หลังจากได้คำตอบแก้ข้อสงสัยแล้วหนิงเฟยหลงก็เร่งออกเดินทางตามกองทัพของตนเองไปเพียงสองชั่วยามก็ตามถึงด้วยฝีเท้าอาชาชั้นเลิศของเขาหนิงเฟยหลงค่อนข้างคาดหวังกับสงครามนี้มากก่อนหน้านี้เขาได้ส่งหน่วยเฟิงมาตรวจสอบก่อนแล้ว
ได้รับรายงานจากหน่วยเฟิงเกี่ยวกับผู้บัญชาการซิ่นเผิง รองผู้บัญชาการและกองทัพคนเถื่อนเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์โดยรวมเขารับทราบหมดแล้ว
“จงฉีท่านมีแผนดี ๆ บ้างไหม พอไปถึงคงยุ่งมากจนไม่มีเวลาหารือข้าได้ข่าวมาว่าทัพหลวงของคนเถื่อนมาใกล้ถึงป้อมซิ่นหลิงแล้ว” หนิงเฟยหลงกล่าวพลางแหงนหน้ามองนภาเขาชอบมองเวลาที่ต้องใช้สมองมันทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง
“ข้าน้อยคิดว่าเราควรหาทางถอยไว้ก่อนหากเกิดข้อผิดพลาดยังสามารถถอยมาตั้งหลักได้”
“ถอย ?” หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะ “ข้ามิอาจถอยได้เปลี่ยนแผนเถอะหากต้องชนะจะแลกด้วยอะไรก็ดูเหมาะสมยิ่ง”
จงฉีเงียบไปเขาต้องใช้เวลาคิด “อ้อ..ใช่แล้ว นายท่านหากเผชิญหน้าตรง ๆเราอาจไม่ชนะ แต่ถ้า...”
“อะไรรึ ?” หนิงเฟยหลงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาจงฉีคงหาวิธีดี ๆ ให้เขาได้แล้ว
“ถ้าเราสามารถสร้างความปั่นป่วนในกองทัพคนเถื่อนได้ก็ไม่แน่ทว่านั่นเป็นไปไม่ได้เลย”
หนิงเฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงคนเถื่อนมีรูปร่างหน้าตาไม่คล้ายชาวหนานโจวแม้แต่น้อยการแทรกซึมนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย”
“แต่หากว่าสามารถหามิตรคนเถื่อนได้มันก็อีกเรื่อง” จงฉีเอ่ยต่อ
“มิตรคนเถื่อนรึ ? น่าสนใจ” อย่าลืมว่าคนเถื่อนเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์แม้แต่ในรัฐหนึ่งก็ยังมีเผ่าไม่ต่ำกว่าสิบขึ้นไปหลายร้อยหลายพันเผ่ารวมกันอยู่ในกองทัพจะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเลยหรือ ?ต่อให้ใช้ความกลัวเข้าครอบงำ แต่ก็ไม่อาจปกปิดความไม่พอใจได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะเหล่าชาร์ทั้งสิบสองผู้นำแห่งรัฐที่ไม่แน่ว่าจะยอมสยบต่อราชาคนเถื่อนแต่โดยดีหากมีจังหวะอย่างไรพวกมันก็ต้องเลือกคว้าไว้
ความคิดนี้ดีนัก แต่ปัญหาคือเขาจะติดต่อกับคนพวกนั้นได้อย่างไร ?
จงฉีเห็นคิ้วที่ย่นเข้าหากันของอีกฝ่ายก็พอคาดเดาความคิดได้ “นายท่านอย่าได้กังวลไปเวลานี้ไม่เหมาะที่เราจะเข้าหาเราควรมุ่งสนใจไปในการแสดงฝีมือทางการรบพุ่งเสียมากกว่าส่วนเรื่องนี้นั้นจะมีผลตามมาในภายหลัง โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องไปหาแต่กลับกันพวกมันจะต้องลอบมาหาท่านเป็นแน่”
“ยอดเยี่ยม ! จงฉีท่านทำข้าประหลาดใจอีกครั้ง หากเป็นดั่งเช่นท่านว่างั้นเราก็คงต้องเตรียมออกศึก หลายวันมานี้ทหารทั้งหลายคงพร้อมสำหรับการรบแล้ว”หนิงเฟยหลงยิ้มอย่างพึงพอใจ
หลังจากที่พักรบกับอู๋ทหารโลหิตทมิฬก็ฝึกฝนเข้มข้นมาโดยตลอดการเดินทางก็แสนทรหด ทหารทุกผู้คนผ่านการฝึกฝนที่แสนยากลำบากมาได้หากวันไหนไม่เหนื่อยจนหมดแรง หรือไม่สลบไประหว่างฝึกนั่นคือวันที่พวกมันได้พักแล้วแต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้น หลายวันมานี้มีวันพักเพียงสองวันเท่านั้นต่อให้ได้ชื่อว่าพักแต่ก็ไม่อาจเรียกได้เต็มปาก พวกมันยังต้องเดินทางต่อมาเรื่อย ๆจากเหนือจรดใต้ด้วยความเร่งรีบ
หากเปรียบเทียบกองทัพตอนนี้กับก่อนหน้านับว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อให้ไม่เท่ากับทหารหมื่นนายแรกก็ถือว่าดีกว่ากองทัพอุดรเสียอีก
...
เดินทางต่ออีกสองวันก็มาถึงเขตป้อมซิ่นหลิงแล้ว เพียงแค่ใกล้มาถึงทางฝั่งป้อมก็มีเสียงดังกัมปนาทขึ้นไม่หยุดราวกับต้องการพังทลายบางสิ่งบางอย่างหนิงเฟยหลงรีบออกคำสั่งให้ทหารเร่งฝีเท้าขึ้นมากกว่าเดิมหากข้าศึกกำลังทำการบุกป้อมอยู่ เขาจะส่งสัญญาณให้โจมตีทันที
เมื่อหนิงเฟยหลงมาถึงก็เห็นยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพห้าคนกำลังโจมตีกำแพงป้อมดวงตาหนิงเฟยหลงสั่นไหวเล็กน้อยไม่คิดเลยว่าพึ่งมาถึงก็จะเจอกับขอบเขตแดนพิภพด้วยกันถึงห้าคนเขาอึ้งงันอยู่พักหนึ่งแล้วจึงตัดสินใจออกคำสั่งโจมตี พร้อมกับตัวของเขาและช่างจิ่นกวางที่พุ่งพรวดไปยังขอบเขตแดนพิภพที่อ่อนแอที่สุดในนั้นสองคน
“เทสัน เวสลีย์ระวัง !” ชายร่างยักษ์หนวดเครารุงรังตะโกนขึ้น เขาคือหนึ่งในรองแม่ทัพหน้า ‘ไทเลอร์’
เทสันรีบหันขวับกลับไปมองเห็นชายหนุ่มชุดเกราะทมิฬมุ่งตรงมามันก็รีบหวดกระบองยักษ์ออกไป
ปัง !
เทสันถอยหลังไปครึ่งก้าวส่วนชายหนุ่มนั้นไถลออกไปราวหนึ่งจั้งชายหนุ่มนั้นหาใช่ใครแต่มันคือหนิงเฟยหลง “การเผชิญหน้าโดยตรงข้ายังทำไม่ได้จริง ๆด้วย”
ที่จริงแล้วชายหนุ่มแค่อยากประลองกำลังกับยอดฝีมือคนเถื่อนเท่านั้น หากเทียบแค่ร่างกายก็ไม่แน่ว่าคนเถื่อนจะมีร่างกายเทียบเท่าเขาได้แต่หากเทียบทั้งลมปราณและร่างกายเขายังเป็นรองอยู่
ไม่อาจนำเอายอดฝีมือหนานโจวมาเปรียบกับคนเถื่อนได้อย่าลืมว่าร่างกายคนเถื่อนนั้นดีกว่าอย่างยิ่งหากพลังฝีมือเท่ากันแล้วฝั่งเยว่เห็นทีจะเสียเปรียบ
เทสันมองไปยังชายหนุ่มด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว !
“ที่แท้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพของหนานโจวก็มีฝีมือเพียงแค่นี้”เทสันเหยียดมุมปากขึ้นพร้อมกับกล่าววาจาเย้ยหยัน สายตามันแฝงไปด้วยความเยาะเย้ย
“หืม ? ข้าว่าเจ้าสมองกลับแล้วกระมัง ข้าอยู่เพียงแก่นแท้พลังเท่านั้นเจ้านี่ท่าจะบ้าประลองฝีมือกับเด็กแล้วยังดีใจ”เทสันได้ยินก็หุบยิ้มทันทีมันรู้สึกอับอายมาก โกรธจนหน้าแดงก่ำ
“เจ้าหนู..รนหาที่ตาย !” เทสันร้องตวาด
หนิงเฉิงที่อยู่บนกำแพงป้อมเห็นดังนั้นก็ตกใจยิ่ง เขารีบร้องตะโกนทันใด“เฟยหลงระวัง !”แต่นั่นกลับไม่ทันการณ์เสียแล้ว
กระบองในมือเทสันก็ระเบิดพลังมหาศาลปราณปฐพีที่แข็งกล้าก็ถาโถมเข้าไปที่ชายหนุ่ม
หนิงเฟยหลงรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลด้านหน้าเขาก็เรียกเกราะว่างเปล่าและกระบี่ร่วงโรยออกมา ดวงตาเขาก็พลันสว่างวาบ !
“สะบั้น !” หนิงเฟยหลงคำรามพลังสายลมก็ปะทุขึ้นอากาศก็เกิดวังวนหนึ่งขึ้นมารวมตัวเข้ากับปราณกระบี่“กระบี่สายลม !”
ปัง !
ปราณกระบี่สายลมถูกทำลาย สีหน้าหนิงเฟยหลงจริงจังมากขึ้น เขาก้าวออกไปด้านหน้าแล้ววาดกระบี่ออกอีกครั้ง
เจตจำนงร่วงโรยปรากฏรัศมีครึ่งลี้รายล้อมไปด้วยเจตจำนงที่ค่อย ๆ สูญสลายเทสันจ้องไปที่ชายหนุ่มด้วยความตกใจ ! เขารีบโคจรพลังป้องกันตนเอง เจตจำนงนี้อันตรายมากหนิงเฟยหลงเรียนรู้เจตจำนงนี้ได้มากกว่าก่อนอานุภาพที่แสดงออกก็มีมากตามเช่นกัน
ยอดฝีมือแดนพิภพล้วนได้ผลกระทบกันทั้งสิ้น !
หนิงเฟยหลงก็ไม่คิดจะรอช้าอีก หลังจากที่ปลดปล่อยเจตจำนงตัวเขาก็กลายเป็นเงาพร่าเลือน เทสันเบิกตาโพลง ! “เด็กนั่นหายไป....”
ฉับ !
เทสันรู้สึกว่าโลกนี้กำลังหมุนกลับ ภาพที่เขาเห็นค่อย ๆเลือนหายไปจนดับสนิท
สมรภูมิรบเข้าสู่ความเงียบงัน เพียงพริบตายอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพก็สิ้นชีพ !
นี่คือความน่าสะพรึงของชายหนุ่ม ?
อันที่จริงการกำจัดยอดฝีมือคนเถื่อนไม่ง่ายเช่นนั้นทว่าเทสันนั้นประมาทมากเกินไปทั้งยังไม่รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มจึงพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย แต่หากจะให้หนิงเฟยหลงทำเช่นนั้นอีกตอนนี้คงไม่ง่ายแล้วไม่มีใครกล้าดูถูกชายหนุ่มชุดเกราะดำนี่อีกต่อไป
ช่างจิ่นกวางเองที่กำลังต่อสู้อยู่ก็ยังต้องตกตะลึง“ฝีมือเขาพัฒนาอีกแล้ว...สมแล้วที่เป็นท่าน”
หนิงเฉิงเห็นจังหวะเหมาะก็ทะยานร่างฟาดฝ่ามือเข้าใส่เอ็ดมันด์ที่กำลังอึ้งงันอยู่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนฝ่ามือของหนิงเฉิงเข้าไปเต็มๆ อี๋เองก็ไม่คิดจะน้อยหน้าเขาแทงกระบี่ใส่ไทเลอร์อย่างรวดเร็วทว่าไทเลอร์มีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมากหันกลับมาปัดป้องได้ทันท่วงทีด้วยขวานคู่ที่ทรงพลัง
ชายคนนี้ก็คือคนที่มาช่วยดัลตั้นในวันนั้นมีฝีมือใกล้เคียงกับดัลตั้นมากที่สุดแต่ก็ยังด้อยกว่าขั้นนึง เขาอยู่ขั้นที่สองของระดับเข้าสู่พิภพ
เอ็ดมันด์ได้รับบาดเจ็บ เทสันตาย ไทเลอร์เองก็ต่อสู้อย่างยากลำบาก ส่วนเวสลีย์หรือผู้ที่ต่อสู้กับช่างจิ่นกวางเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกันมันมีระดับพลังที่ด้อยกว่าช่างจิ่นกวางอยู่ขั้นหนึ่งตั้งแต่สงครามกลางเมืองช่างจิ่นกวางก็ได้รับการช่วยเหลือจากหนิงเฉิงให้ทะลวงขั้นไประดับสองด้วยเวลาไล่เลี่ยกันแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือต้นชีวิตโลกาที่หนิงเฉิงเก็บรักษาไว้นั่นเอง
สี่ในห้าของยอดฝีมือคนเถื่อนล้วนไม่อาจเคลื่อนไหวได้เหลือเพียงออสวินแห่งลินเดนที่ยังไม่มีคู่ต่อสู้ทว่าอีกไม่นานชายหนุ่มผู้นั้นจะไปเยือนเขา
ออสวินมองไปยังชายหนุ่มก็ทำให้เขาขนลุกซู่เขาเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มนี้ เป็นชาร์ที่พึ่งได้รับตำแหน่งใหม่ต่อจากคนก่อนที่ถูกอัลเดนฆ่าตายลงฝีมือของเขานับว่าอ่อนแอที่สุดในบรรดาชาร์ทั้งหมดเป็นเพียงยอดฝีมือแก่นแท้พลังขั้นเก้าเท่านั้น ไหนเลยจะต่อต้านชายหนุ่มนั่นได้
แต่ที่มันไม่รู้ก็คือหนิงเฟยหลงไม่ได้สังเกตเลยว่า มันก็เป็นหนึ่งในยอดฝีมือของคนเถื่อนด้วยหนิงเฟยหลงคิดเพียงว่ายอดฝีมือคนเถื่อนสมควรต้องอยู่ชนชั้นแดนพิภพทั้งสิ้น
แต่ก็เพราะความลุกลี้ลุกลนของมันความซวยจึงมาเยือน พร้อมกับเขตแดนร่วงโรยที่สลายไป
“สวัสดีชาร์ที่เคารพ” หนิงเฟยหลงเคลื่อนที่มาด้านหน้าของมันในพริบตา
“สะ..สวัสดีจะ..เจ้า...ต้องการสิ่งใด..?” ออสวินพยายามทำให้ใจเย็นลงแต่เสียงยังสั่นเครือ
“ชาร์ที่เคารพข้าเพียงต้องการยืมศีรษะท่านเท่านั้น หากยืมเสร็จแล้วข้าจะคืนท่านอย่างแน่นอน”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นสำหรับออสวินแล้วนั่นคือรอยยิ้มที่เย็นชาที่สุดทำให้เยียบเย็นไปถึงขั้วหัวใจ
ออสวินกำอาวุธแน่นขึ้นถึงเขาจะกลัวตาย แต่ก็ไม่ยอมตายอย่างง่ายดาย
“ตาย !!”
ดาบเรียวยาวก็ปรากฏขึ้นที่มือของเขาปราณธาตุวารีก็ตอบสนองดาบนี้พลิ้วไหวดุจมัจฉาในสายธาร ฉับไวคล่องแคล่ว เชือดเฉือนอย่างอ่อนโยน
หนิงเฟยหลงรีบใช้กระบี่ปัดป้อง เขารู้สึกได้ว่าแม้ชายผู้นี้จะอยู่เพียงแก่นแท้พลังขั้นเก้าแต่กลับมีฝีมือดาบไม่เป็นรองยอดฝีมือคนอื่นเลยแม้แต่น้อยกระทั่งว่าหากให้ชาร์ทั้งหลายมาประลองเพียงฝีมือกดระดับพลังไว้ชายผู้นี้ต้องชนะเป็นแน่!
กระบี่และดาบฟาดฟันกัน แต่แรกกระบี่โจมตีได้อย่างดุดันและรวดเร็วทว่าต่อมาก็เอื่อยลงตามรูปแบบดาบ หนิงเฟยหลงคิ้วขมวด “วิชาดาบนี่วิเศษมาก !”
ความเข้าใจในวิชาดาบของเวสลีย์มีสูงมาก เกินกว่าที่เขาคาดไว้
หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไปชายหนุ่มคงต้องเพลี่ยงพล้ำแน่ !
กระบี่สายลมที่รุนแรงก็ดึงกลับชั่วอึดใจปราณกระบี่ที่น่าพิศวงก็เข้ามาแทนที่ออสวินเบิกตากว้างเขาไม่สามารถรับกระบี่นี้ได้ ไม่ใช่เพราะว่ากระบี่นี้จับต้องไม่ได้แต่เป็นเพราะเขารู้สึกถึงวิญญาณที่สั่นคลอน
ฉึก !
กระบี่แทงทะลุหน้าอกของเขาสีหน้านั้นแสดงความเจ็บปวด พร้อมกับตวัดดาบออกไปคลื่นดาบก็เปลี่ยนแปรไปเป็นบ้าคลั่งราวกับทะเลพิโรธหนิงเฟยหลงระเบิดพลังปราณอัคคีสุดไพศาล อากาศร้อนระอุขึ้นในพริบตา
ปัง !
ปราณอัคคีของหนิงเฟยหลงทำลายปราณดาบของออสวินไปสิ้น จากนั้นก็ซัดฝ่ามือไร้ลักษณ์ใส่อีกครั้ง
ตูม !
“อั่ก !”ออสวินสำรอกโลหิตออกมา ใบหน้าซีดเผือดร่างกระเด็นไปไกล
“เจ้าไปซะ !” หนิงเฟยหลงกล่าวอย่างเย็นชาออสวินรีบฝืนรั้งตัวให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะพยักหน้าขอบคุณเล็กน้อยแล้วหนีไป
ก่อนหน้านี้เขาใช้พลังจิตทำให้วิญญาณของอีกฝ่ายสั่นคลอนก่อนจะจบชีวิตได้อย่างง่ายดายแต่หากให้เทียบฝีมือแล้วคงต้องยอมรับว่าตนอ่อนด้อยกว่าแต่ก็เพราะการต่อสู้ครั้งนี้เองก็ทำให้เขาเข้าใจในธาตุวารีมากยิ่งขึ้น
การต่อสู้สิ้นสุดเอ็ดมันด์ก็สั่งให้ถอยทัพกลับหมดแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงซากศพกราดเกลื่อน
ก่อนที่กองทัพโลหิตทมิฬจะมาถึงฝ่ายของซิ่นหลิงเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดถึงกับปล่อยให้อีกฝ่ายระดมพลังทำลายกำแพงป้อมได้ แต่นั่นก็เพราะจูเฉินไม่ยอมลงมือตราบใดที่ราชาคนเถื่อนไม่ลงมือ เขาเองก็จะไม่ลงมือเช่นกัน
..........