บทที่ 4-1 ซื้อที่ดิน
หลังจากกินอาหารมื้อเช้าที่เหอฟางหรูจัดเตรียมไว้ให้แล้วสี่คนพ่อลูกนำตะกร้าสะพายขึ้นหลังแล้วมุ่งตรงเข้าป่า เดินไปยังบริเวณที่พบถั่งเช่าคราวก่อนเมื่อหวังหลินข่าย หวังหนิงเฉิง และหวังหนิงเทียนได้เห็นถั่งเช่าจำนวนมากจึงตื่นเต้นดีใจจนยืนนิ่งอยู่กับที่ เป็หวังิเยว่ที่เอ่ยเรียกสติของสามพ่อลูกให้กลับคืนมา
“พวกท่านรีบมาช่วยข้าขุดเก็บถั่งเช่าเถิดเ้าค่ะจะได้รีบนำไปขายในตำบล”
‘แต่ละคน ยืนนิ่งเป็รูปปั้นเลยค่ะเห็นว่าหล่อหรอกนะเลยให้อภัย’
ทั้งสี่คนพ่อลูกช่วยกันขุดเก็บถั่งเช่า ผ่านไปครึ่งชั่วยามจึงได้ถั่งเช่าเต็มสี่ตะกร้าพวกนางเดินออกจากป่าแล้วมุ่งตรงกลับบ้าน ช่วยกันล้างทำความสะอาดถั่งเช่าเช็ดให้แห้ง แล้วนำตะกร้าถั่งเช่าที่มีผ้าปิดวางในรถเข็น รีบเดินเข้าไปในตำบลเพื่อไปขายถั่งเช่าที่ร้านเถ้าแก่กัว
ถั่งเช่าทั้งหมดของวันนี้ขายได้ในราคาหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบตำลึงตอนที่เถ้าแก่กัวยื่นเงินให้ หวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนขาสั่นจนแทบจะล้มลงกับพื้นมีแต่หวังหลินข่ายที่ยังคงเก็บอาการอยู่ แต่มือยังสั่นเล็กน้อย หวังิเยว่ให้บิดาเก็บตั๋วเงินไว้หนึ่งพันสองร้อยตำลึงส่วนที่เหลือห้าสิบตำลึงอยู่ที่ิเยว่
‘มีเงินแล้วก็ต้องช้อปค่ะ!!!’
หวังิเยว่แวะซื้อข้าวโพดจำนวนห้าจินราคาสิบห้าอีแปะ และสั่งซื้อเซาปิ่งไส้เนื้อห้าสิบแผ่นราคาสองตำลึงห้าสิบอีแปะ
“เยว่เอ๋อร์ เหตุใดถึงซื้อเซาปิ่งจำนวนมากเยี่ยงนี้ลูก ถึงเราจะมีเงินแล้วก็มิควรฟุ่มเฟื่อยนะลูก”หวังหลินข่ายเอ่ยเตือนบุตรสาว
“ลูกแค่้าซื้อเซาปิ่งไปฉลองกินกับทุกคนที่บ้านตอน่เย็นของวันนี้ลูกอยากให้ทุกคนมีความสุข มีรอยยิ้ม ลูกอยากตอบแทนทุกคนที่ทำเพื่อลูกเ้าค่ะ” หวังิเยว่ทำหน้าเศร้าตอบคำถามของบิดาด้วยเสียงอ่อย
เมื่อหวังหลินข่ายเห็นบุตรสาวเศร้าใจ จึงได้เอ่ยปลอบใจว่า
“ถ้าเช่นนั้น เรารีบกลับบ้านกันเถอะทุกคนจะได้กินเซาปิ่งที่เยว่เอ๋อร์ซื้อให้”
“เ้าค่ะ ลูกจะไม่ซื้อสิ่งใดแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ” หวังิเยว่เอ่ยบอกบิดาแต่เมื่อเดินผ่านแผงขายขนมถังหูลู่ นางจึงซื้อสิบไม้ราคายี่สิบอีแปะเมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ค่อยหันไปยิ้มให้ท่านพ่อแล้วเดินออกนำไป
ท่านพ่อ “___”
เมื่อทั้งสี่คนกลับถึงบ้าน หวังิเยว่ให้พี่ชายคนรองนำเซาปิ่งสิบแผ่นและถังหูลู่ห้าไม้ไปให้บ้านท่านตาเมื่อท่านป้าสะใภ้รองเห็นของที่หวังหนิงเทียนนำมาจึงบ่นออกมาว่า
“ร่ำรวยกันจริงนะ ถึงได้ซื้อของมากเยี่ยงนี้มิสู้เอาเงินมาให้ดีกว่า”
“แล้วเ้าจะไม่กินรึ” ท่านป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยถาม
“กินสิ ของดี ๆ ทั้งนั้น”
ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ได้แต่ส่ายหน้าเพราะความเอือมระอา
หวังิเยว่นำข้าวโพดที่ซื้อกลับมาไปล้าง แล้วให้มารดาหั่นเป็ท่อนจากนั้นนำไปต้มในน้ำเดือด ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเมื่อต้มข้าวโพดจนสุกแล้วจึงใส่เห็ดลงไป มื้อเย็นวันนี้ทุกคนได้กินเซาปิ่งไส้เนื้อและน้ำแกงข้าวโพดใส่เห็ดร้อน ๆ พวกนางกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“ข้าอิ่มจนท้องจะแตกแล้วขอรับ” หวังหนิงหลงร้องขึ้น
“ก็เ้าตะกละ กินมากเยี่ยงนี้แม่คิดว่าท้องของเ้าคงจะแตกจริง ๆ” แล้วหวังหนิงหลงก็ส่งเสียงเรอออกมาตอบรับคำของผู้เป็มารดา เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในครอบครัว
หลังจากอาหารมื้อเย็น ทุกคนนั่งเล่นอยู่ในห้องโถง หวังิเยว่จึงกล่าวว่า
“ข้าคิดว่าถั่งเช่าน่าจะเหลือให้เราเก็บอีกหนึ่งครั้งแล้วต้องรอจนถึงปีหน้าเ้าค่ะ ตอนนี้พวกเรามีตั๋วเงินอยู่หนึ่งพันสี่ร้อยตำลึงและมีเงินอยู่ที่ข้าราวเจ็ดสิบตำลึง ข้าจะให้พี่ใหญ่และพี่รองเก็บไว้คนละสิบตำลึงเผื่อพวกพี่อยากซื้อของเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกน้องสาม ข้ากับเ้ารองมิได้ต้องใช้เงินอันใดเ้าเก็บไว้เถอะ” หวังหนิงเฉิงกล่าวปฏิเสธ
“มิได้เ้าค่ะ พวกพี่ต้องเก็บไว้เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินด้วย ถ้าพวกพี่เห็นข้าเป็คนในครอบครัวเก็บเงินไว้เถิดเ้าค่ะ” หวังิเยว่ยืนยันความ้าของตนเอง
หวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะรับเงินจากน้องสาวไปเก็บไว้เมื่อหวังิเยว่เห็นพี่ชายทั้งสองคนเก็บเงินไปแล้วจึงหันไปกล่าวกับบิดาว่า
“ท่านพ่อเ้าคะ ท่านก็เก็บเงินไว้หนึ่งร้อยตำลึง ที่เหลือให้เก็บไว้กับท่านแม่ท่านพ่อห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะเ้าคะ”
หวังหลินข่ายได้แต่ยิ้มรับและเก็บเงินไปตามความ้าของบุตรสาว จากนั้นหวังิเยว่หันไปมองน้องทั้งสองแล้วพูดว่า
“ถ้าพวกเ้าเป็เด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน และช่วยท่านพ่อท่านแม่ทำงานพี่สามจะให้เงินพวกเ้าคนละห้าอีแปะ เก็บไว้ซื้อขนม”
เมื่อหวังหนิงหลงและหวังิซินได้ยินคำพูดของพี่สาวต่างดีใจยิ่งนัก เพราะพวกเขามิเคยได้รับเงินซื้อขนมเหมือนกับเด็ก ๆ ของบ้านอื่น
“ข้าจะเป็เด็กดีขอรับ / เ้าค่ะ” หวังหนิงหลงและหวังิซินตอบรับคำอย่างแข็งขัน