มองแผ่นหลังของลู่หานจาง ดวงตาของหมอเทวดาซวีเหมือนมีแสงจ้าส่องสว่างขึ้น เดิมทีหากผ่ากะโหลกยังไงก็ตาย แต่ตอนนี้มียาชาความตายดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแน่ ๆ อีกแล้ว
เพียงแต่....
นายพลลู่ไม่เชื่อเขา
ถ้าหากหนิงเยี่ยนรู้ถึงความคิดของท่านอาจารย์ซวี ต้องรู้สึกแน่ ๆ ว่าท่านอาจารย์ซวีเป็นสัตว์ประหลาด ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยก็อยากจะผ่ากะโหลก หรือคิดว่าตัวเองเป็น*หมอเปี่ยนเชวี่ยกับหมอฮัวถวอกัน
*(เปี่ยนเชวี่ยเป็นหมอคนแรกที่เริ่มวิชาจับชีพจร เปี่ยนเชวี่ยได้รับฉายาว่าเป็น หมอเทวดา /แพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศัลยแพทย์ผู้บุกเบิก)
ท่านอาจารย์ซวีคิดกับตัวเองไว้แล้วว่าจะหาสัตว์สักตัวมาทดลอง ก้มหน้าลงไป....ก็พบกับหมาน้อยสีดำที่กัดชายเสื้อของเขาอยู่
รอยยิ้มของท่านอาจารย์ซวีจึงเริ่มเด่นชัดขึ้น
คนเมื่ออายุมากแล้ว มักจะมีความยึดมั่นถือมั่น เดิมทีเขาคิดว่าด้านการแพทย์นั้นจะไม่มีการพัฒนา คงเหลือแต่ต้องไปสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้ากับพวกทรงเจ้าเข้าผี แต่ตอนนี้มีบางอย่างที่คู่ควรให้เขาศึกษาแล้ว ท่านอาจารย์ซวีจึงอุ้มเอาลูกหมาไปหลังบ้าน
......
......
หนิงเยี่ยนเดินไปถึงในเมือง จ่ายค่าเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วจึงตรงไปยังร้านขายของที่อยู่ตรงหัวมุม
“เห็นหรือยัง นี่ล่ะร้านขายของของบ้านเรา พวกเรามีทรัพย์สินเป็นของครอบครัวแล้วนะ”
หนิงเยี่ยนชี้ไปยังร้านขายของด้านหน้า แล้วอธิบายให้เจ้าหนูน้อยฟังเบา ๆ
“แม่ ท่านตัดสินใจจะขายของปิ้งย่างเหรอ?”
“ใช่”
หนิงเยี่ยนพยักหน้า เธอตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเปิดร้านขายอะไรก็ต้องมีเด็กขายของ ส่วนเรื่องการปรับปรุงร้านเธอตั้งใจอยากให้เสร็จเร็ว ๆ ก็เร็วสมใจ ไม่กี่วันก็ทำออกมาเรียบร้อย
แต่เด็กขายของที่น่าเชื่อถือกลับมีไม่มาก คิดถึงครั้งก่อนที่ไปร้านขายของชำของเหลียงชื่อแล้วถูกไล่ออกมา.....ทันใดนั้นหนิงเยี่ยนก็นึกถึงร้านที่เธอไปซื้อปากกาและหมึกให้เจ้าหนูโหย่วหยู
เด็กขายของของร้านนั้นดูท่าจะน่าเชื่อถือ
จากโกวจื่อวานถึงในเมืองใช้เวลา 2 ชั่วโมง ไม่ว่าจะกินอาหารมามากขนาดไหน แต่หากเดินมาถึงที่นี่ก็จะกลับมาหิวอยู่ดี
เธอพาเจ้าหนูโหย่วหยูไปเติมพลังก่อน เมื่อกินอิ่มแล้ว หนิงเยี่ยนจึงไปที่ร้านหนังสืออีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ดวงไม่ดีเอาเสียเลย ไม่เห็นเด็กขายของคนนั้น ถามหาเจ้าของร้านแล้วจึงได้รู้ว่าเด็กขายของคนนั้นป่วย
“เถ้าแก่รู้ที่อยู่ของเด็กขายของคนนั้นไหมคะ?”
พอหนิงเยี่ยนเอ่ยถาม กลับได้รับสายตาที่ไม่พอใจจากเจ้าของร้าน
“......มีอะไรหรือ?”
หนิงเยี่ยนถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ จากเจ้าของร้าน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าปัญหานี้ไม่ได้ง่ายเลย
เจ้าของร้านไม่ได้ตอบคำถามของหนิงเยี่ยน แต่ถามเธอกลับว่า
“แล้วท่านจะหาเขาทำไมล่ะ?”
“….”
หนิงเยี่ยนจะตอบยังไงล่ะ ถ้าหากบอกว่ามาเพื่อชิงตัวเจ้าเด็กขายของคนนั้น เธอคงจะถูกไล่ออกไป
“ครั้งที่แล้วข้าซื้อกระดาษเปียกฝนจากเขาไป ตอนนี้อยากซื้ออีก....”
“ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว กระดาษเป็นของแพงของดีขนาดนั้น จะเปียกน้ำฝนได้ทุกวันที่ไหนกัน” เถ้าแก่ว่า
“อย่างนั้นเอง!”
พอสอบถามแล้วไม่ได้ความอะไรเพิ่ม หนิงเยี่ยนจึงพาหนิงโหย่วหยูออกมาจากร้าน เดินไปอีกไม่ไกล ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“แม่นางหนิงรอก่อน”
“มีอะไรหรือ?”
หนิงเยี่ยนหยุดฝีเท้า หันไปมองก็พบว่าที่ตามเธอมาเป็นเด็กขายของจากร้านหนังสือ หน้าตาดีมากทีเดียว
“ท่านอยากรู้ที่อยู่ของอาวั่งใช่ไหม? ข้ารู้นะ”
เด็กขายของว่าพลางถูนิ้วสองนิ้วไปมา
.....
หนิงเยี่ยนเข้าใจความหมายของเด็กขายของโดยทันที
นี่ต้องการเงินใช่ไหม?
เธอคลำเอาก้อนเงินก้อนเล็กที่สุดใส่ในมือของเด็กขายของ เด็กขายของคนนั้นจึงฉีกยิ้มกว้างออกมาเหมือนดอกไม้บาน
“อาวั่งอาศัยอยู่ที่เหลียนฮวาเผินทางนั้น ว่ากันว่าเขาไปทำให้*กุ้ยเหรินขุ่นเคืองเอา จึงไม่กล้าแม้แต่จะมาร้านหนังสือ พวกท่านน่ะถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปเข้าใกล้เขาเลย”
*(ตำแหน่งของนางใน/คนที่ชั้นสูง/คนมีอิทธิพล)
“กุ้ยเหริน?” หนิงเยี่ยนทวนถามอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“ของตระกูลป๋ายนั่นไง บ้านตระกูลป๋ายมีญาติห่าง ๆ คนหนึ่งสกุลโจว เขาชอบพี่สาวของอาวั่ง....”
เด็กขายของพูดไปส่ายหัวไป
“ท่านว่านายท่านโจวรวยขนาดนั้น พี่สาวของอาวั่งยังปฏิเสธ ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำเอาร้านหนังสือได้รับผลกระทบไปด้วย”
“แบบนี้เองเหรอ?”
หนิงเยี่ยนพยักหน้า เพื่อบอกว่ารับรู้แล้ว
เธอหมุนตัวแล้วเดินออกมา แต่ทว่า....
เจ้าหนูโหย่วหยูกลับไม่ยอมขยับ
หนิงเยี่ยนก้มมอง เห็นว่าเจ้าหนูกำลังมองไปยังถุงเงินที่อยู่ที่เอวของเด็กขายของคนนั้น
“เจ้าอยากเอาเงินคืนมาเหรอ?” หนิงเยี่ยนเอ่ยถาม
“ก็แค่ถามข่าวหรือเปล่า? ทำไมต้องให้เงินเขาด้วย” เจ้าหนูน้อยถามด้วยความไม่พอใจ
“นี่เป็นข้อมูล อยากรู้ออกจากปากใคร ก็ต้องให้ราคาอยู่แล้วล่ะ”
“งั้นเหรอ? แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
“อือ”
หนิงเยี่ยนตอบรับ
ทันใดนั้นแววตาของเจ้าหนูน้อยก็สว่างขึ้นมา เขาพยักหน้าอย่างแรง หนิงเยี่ยนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ในเมื่อหนิงโหย่วหยูฟังเธอเข้าใจแล้ว จึงพาเจ้าหนูน้อยออกเดินไปที่เหลียนฮวาเผิน
ส่วนญาติห่าง ๆ ของบ้านตระกูลป๋าย ไม่ใช่ว่าคือโจวเฉวียนอย่างงั้นเหรอ?
เจ้าหมอนั่นยังติดค้างเธออยู่เรื่องหนึ่ง เดิมทีเธอคิดว่าจะใช้ปลาหมึกจากโจวเฉวียนเพื่อให้เขาตอบแทนน้ำใจของเธอ แต่โจวเฉวียนจะอวดดีไปหน่อยแล้ว
ความสามารถไม่ได้ดีแต่อวดดีขนาดนี้ ไม่ช้าก็เร็วคงจะกลายเป็น ‘เหมือนเดิม’
ส่วนเด็กขายของที่ชื่ออาวั่ง ถ้าหาตัวเจอต้องใช้ประโยชน์ให้ได้ ยังไงเสียอาวั่งก็กลับไปขายของที่ร้านหนังสือไม่ได้แล้ว
เดินไปถึงถนนเหลียนฮวาเผิน หนิงเยี่ยนยื่นมือขึ้นมาปิดจมูกทันที ในอากาศทำไมถึงมีแต่กลิ่นขี้วัวคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศแบบนี้ ถนนหนทางก็เดินลำบาก ถนนลูกรังแบบนี้หลังฝนตกมันเดินยากสุด ๆ รองเท้าพื้นแบนของเธอเปียกชุ่มไปหมด
ในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าบ้านของอาวั่ง หนิงเยี่ยนจึงหยุดฝีเท้าลง
บ้านหลังนี้มีกำแพงอิฐดินต่ำ ๆ บนกำแพงมีหญ้างอกขึ้นมา 2-3 กอ หนิงเยี่ยนผลักประตูเดินเข้าไป ในลานบ้านทำความสะอาดได้ดี เพียงแต่หน้าต่างบ้านนั้นเปื่อยไปแล้วครึ่งบาน พอ ๆ กันกับบ้านสมัยแต่ก่อนของเจ้าของร่าง
“มีคนอยู่ไหม?”
หนิงเยี่ยนยืนอยู่ในลานบ้านแล้วส่งเสียงเรียก
รออาจารย์่หนึ่ง ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกจากด้านใน เป็นอาวั่งที่ออกมาเปิดประตู เมื่อเห็นหนิงเยี่ยน เขามองหนิงเยี่ยนอย่างพินิจพิเคราะห์ตั้งแต่หัวจรดเท้าไปรอบหนึ่งแล้วสายตาก็ทอดมองไปที่หนิงเยี่ยนอีกรอบ สุดท้ายก็ถามออกมา
“ท่านเอากระดาษหญ้ามาคืนเหรอ? ตอนท่านซื้อก็บอกไปแล้วไง ว่าคืนหรือเปลี่ยนไม่ได้”
“ตั้งหลายวัน เจ้ายังจำข้าได้เหรอ?”
หนิงเยี่ยนมองอย่างประหลาดใจ
“ก็ใช่น่ะสิ”
แบบนี้งั้นเหรอ? หนิงเยี่ยนยิ่งดีใจไปใหญ่ ถ้าได้คนนี้ไปช่วยงานที่ร้าน ต้องทำประโยชน์ได้มากมายอย่างแน่นอน
“ได้ยินมาว่าเจ้าไปช่วยงานที่ร้านหนังสือไม่ได้แล้ว ใช่ไหม?”
“….”
สีหน้าของอาวั่งเปลี่ยนไปและหันไปมองด้านหลัง
สาวน้อยคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังเก่า ๆ หลังนั้น เสื้อผ้ามีแต่รอยปะชุนเต็มไปหมด แต่ใบหน้าของเธอขาวหมดจด ดวงตากลมโต ขนตาหนาและงอน ดันไปถูกใจโจวเฉวียนเข้าที่แท้หน้าตาก็ไม่เลว สาวน้อยคนนั้นยืนที่หน้าประตูจับรั้วไว้ ดวงตาสีนิลของเธอฉายแววกลัดกลุ้มออกมาแล้วจึงเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าถูกเจ้าของร้านไล่ออกจากร้านหนังสือหรือเปล่า?”
“พี่ ข้าไม่ได้....”
ตอนที่อาวั่งกำลังพูด ก็ทอดมองร่างของหนิงเยี่ยนอย่างเศร้าสลด
“ข้าว่าแล้ว ทำไม 2-3 วันมานี้เจ้าถึงว่างขนาดนี้ ที่แท้ข้าพาให้เจ้าลำบากไปด้วย ที่จริงบ้านตระกูลโจวก็ไม่มีอะไรไม่ดี นายท่านโจวร่ำรวย ที่บ้านมีภรรยาอยู่คนเดียว ข้าไปเป็นเมียน้อย แต่ก็ได้กินอิ่มนอนอุ่น หรือว่า....”
ได้ยินพี่สาวพูดแบบนั้น อาวั่งก็ตระหนกไปหมด รีบรุดไปที่หน้าประตูคว้าเอาข้อมือของพี่สาวแล้วบอกว่า
“พี่ ข้าไม่ยอมให้ท่านไป”
“แต่ว่า......”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น งานในเมืองมีมากมาย ถ้าเป็นเด็กขายของไม่ได้ข้าก็จะไปที่ท่าเรือแบกกระสอบ”
“......”
ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดอะไรออกมา ก้มหน้าแล้วจ้องพื้น
อาวั่งหันกลับมา จ้องหนิงเยี่ยนอย่างดุดันอีกครั้ง
“จ้องอะไรของเจ้า ข้าเตรียมจะเปิดร้านที่ถนนทางตะวันตก ยังหาคนช่วยงานที่ร้านไม่ได้ พวกเจ้าจะไปไหม?” หนิงเยี่ยนเอ่ยถามขึ้น
เดิมที่กะว่าจะจ้างแค่คนที่ชื่ออาวั่ง แต่พอเห็นพี่สาวของอาวั่ง เธอจึงเปลี่ยนแผนทันที
แผนการตลาดแบบ *‘ไซซีเต้าหู้’ ก็ไม่เลว
*(แม่ค้าคนขายสวย ๆ เอาไว้เรียกลูกค้าผู้ชาย)
นอกจากนี้คุณภาพชีวิตของพี่น้องคู่นี้ก็แย่มาก ถึงแม้ว่าจะบอกว่าผู้ชายมีหน้าที่ออกไปทำงานหาเงิน แต่ผู้หญิงเองก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนความเหนื่อยยากบนความทุกข์ทรมานของผู้ชายได้
..................