เมื่อควบม้ามาถึงเรือนเฟยเฟิ่งหิมะที่หยุดตกไปก่อนหน้ากลับโปรยปรายลงมาอีกหน มีทหารมารออยู่ภายในห้องโถงเพื่อรอนางกลับมาจริง ๆ เผิงฉือถูกสั่งให้เตรียมห่อผ้าเอาไว้ล่วงหน้าหลินซือเยว่สั่งให้นางเย็บห่อผ้าแบบสมัยใหม่ เป็เป้ผ้าขนาดใหญ่ใส่ของได้เยอะแต่ที่นางคิดไม่ถึงคือเผิงฉือกลับเตรียมเป้ของตัวเองเอาไว้ด้วย
“คุณหนูไปไหนข้าไปด้วยเ้าคะ”
“ป้าเผิง การถูกเนรเทศไม่ใช่เื่เล็กๆ วันข้างหน้าจะเป็อย่างไรข้าก็ไม่อาจรู้ได้”
“ข้าไม่กลัว ข้าเสียครอบครัวไปหมดแล้วที่มีชีวิตอยู่มาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะคุณหนูนะเ้าคะหากไม่มีคุณหนูข้าเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” เผิงฉือตัดสินใจอย่างแน่วแน่
“ป้าเผิงท่านคิดดีแล้วหรือ”
“ข้าคิดดีแล้วเ้าค่ะ”
หลินซือเยว่ไม่อาจฝืนใจผู้อื่นได้นางหันไปมองรอบกาย “แล้วหลินอ้ายล่ะ”
“หลินอ้ายมีสัญญาซื้อขายตัวกับตระกูลหลินยังไงก็ต้องถูกเนรเทศไปกับตระกูลหลินเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันนี่แหละ”
เสื้อกันหนาวอย่างอุ่นถูกเตรียมพร้อมเอาไว้ผ้าห่มอย่าหนากับของใช้บางอย่าง หลินอ้ายเป็คนหอบหิ้วตามไปด้วยทหารได้ตรวจตราเรือนเฟยเฟิ่ง ไม่พบว่ามีของมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียวนั่นเพราะหลินซือเยว่ให้เผิงฉือนำไปขาย และเปลี่ยนเป็ตั๋วเงินให้หมดเพื่อที่จะได้เก็บซ่อนเอาไว้กับตัวได้ง่ายเหลือเงินไม่กี่สิบตำลึงพกติดใส่ถุงเงินไว้ เพื่อให้พวกทหารได้ยึดเอาไปพอเป็พิธี
คุกเมืองหลวงคึกคักขึ้นมาในทันทีหลังจากหลินซือเยว่ถูกนำตัวเข้ามาในห้องขัง นางกวาดสายตามองครู่หนึ่งก่อนจะทำการคำนับแก่ฮูหยินเฒ่า นายท่านใหญ่กับฮูหยิน และบิดามารดาของนางนางคำนับได้ถูกคน โดยไม่ต้องให้ใครแนะนำ
ฮูหยินเฒ่ากำลังจะเอ่ยถามแต่เสียงลูกสะใภ้คนรองของนางก็ดังกลบขึ้นเสียก่อน
“เ้าคือเยว่เอ๋อร์หรอกหรือ”เถียนฮูหยินไม่คิดว่าจะได้พบเจอบุตรสาวตัวเองในคุกเช่นนี้
หลินซือเยว่หันมามองผู้เอ่ยถามตนเองนางเอียงหน้าลงเล็กน้อยคล้ายประเมินว่าอีกฝ่ายเป็ใคร “เ้าค่ะท่านแม่”นางเอ่ยเสียงเรียบ มองสบสายตากับบิดาเล็กน้อย เห็นท่านมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจแทบไม่กล้ามองหน้านางด้วยซ้ำ
เถียนฮูหยินสะท้านในใจขึ้นมานางจำบุตรสาวแทบไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับรู้จักตนเองในทันที “เยว่เอ๋อร์ลำบากเ้าแล้วมานี่มา มาทำความรู้จักกับน้องสาวของเ้า นี่คือซูฮวา”เถียนฮูหยินดึงมือของบุตรสาวคนโต มาทำความรู้จักกับบุตรสาวคนเล็กของตนเอง
“นี่คือป้าเผิงเ้าค่ะนางเลี้ยงดูข้ามาได้สิบปีแล้ว” หลินซือเยว่ผายมือไปทางเผิงฉือ
“เอ่อ ข้า ขอบคุณท่านมาก”เถียนฮูหยินน้ำตาคลอเบ้าในทันที “ข้าไร้ความสามารถไม่อาจเลี้ยงดูบุตรสาวของตนเองได้ ลำบากท่านแล้ว”
เผิงฉือมองออกถึงความเสียใจที่อยู่ในแววตาของเถียนฮูหยิน“เป็วาสนาของข้ามากกว่า”
“ท่านไม่ใช่คนตระกูลหลินไม่จำเป็ต้องอยู่ที่นี่ก็ได้”หลินเต๋อมองว่านางเป็คนนอก
เผิงฉือยิ้มอ่อนให้เขา“คุณหนูไปไหนข้าไปด้วย แม้ตายก็ไม่แยกจากกันเ้าค่ะ”
คำตอบเช่นนี้ทำให้ทุกคนหน้าถอดสีกันหมดช่างเป็คนนอกตระกูลที่รักใคร่หลินซือเยว่ยิ่งนัก
คนอื่น ๆ ในตระกูลต่างลอบมองพวกนางเงียบๆ หลินจื่อรั่วหันไปทางมารดาแล้วกระซิบถามเสียงค่อย“นางเป็คนปัญญาอ่อนไม่ใช่หรือท่านแม่”
หวางฮูหยินเองก็ตอบบุตรสาวไม่ได้เหมือนกัน
หลินซือเยว่ไม่ได้สนใจผู้อื่นมากนักภายในห้องขังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความหดหู่ สิ้นหวังไหนเลยจะมีใครมาสนใจคนอย่างนางได้ สงสารก็แต่ิญญาสองดวงในเรือนเฟยเฟิ่งยังไม่ทันจะได้ช่วยตามหาคน ก็มีเหตุให้ต้องออกจากเมืองหลวงไปเสียแล้ว
“เอามานี่ !”ทหารนายหนึ่งเข้ามาแย่งห่อผ้าห่มจากมือของหลินอ้าย
“เอาไปไม่ได้นะ นี่ของคุณหนูรอง !” หลินอ้ายยื้อเอาไว้สุดชีวิต
“พวกเ้าไม่มีสิทธิ์นำของมีค่าติดตัวไปด้วย”
“นี่เรียกของมีค่าได้อย่างไรพี่ชายเป็เพียงผ้าห่มกับเสื้อกันหนาวเท่านั้น ่นี้หิมะตกทุกวันอีกด้วยหากไม่มีผ้าห่มเสื้อกันหนาว พวกเราจะรอดตายกันได้อย่างไร”
“นั่นมีเป็เื่ของเ้า โอ๊ย !” ทหารผู้นั้นรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มเข้าที่ฝ่ามือจึงรีบปล่อยห่อผ้าในทันที “เ้ากล้าทำร้ายข้ารึ”
“พี่ชายข้ายังไม่ได้ทำอะไรท่านเลยนะ”หลินอ้ายเองก็เกิดกลัว รีบวางห่อผ้าห่มกับเสื้อกันหนาวลงบนพื้น
ทหารนายนั้นยื่นมือไปแตะห่อผ้าอีกหนเขาสะดุ้งด้วยความเจ็บรีบชักมือกลับ ไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นใครเล่นตลกกับเขาก็ไม่รู้ หรือว่ามีสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นในห้องขังแห่งนี้รีบเดินถอยหลังออกจากห้องขัง ปิดประตูลงกลอนแล้วรีบเดินจากไป
หลินอ้ายคลานไปหยิบห่อผ้าขึ้นมานำไปวางไว้ด้านข้างกับเผิงฉือ ตัวเขาเองก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
หลินซือเยว่ล้วงห่อผ้าหยิบเสื้อกันหนาวแบบบุนวมเป็ชุดที่นางสั่งตัดขึ้นเป็พิเศษซึ่งได้มอบให้เผิงฉือกับหลินอ้ายได้สวมใส่ไว้ก่อนหน้าหากมองผิวเผินคงเป็ชุดธรรมดาทั่วไป แต่ด้านในนั้นนางอัดแน่นไปด้วยปุยนุ่นอย่างหนานางหยิบชุดที่เป็ของตัวเองออกมา
“สวมเอาไว้ เสื้อของเ้าบางนัก”นางคลุมให้น้องสาวที่นั่งปากสั่นอยู่ด้านข้าง
“ขอบคุณพี่รอง”หลินซูฮวาไม่คิดว่านางจะได้รับเสื้อกันหนาวแสนอุ่นจากพี่สาวคนนี้
หลินเฉินมองหน้าหลินจางเหว่ยบุตรชายของตนสลับกับมองไปยังผ้าห่มผืนนั้น ก่อนหันไปมองหลานชายวัยห้าขวบเจ็ดขวบผู้ใหญ่ยังพอทนไหวแต่เด็กทั้งสองยังเล็กนัก “เยว่เอ๋อร์เ้าพอจะแบ่งผ้าห่มให้หลานๆ ได้หรือไม่”
เมื่อนายท่านใหญ่เป็คนเอ่ยขอทุกคนจึงมองไปทางหลินซือเยว่กันหมด พร้อมกับเฝ้ารอว่านางจะมอบให้หรือไม่แต่นางกลับทำนิ่งเฉยไม่เอ่ยคำพูดใดออกมา
หลินเต๋อผู้เป็บิดาคิดว่านางไร้ผู้สั่งสอนไม่รู้จักการแบ่งปันผู้อื่น “เยว่เอ๋อร์มอบผ้าห่มให้หลานชายไปเถอะ”
หลินซือเยว่หันไปมองหน้าบิดาของตนเองเล็กน้อยก่อนหน้าแทบไม่กล้าพูดกับนางตรง ๆ ครั้นพี่ชายของตนเอ่ยปากขอผ้าห่มเขาถึงยอมเปิดปากพูดกับนาง
หลินเต๋อ “...?” เขาไม่เข้าใจเหตุใดบุตรสาวจึงมองตนเองด้วยสายตาผิดหวังเช่นนี้
“ป้าเผิงให้ผ้าห่ม”นางเอ่ยเพียงเท่านั้น ก็หลับตาพิงลูกกรงไป
เผิงฉือรื้อผ้าห่มออกมามอบให้เด็กน้อยทั้งสองคนนึกเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะระหว่างทางต้องลำบากกว่านี้เป็แน่ มองไปรอบ ๆ ตัวพบว่าทุกคนล้วนสวมใส่ชุดหน้าหนาวอยู่ก่อนหน้าแล้วดังนั้นอยู่ภายในห้องขังจึงไม่มีปัญหาใด แต่ยามได้ออกเดินทางข้างนอกนั่นจะมีคนรอดไปถึงชายแดนสักกี่คนกัน ยิ่งมีทั้งเด็กทั้งคนชราเช่นนี้ด้วย
จีหวังลี่มารดาของเด็กทั้งสองคนหันไปทางบ้านรองหลินซือเยว่หลับตาไม่สนใจ จึงเอ่ยผ่านบิดามารดาของนางแทน “ขอบคุณคุณหนูรอง”นางรับผ้าห่มมาจากเผิงฉือ แล้วจัดการปูลงบนพื้น ให้บุตรชายทั้งสองได้นอนแล้วพับทบขึ้นเพื่อคลุมตัวให้
หลินเต๋อกับเถียนฮูหยินทำเพียงพยักหน้าให้นางฮูหยินเฒ่ามองเหตุการณ์ภายในห้องขังอย่างเงียบ ๆรู้สึกพูดไม่ออกกับภาพลักษณ์ของหลินซือเยว่ คนตระกูลหลินไม่เคยรู้มาก่อนว่านางหายจากอาการปัญญาอ่อนแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจในตัวของนางแม้แต่น้อย กระทั่งข่าวคราวยังไม่คิดถามไถ่ถึงพอเกิดเหตุร้ายขึ้นเช่นนี้ กลับต้องดึงนางเข้ามาพัวพันด้วยนางไม่เคยได้รับความยุติธรรมมาก่อนหญิงชราจึงไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดคุยกับหลินซือเยว่ได้เพราะไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรนั่นเอง
ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างลำบากยากเย็นครั้นตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็ถูกต้อนออกมาด้านนอกคุกหลวงตั้งแถวเดินขบวนเนรเทศออกจากเมืองหลวงไป หลินซือเยว่มองดูสภาพอากาศของวันนี้นางหยั่งรู้เื่ดินฟ้าอากาศ จึงรู้ว่าวันนี้ยังคงมีหิมะตกแบบบางเบาหากแต่มีเครื่องนุ่งห่มหนาหน่อย ก็ไม่เป็อันตรายถึงแก่ชีวิต
“เหตุใดถึงมีผู้อื่นร่วมเดินทางด้วยเล่า”หลินเฉินเอ่ยถามทหารที่คุ้มกันขบวนเนรเทศตรงหน้า
“มีนักโทษอีกกลุ่มความผิดร้ายแรงต้องโทษเนรเทศเลยให้เดินทางไปพร้อมกันในคราวเดียว” นายทหารตอบแล้วยกมือขึ้นให้ทุกคนตรวจตราขบวนให้พร้อม
หลินเฉินหันไปทางน้องชายและลูกชาย“คนพวกนั้นถูกล่ามโซ่ไว้ เกรงว่าจะเป็พวกอันตราย บอกทุกคนให้ระวังตัวเอาไว้อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นในขบวนเด็ดขาด”
“ขอรับท่านพ่อ”หลินจางเหว่ยหันไปกำชับภรรยาของตน ให้บอกต่อกับบ่าวรับใช้ด้านหลัง
“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่”หลินเต๋อเองก็ส่งต่อเื่นี้ให้คนในครอบครัว รวมถึงบ่าวไพร่ในขบวนจนครบ
หลินเฉินยังมีสหายอยู่ในเมืองหลวงพวกเขาต่างเตรียมของใช้มามอบให้ระหว่างทางแต่ก่อนหน้าต้องจ่ายค่าน้ำชาให้แก่ทหารที่คุ้มกันขบวนไปด้วยลูกสะใภ้ของเขาจีหวังลี่ นั้นมีบ้านเดิมอยู่ในเมืองหลวงทางบ้านรู้ว่านางถูกจับกุมกะทันหัน ไม่อาจนำของมีค่าติดตัวไปได้ จึงได้ให้คนนำของกินของใช้และตั๋วเงินมามอบให้ระหว่างทาง
เนื่องจากทหารได้รับตั๋วเงินจำนวนมากจึงทำเป็มองไม่เห็นการส่งมอบของใช้เหล่านี้การเดินทางไปชายแดนใช้เวลาปกติครึ่งเดือน แต่เนื่องจากเดินทางในฤดูหนาวอีกทั้งหิมะยังตกไม่หยุดอยู่แบบนี้ พวกเขาจึงไม่รังเกียจที่จะรับสินบนเอาไว้ “ท่านพ่อพวกเราไม่มีใครนำของมาให้บ้างหรือ”หลินซูฮวาเห็นคนบ้านใหญ่ได้รับของมากมาย แถมยังแบกไว้บนหลังกันแทบทุกคน อีกทั้งยังมีรถม้าให้ด้วยอีกสามคันเกรงว่าด้านในรถม้าจะมีอาหารแห้งบรรจุเอาไว้เต็มคันรถ มีเพียงครอบครัวของนางที่ไม่มีใครนำของมามอบให้ นอกจากพี่รองของนางที่คนติดตามสองคน มีกระเป๋าผ้าแปลก ๆอยู่บนหลัง
หลินเต๋อ “...?” สหายของเขานั้นย่อมมี แต่เป็สหายกินหาใช่สหายตายไม่
“ท่านพี่ช่างเลือกคบเก่งจริง ๆ”เถียนฮูหยินอดประชดสามีตัวเองไม่ได้
หลินซือเยว่ถึงกับอมยิ้มเล็กน้อยก่อนหน้านางนึกภาพบิดามารดาไม่ออกด้วยซ้ำ พอได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันเช่นนี้จึงพอจะมองออกอยู่บ้าง บิดาของนางนั้นค่อนข้างไร้ความสามารถ และกลัวภรรยายิ่งนัก
“พวกทหารคุ้มกันมีอาหารให้กับทุกคนเพียงพออยู่แล้วหากไม่พอจริง ๆ ข้าไปขอพี่ใหญ่มาให้พวกเ้าสามแม่ลูกก็ได้”
หลินซือเยว่ “...?” บิดาผู้โง่เขลาของนางคิดง่ายเกินไป
เถียนฮูหยิน“พี่ใหญ่ของท่านมีถึงสามภรรยาสองบุตรหลานอีกสี่คน ยังต้องดูแลท่านแม่ด้วยของแค่นั้นมีหรือจะเหลือตกมาถึงข้ากับลูก ๆ ได้”
“เ้าก็อย่าพูดมากไปนักเลยเอาไว้ถึงยามนั้นก่อนค่อยคิดก็แล้วกัน”
เผิงฉือหันไปมองหลินอ้ายเล็กน้อยเคราะห์ดีที่นางกับหลินอ้ายติดตามหลินซือเยว่ ตั๋วเงินราวสี่พันตำลึงนั้นคุณหนูของนางเก็บไว้เองสามพันตำลึง ที่เหลือฝากไว้ที่นางเก้าร้อยตำลึงและอีกหนึ่งร้อยตำลึงให้ไว้ที่หลินอ้าย หลินซือเยว่ให้เหตุผลว่าการกระจายเงินเก็บไว้นั้น เผื่อฉุกเฉินเกิดเื่ร้ายกับคนใดคนหนึ่งเข้าที่เหลืออีกสองคนก็ยังพอช่วยบรรเทาได้หลินอ้ายนั้นไม่อาจมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้ได้มากนักจึงให้เก็บไว้แค่หนึ่งร้อยตำลึงเป็พอ