“สูดอากาศในมุมที่บังเอิญพี่ยืนอยู่สินะ” เธอพูดขำๆ เบาๆก่อนหันกลับไปยังเครื่องชงกาแฟ แต่ไม่ได้ยิ้มเย้าเกินงามแค่แซวเล่นให้บรรยากาศไม่เก้อเขินจนเกินไปนัก
“พี่รตี... เอ่อ... ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?” เขาพูดขึ้นมาด้วยเสียงแ่ แต่จริงจัง
“ว่ามาสิ”
“...พี่เป็คนที่ใครๆ ก็เกรงใจใช่ไหมครับ?” มารตีหันมาช้าๆ พร้อมยกคิ้ว “หืม? คำถามแปลกนะทำไมถามแบบนั้น?”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ “ผมก็แค่สงสัย...ว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่า เวลาพี่อยู่...คนรอบตัวดูเหมือนจะระวังตัวมากเลยแต่ผม...กลับรู้สึกอยากเข้าใกล้มากขึ้นทุกวัน”
ประโยคนั้นทำเอามารตีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็หัวเราะเบาๆ “อันนี้ไม่ใช่คำถามแล้วล่ะแต่เป็การ...บอกความรู้สึกหรือเปล่า?”
“อาจจะครับ” นัทพงษ์พูดเร็วๆ แล้วเบือนหน้าหนีทันที ใบหน้าและหูแดงจัด
มารตียิ้มในใจ แต่ยังคงวางตัวนิ่งเธอไม่ได้ตอบโต้ด้วยความขี้เล่นแบบเดิม เพียงแต่รับกาแฟจากเครื่องมา แล้วพูดเบาๆว่า “ขอบใจนะที่พูดตรงๆ แบบนี้… แต่งานที่เราทำอยู่มันต้องใช้สติแยะกว่าความรู้สึกนะนัทพงษ์”
แล้วหญิงสาวก็เดินจากไปอย่างสงบ ทิ้งให้นัทพงษ์ยืนจิบกาแฟขมๆพลางมองเธอเดินลับตาไปพร้อมกับหัวใจที่เหมือนจะเต้นเร็วเกินระดับความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ไปไกลกว่าที่ควรจะเป็
เสียงแป้นพิมพ์กระทบกันเป็จังหวะในห้องประชุมเล็กของฝ่ายการตลาด มารตีนั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งหัวโต๊ะพลางเลื่อนสายตาอ่านไฟล์เอกสารในคอมพิวเตอร์ของนัทพงษ์นักศึกษาฝึกงานที่นั่งตัวแข็งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“นัทพงษ์… ตัวหนังสือในอินโฟกราฟิกเล็กเกินไปนะพี่บอกแล้วใช่ไหมว่าเราต้องเผื่อไว้สำหรับการพิมพ์จริงด้วย”เสียงหญิงสาวเหมือนจะเข้มกว่าทุกครั้งที่ชายหนุ่มเคยได้ยิน
“ขะ… ขอโทษครับพี่รตี ผมลืมไปครับ เดี๋ยวผมแก้ให้ทันทีเลยครับ” นัทพงษ์รีบก้มหน้าก้มตาทำงานพลางแอบลอบกลืนน้ำลายกลัวเธอจะดุยิ่งกว่านี้
ผู้จัดการคนสวยไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงแต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วกลับไปเลื่อนดูไฟล์อื่นต่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเอ็นดูเล็กน้อยกับสีหน้ากล้าๆ กลัวๆ ของเด็กหนุ่มตรงหน้า
…จริงๆ เธอไม่ได้ตั้งใจจะดุหรอก แต่ถ้าไม่พูดตรงๆเด็กคนนี้จะกลายเป็คนไม่ละเอียดได้ง่ายๆ
พอหญิงสาวหันกลับไป นัทพงษ์ก็แอบเงยหน้ามองเธออีกครั้ง…มองแววตาคมของเธอที่จริงจังเวลาทำงาน มองริมฝีปากที่ขยับเบาๆ เวลาพึมพำอะไรกับตัวเองด้วยความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร แต่แค่อยากมองแบบนี้นานๆ
และที่ชายหนุ่มไม่เคยชินเลย คือกลิ่นหอมอ่อนๆจากน้ำหอมของเธอที่ติดอยู่รอบตัวราวกับโอบรัดประสาทััของเขาไว้ทุกครั้งที่นั่งใกล้กันแบบนี้
“พี่รตี…ช่างเหมือนเ้าหญิงกับบอสสุดเท่รวมกันเลย” เขาคิดในใจแบบนั้นแล้วเผลอยิ้มคนเดียว
“มีอะไรขำ?” เสียงของมารตีทำเอาเขาสะดุ้ง หน้าแดงเข้ม
“เปล่าครับ! ผมแค่… เอ่อ นึกอะไรได้เฉยๆ”
มารตีหรี่ตามองเขาแบบจับผิด ก่อนจะวางแฟ้มลง “เอางานมาก่อนนะนัทพงษ์อย่าเหม่อ เดี๋ยวแก้งานไม่ทันบรีฟวันจันทร์”
“ครับ… ผมจะตั้งใจเต็มที่เลยครับ!” นัทพงษ์ยิ้มแห้งๆแต่ในใจยังตื่นเต้นแปลกๆ แม้จะโดนต่อว่า แต่ก็ไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิดมีแต่รู้สึก…อยากทำให้ดีขึ้น เพื่อให้เธอมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนบ้าง...สักครั้งก็ยังดี
ตอนเย็น หลังประชุมเสร็จ นัทพงษ์เดินออกจากห้องช้ากว่าทุกคนเพราะมัวเก็บของอยู่คนเดียว สายตาเขาเลื่อนไปยังเก้าอี้ที่มารตีเคยนั่ง รอยจางๆของแก้วกาแฟบนโต๊ะ รอยกดนิ้วบนทัชแพดของเธอมันทำให้เขาเหมือนมีภาพเธอยังนั่งอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา “พี่รตีนี่...มีพลังแปลกๆ ว่ะ”
แม้จะโดนตำหนิ แต่น้ำเสียงของเธอกลับไม่เคยทำให้เขารู้สึกด้อยค่ามีแต่ดึงเขาให้ตั้งใจขึ้น ทำงานดีขึ้น และ…ติดใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
เสียงกดรีโมตสไลด์ของมารตีเงียบไปในทันทีที่เธอพลิกไปยังหน้าสุดท้ายของพรีเซนเทชันแล้วพบว่า “แผ่นสรุปตัวเลขเปรียบเทียบไตรมาส” ที่ควรแนบไปในแฟ้มกลับหายไป
“นัทพงษ์ แฟ้มชุดสีฟ้าที่พี่ให้ไปเรียงไว้หน้าห้องประชุมเมื่อวานอยู่ไหน?” น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย แต่แฝงแววไม่พอใจชัดเจน
นัทพงษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดเงยหน้าขึ้น “เอ่อ… ผม…เมื่อวานผมใส่ไว้ในตู้เก็บเอกสารครับ แต่…”
“แต่…อะไร?”
“เมื่อเช้าผมเห็นไฟล์ตกอยู่บนโต๊ะพักเบรกผมเลยเก็บไว้ในกระเป๋า…แต่ตอนนี้...”
มารตีไม่รอให้จบประโยค “คุณลืมแฟ้มสำคัญไว้ในกระเป๋า? แล้วทำหายระหว่างทาง? นัทพงษ์! นี่มันเอกสารประชุมกับบอร์ด!คุณรู้ไหมว่ามันสำคัญขนาดไหน! ห๊า” เสียงของเธอดังลั่นไปทั้งห้อง ทุกสายตาหันมามองทั้งทีมงาน ทั้งนักศึกษาฝึกงานรุ่นเดียวกันและแม้กระทั่งหัวหน้าฝ่ายที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามา
นัทพงษ์หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะความอาย หรือเพราะความรู้สึกผิดที่กำลังตีขึ้นมาเต็มอก“ผมขอโทษครับ…ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
มารตีสูดหายใจลึกก่อนจะหันไปบอกเลขาว่าให้พรีเซนต์เฉพาะส่วนที่มีข้อมูล แล้วหันหลังกลับมามองนัทพงษ์เต็มตา“คุณไม่ใช่เด็กอีกแล้วนะนัทพงษ์ ถ้าทำงานหายกลางทางแบบนี้อย่าหวังจะอยู่ต่อได้แม้แต่วันเดียว”
นัทพงษ์ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาใคร…โดยเฉพาะเธอ แต่ลึกลงไปในใจยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ยอมพังไปพร้อมความผิดพลาดในวันนี้
หลังประชุมจบ ทีมงานแยกย้ายกันไปด้วยบรรยากาศเงียบงัน มารตีเดินเร็วๆกลับเข้าห้องทำงาน ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ขออนุญาตครับ… พี่รตี”
เธอเงยหน้าขึ้น นัทพงษ์ยืนอยู่ตรงนั้นในท่าทางสงบ แต่ตาแดงๆคล้ายเพิ่งผ่านการกลั้นอะไรบางอย่างมา “มีอะไรอีก? จะมาขออธิบายอะไรตอนนี้ไม่มีประโยชน์หรอกนัทพงษ์”เสียงหญิงสาวห้วนจัดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ผม…ไม่ได้จะอธิบายครับ ผมแค่จะมาขอโทษจริงๆ ขอโทษที่ทำให้พี่ผิดหวังขอโทษที่ทำให้ทีมงานเดือดร้อน…”
ผู้จัดการสาวนิ่งไปแวบหนึ่ง สายตาของเขามั่นคงจนน่าประหลาดทั้งที่กำลังยืนอยู่ในจุดที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต กลับยังกล้ามองเธอตรงๆ
“…แล้วเธอยังมองหน้าพี่ได้อยู่เหรอ?”
“ได้ครับ” เขาตอบทันที “ถึงจะโดนดุ โดนว่า…แต่ผมก็ยังอยากมอง”
ประโยคสุดท้ายทำให้หญิงสาวถึงกับสะอึกเธอเบือนหน้าหนีไม่ให้เขาเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที “…ไปพักก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่”
หญิงสาวนั่งพิงเบาะเก้าอี้หนังสีดำในห้องทำงานส่วนตัว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านบางสร้างเงาอ่อนๆ บนแฟ้มเอกสารที่วางกองอยู่ตรงหน้าแต่แทนที่เธอจะใช้เวลานั้นจัดเรียงเอกสารหรือวางแผนงานต่อวันนั้นกลับไม่มีอะไรไหลลื่นอย่างเคย
เพราะในหัว…ยังมีแต่ หน้าเด็กฝึกงานที่ทำเอกสารหาย “ไม่เข้าใจเลยจริงๆ…”มารตีพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ เป็รอบที่ห้าหรือหกหญิงสาวก็จำไม่ได้แล้ว หญิงสาวลุกเดินไปมาในห้อง มือถือถูกหยิบขึ้นมาเปิดดูเมลแล้วก็วางลง เปิดแล้วก็วางอีก แววตาไม่ได้จดจ่อกับข้อความใดๆ เพราะภาพของนัทพงษ์ในห้องประชุมยังไหลย้อนกลับมาฉายซ้ำ
ใบหน้าของเขา…ตอนก้มหน้านิ่ง เสียงของเขา…ตอนพูดคำว่า"ผมยังอยากมอง" และแววตานั่น ที่ว่าซื่อ…แต่ก็ตรงเกินกว่าจะหลบเลี่ยงได้“ไอ้เด็กนี่…” เธอส่ายหน้า ยกมือลูบขมับ เหมือนจะไล่ความรู้สึกบางอย่างออกไป
จริงๆ แล้ว เธอควรให้ฝ่ายบุคคลส่งหนังสือแจ้งยุติการฝึกงานไปเสียด้วยซ้ำถ้าเป็คนอื่นทำเอกสารหายขนาดนั้น คงโดนไล่ออกั้แ่วันนั้นแล้ว แต่กับนัทพงษ์…เธอกลับลังเลอยู่หลายรอบจะให้พูดว่าเพราะสงสารก็ใช่ จะให้บอกว่าเพราะอะไรบางอย่างในแววตาเด็กนั่นก็ไม่อาจปฏิเสธได้
หญิงสาวเคยจัดการเื่งาน เื่คน เื่หัวใจ มานักต่อนัก แต่ทำไมกับเด็กฝึกงานวัย 22 คนนี้ ถึงได้ทำให้เธอ…คิดไม่ตกได้นะ?
วันถัดมา ที่ห้องพักพนักงาน...
ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่มุมโต๊ะมองแก้วน้ำเปล่าที่อยู่ตรงหน้าเหมือนจะสื่อสารกับมันได้ “จะโดนเรียกไปดุหรือเปล่านะ…”เขาพึมพำ