับครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนยกมือสะกิดเผยฉางชิง“ในเมื่อกินข้าวพร้อมกันแล้ว เช่นนั้นฉางชิงก็ก็มากินด้วยกันเถิด”
เผยฉางชิงไม่คิดไม่ฝันว่าป๋อชางโหวจะเรียกเขาทำเอาตะลึงงันไปชั่วขณะ
“มองอะไรเล่ารีบกินเสีย เจ้าทำความคุ้นเคยเร็วขึ้นอีกนิดวันหน้าย้ายเข้าจวนโหวแล้วจะได้ปรับตัวได้เร็ว” เฉินอี้เหอเอ่ยบ้างประหนึ่งว่าเผยฉางชิงจะแต่งเข้าจวนโหววันรุ่งขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
เผยฉางชิงมองเฉินจิ้งเจียข้างๆประจวบกับอีกฝ่ายหันมองมาทางเขาพอดี ทั้งสองหน้าขึ้นริ้วแดงก่ำ ลนลานก้มหน้างุดแสร้งเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยามกินไม่พูดยามนอนไม่เอ่ย นี่คือกฎของจวนป๋อชางโหวเห็นชัดว่าเผยฉางชิงปรับตัวได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
--------------------------------
[1] บึ้งคือแมงมุมยักษ์ทารันทูลา