ถล่มงานวิวาห์
สิบหกชั่วโมงก่อนหน้า
ตึกตึก ตึก
รองเท้าส้นสูงสีดำสนิทมันวาวความสูงสี่นิ้วที่ฉันใส่มาให้เข้ากับเดรสสีเดียวกัน กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันจนเกิดเสียงดังก้องขณะกำลังก้าวเท้าเหยียบย่ำไปบนสถานที่จัดงานวิวาห์สุดหรูหรา ของอดีตแฟนเก่าหมาดๆที่พึ่งสะบั้นรักฉันทิ้งอย่างไม่ไยดีเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทั้งๆที่อีกสามเดือนต่อจากนี้เรากำลังจะแต่งงานกันแล้วแท้ๆ
ฉันเข้าใจว่าการที่เขา้ายุติความรักร่วมแปดปีของเราลงนั้นเป็เพราะเหตุผลที่เขาบอกกับฉัน ว่า้าไปทำตามความฝันอย่างเต็มที่
ทว่า...ฉันกลับได้ข่าวมาว่าเขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนที่ฉันเองก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเป็เธอคนนี้ และนี่คือเหตุผลจริงๆที่ฉันถูกเทก่อนวันงานแต่งของตัวเอง
วันนี้ฉันจึงมาปรากฏกายที่นี่เพื่อทำลายงานวิวาห์เฮงซวยของคู่ชายโฉดหญิงชั่วให้พังพินาศในเมื่องานแต่งของฉันย่อยยับไปแล้วพวกมันก็อย่าได้หวังจะมีความสุขบนความทุกข์ของฉันเลย
“เ้าสาวพูดหน่อยไหมคะว่าวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เสียงพิธีกรซึ่งถูกเชิญให้มาทำหน้าที่ในงานแต่งวันนี้ดังขึ้นพร้อมยื่นไมค์ลอยอีกตัวที่ถืออยู่ในมือให้เ้าสาวแสนสวยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ
ถัดไปไม่ห่างมีร่างของเ้าบ่าวกำลังยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขสายตาคู่นั้นทอดมองเ้าสาวของตัวเองด้วยแววตารักใคร่ซึ่งฉันเห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนกับความรักโสโครกที่แผ่ออกมาจนรู้สึกได้
ดวงหน้าสวยซึ่งถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเบาๆสไตล์เ้าสาวเกาหลีพยักหน้ารับเล็กน้อย และทำท่าจะยื่นมือไปรับไมค์มาถือไว้แต่กลับต้องชะงักเพราะถูกฉันพูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้องพูดหรอกความในใจพวกเธอสมควรสารภาพความระยำของตัวเอง และกล่าวคำขออโหสิกรรมกับฉันมากกว่า”
สายตาทุกคู่หันพรึ่บมามองทางฉันเป็ตาเดียวเป็จังหวะที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของคู่บ่าวสาวพอดีระยะห่างเพียงแค่สอง่แขนเท่านั้นฉันสามารถจิกหัวของพวกมันและจับโขกกันได้อย่างสบาย
แต่ตอนนี้ฉันจะยังไม่ลงมือทำอะไรทั้งสิ้นจะอดทนให้มากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้เพราะยังหวังว่าจะได้รับคำอธิบายที่ดีพอ และคำขอโทษอย่างจริงใจจากพวกมัน
“นับเก้า!เธอ...มาได้ยังไง?”
‘ไมลล์’เพื่อนในวัยเด็กที่ผันตัวมาเป็แฟนหนุ่มผู้แสนดี แม้ตอนนี้เขาจะเป็เพียงแค่อดีตไปแล้วแถมเปลี่ยนจากแสนดีเป็แสนเลวอีกต่างหาก
ทำหน้าตาตื่นใแบบขีดสุดและละล่ำละลักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลอย่างเห็นได้ชัดไม่ต่างจากเ้าสาวของเขาที่ตอนนี้หน้าซีดเป็ไก่ต้มเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาเมื่อได้เห็นหน้าฉัน
“ทำไมไม่คิดจะเชิญอดีตแฟน มาร่วมเป็สักขีพยานในความรักเหม็นคาวเน่าเฟะของพวกเธอหน่อยเหรอ?”
ฉันกดเสียงต่ำข่มอารมณ์ถามกลับด้วยประโยคสุดแสนจะเชือดเฉือนถึงจะแสดงออกเพียงความเคร่งขรึมสงบนิ่ง และจิกกัดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่อีกฝ่ายก็น่าจะเดาได้ว่าฉันกำลังรู้สึกเช่นไร
“ขอร้องล่ะนะเธอช่วยกลับไปก่อนได้ไหม มีอะไรเดี๋ยวเราค่อยคุยกันทีหลัง”
ไมลล์ปรี่เข้ามาประชิดและยกมือข้างหนึ่งแตะต้นแขนฉันเบาๆพร้อมทั้งกระซิบพอให้ได้ยินเพียงแค่เราสองคนฉันจึงเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยเพื่อให้หลุดจากััอันน่าขยะแขยง
“อย่าเอามือสกปรกของนายมาแตะตัวฉัน!”
ฉันตวาดเสียงดังลั่นและจ้องอีกฝ่ายกลับตาเขม็งอย่างโกรธจัดก่อนพูดขึ้นต่อโดยไม่ปล่อยให้คนซึ่งทำท่าจะอ้าปากปราม ได้มีโอกาสได้เอ่ยอะไรออกมา
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับผู้ชายสารเลวอย่างนายแล้วไมลล์ฉันเข้าใจทุกอย่างหมดแล้ว เข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยด้วย”
“...”
“ที่มาในวันนี้คือมาเสนอทางเลือกให้พวกเธอ 2 ทาง”
“…”
“1.สารภาพความเลวของพวกเธอออกมาให้หมด ต่อหน้าทุกคนที่อยู่ที่นี่ และขอโทษฉันซะหรือ...”
“...”
“2.ให้ฉันพังงานแต่งงานของพวกเธอให้สมใจอยาก และบอกไว้เลยนะไม่ว่าจะขยันจัดกันอีกสักกี่งาน ฉันก็จะตามไปพังให้มันพินาศไม่ให้เหลือซาก”
“…!!”
“มันจะเกินไปแล้วนะพี่นับเก้า!”
คนที่เอาแต่ยืนเงียบไม่กล้าเงยหน้ามองั้แ่ต้นจู่ๆ ก็เกิดอาการอดรนทนต่อไปไม่ได้ปรี่เข้ามาหาพร้อมกับตะคอกใส่ฉันอย่างไม่ละอายแก่ใจ
“หุบปาก!!ผู้หญิงหน้าด้านที่แย่งแฟนชาวบ้านอย่างเธอ ไม่มีสิทธิ์มาตวาดใส่ฉันแม้แต่การที่เธอยืนอยู่ตรงนี้ต่อหน้าฉัน เธอยังไม่สมควรทำเลยด้วยซ้ำ”
“...!!”
“เธอควรจะรีบไสหัวออกไปจากตรงนี้นะเพราะต่อจากนี้อีกไม่นานหน้าเธออาจแหกได้!!”
ฉันสวนกลับทันควันอย่างเริ่มเหลืออดในที่สุดการปะทะก็ได้เกิดขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือมีแค่ฝีปากที่สาดใส่กันไปมาแต่กลับไม่มีใครหน้าไหนกล้าที่จะเข้ามายุ่ง
ทุกคนยืนทำหน้าตกอกใมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่กับที่เงียบๆแม้กระทั่งพ่อแม่บ่าวสาว ที่สมควรเข้ามาลากฉันออกไปจากงานแต่งของลูกพวกเขาแต่พวกนั้นกลับไม่ทำ ก็คงจะอยากรู้เื่ราวเน่าเฟะที่ฉันกำลังจะแฉนั่นแหละ
“พี่นั่นแหละที่ควรออกไปในเมื่อพี่ไมลล์บอกเลิกไปแล้วก็ควรเลิกยุ่งกับเขาได้แล้วไหมจะมาวุ่นวายอะไรกับพวกเราอีก?”
มือเล็กๆข้างหนึ่งยกขึ้นดันไหล่ฉันด้วยแรงที่เธอมี ทำให้ร่างฉันเซถลาถอยหลังไปครึ่งก้าวดีที่มีใครบางคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง และประคองให้ฉันกลับมายืนได้ต่ออย่างมั่นคง
ด้วยความที่เป็ฝ่ายถูกกระทำก่อนทำให้รู้สึกเดือดดาลจนไม่คิดจะหันกลับไปสนใจคนที่ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อยแต่เลือกที่จะโต้ตอบคนตรงหน้ากลับแทน
เพี๊ยะ!!
ทันทีที่ตั้งหลักได้ฉันจึงง้างฝ่ามือฟาดลงบนแก้มเนียนใสอย่างสุดแรง จนใบหน้าสวยหันไปตามแรงตบพร้อมกับร่างเล็กล้มลงนั่งกองกับพื้น
“เหมียว!!”
ไมลล์รีบถลาเข้าไปประคองเ้าสาวของตัวเองด้วยความเป็ห่วงภาพตรงหน้าและอาการที่เขาแสดงความเป็ห่วงเป็ใยกันทำให้ฉันยิ่งหงุดหงิด
“หัดสำนึกในความเลวที่พวกเธอทำกับฉันหน่อยนะ”
“…”
“เธอ!ฉันมองเธอเป็น้องสาวที่ไว้ใจได้มาตลอด มีอะไรก็บอกก็เล่าให้ฟังแทบทุกอย่างฉันไว้ใจเธอมาก ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าน้องสาวแสนน่ารักที่เคยไว้เนื้อเชื่อใจจะแทงข้างหลังกันได้ลึกขนาดนี้”
“...”
“ส่วนนาย!ผู้ชายที่ฉันมอบความรักความซื่อสัตย์และกำลังจะมอบชีวิตให้กลับตอบแทนสิ่งพวกนั้นด้วยการหักหลังฉันอย่างเจ็บแสบ”
“…”
“ถามจริงพวกเธอทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง? ไมลล์ อีกแค่ 3 เดือนเรากำลังจะแต่งงานกันแล้วแท้ๆทำไมนายถึงทิ้งฉันมาแต่งกับเหมียว?”
ฉันยืนกำมือแน่นจนเล็บที่ไว้ยาวจิกเข้าไปในเนื้อความรู้สึกเจ็บบนฝ่ามือยังไม่เทียบเท่ากับความรู้สึกเ็ปในหัวใจเลยด้วยซ้ำ
ดวงตาสองคู่ที่ดูคล้ายจะสำนึกผิดมองมาแต่สุดท้ายกลับเบนหนีไปทางอื่น และไม่มีแม้แต่คำตอบหรือคำขอโทษใดๆ หลุดออกมาจากปาก
“สรุปทางเลือกที่เสนอให้พวกเธอเลือกทางที่ 2 สินะ?”
เมื่อเอาแต่อมพะนำไม่ยอมพูดอะไรกันออกมาฉันจึงถามซ้ำถึงสิ่งที่ยื่นข้อเสนอไปให้เมื่อตอนต้น
“พอเถอะเก้า...”
ไมลล์ลุกขึ้นยืนประชันหน้ากับฉันเต็มความสูงสีหน้าดูเหลืออดเต็มที่ เขากวาดสายตามองรอบๆ ข้าง ที่ตอนนี้กำลังมีแเื่ยืนจ้องพวกเราตาไม่กะพริบและสุดท้ายก็มาหยุดสายตาที่ฉันอีกครั้ง
“พอ?”
ฉันทวนคำซ้ำอย่างไม่เข้าใจว่าที่เขาบอกให้พอนี่คือพอเื่อะไร ในเมื่อฉันยังไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง
“ในเมื่อฉันหมดรักเธอแล้วถึงเธอจะดื้อดึงหรือพยายามทำอะไรต่อไป ฉันก็คงกลับไปรักเธอเหมือนเดิมไม่ได้อีก”
“…!!”
“ยอมรับความจริงแล้วกลับไปซะอย่าทำตัวเองให้มันดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้เลย”
“...!!!”
ทุกถ้อยคำที่สาดใส่หน้าฉันรุนแรงยิ่งกว่าการถูกตบฉาดใหญ่หน้าฉันชาดิก ปลายมือเท้าเย็นเฉียบไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้จากปากผู้ชายที่เคยรัก
ผ่านไปชั่วหนึ่งอึดใจที่ฉันยืนสตั้นนิ่งความรู้สึกช็อกค่อยๆ จางหายไป และแทนที่ด้วยความโมโหซึ่งพุ่งทะยานสูงจนแตะเพดานอารมณ์
ฉันง้างฝ่ามือขึ้นอีกครั้งและตั้งท่าจะตบร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าให้หัวทิ่มไปกับพื้นทว่า...กลับมีมือใหญ่ของใครบางคน ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมาคว้าและรั้งข้อมือของฉันเอาไว้
เมื่อหันหน้ากลับไปมองด้วยอารมณ์ขุ่นมัวก็ต้องรู้สึกใแทนเมื่อเ้าของมือที่จับฉันไว้ คือผู้ชายอีกคนซึ่งฉันรู้จักดีมากกว่าที่รู้จักไมลล์เสียอีกเพราะเราสองคนโตมาด้วยกันไงล่ะ
“วิน...”
น้ำเสียงเบาหวิวหลุดออกมาจากลำคอฉันขณะเปล่งเสียงเรียกชื่อของคนที่ยืนขนาบข้าง พร้อมจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาซึ่งยังคงมีเค้าโครงเดิมที่คุ้นเคยด้วยสายตาเลื่อนลอย
ราวกับทุกอย่างรอบตัวมีเพียงเราสองความรู้สึกโมโห โกรธ เกลียด และเสียใจ มลายหายไปสิ้นเมื่อได้พบหน้าเขาอีกครั้ง
“มือบอบบางของเธอไม่ควรจะกระทบกับหน้าด้านๆ ของมัน เอานี่ดีกว่า”
วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มพร้อมกับยัดขวดไวน์ที่ด้านในมีของเหลวเหลือไม่ถึงครึ่งใส่มือฉันฉันเข้าใจได้ในทันทีว่าเขา้าจะสื่ออะไร จึงไม่รอช้าที่จะทำตามอีกฝ่ายแนะนำ
เพล้ง!
“โอ๊ย!!”
“พี่ไมลล์!!”
ฉันฟาดขวดไวน์ลงบนศีรษะของไมลล์เต็มแรงด้วยเชื้อความโกรธที่ยังคงมีอยู่ในหัวใจจนเขาเซถลาและล้มลงไปนั่งกองบนพื้นอย่างหมดท่า
เืสีแดงฉานไหลออกมาจนเปื้อนปกเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเต็มไปหมดเหมียวที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้น จึงรีบโผเข้าไปดูอาการเ้าบ่าวตัวเองอย่างร้อนรนทุกคนในงานเริ่มแตกตื่นเมื่อเหตุการณ์ดูรุนแรงขึ้น
“จะไปโรงพักหรือโรงพยาบาลก่อนดีล่ะ? ยังไงก็โทรบอกด้วยละกันนะ ฉันจะรอรับสาย”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเดินกรีดกรายออกจากพื้นที่ตรงนั้นด้วยท่วงท่าเชิดหยิ่งและรอยยิ้มเหยียดอย่างพึงพอใจ
ไม่เคยรู้สึกสะใจขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ!!