เมืองฉู่หวิน นับเป็หัวเมืองที่ห่างจากเมืองหลวงด้วยระยะทางราวสี่ร้อยลี้ มีขนาดพื้นที่กว้างขวางรอบกำแพงเมืองมีหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กระจัดกระจายชาวบ้านทำไร่ทำนาอยู่อย่างสงบ เมื่อผ่านเข้ากำแพงเมืองทิวทัศน์ที่มองเห็นจะแตกต่างออกไปถนนกว้างขวาง ผู้คนจำนวนมากเดินสวนกันขวักไขว่แต่งกายหลากรูปแบบหลากสี ร้านค้าและแผงลอยมีเห็นได้มากมายเรียกได้ว่าเป็เมืองที่รุ่งเรืองได้เกือบเทียบเท่าเมืองหลวง ที่นี้ไม่มีชนชั้นสูงอยู่มากมายแต่กลับพบเห็นพ่อค้าและเศรษฐีที่ร่ำรวยมั่งคั่งได้ราวผักกาดขาว
ร้านน้ำชาเล็กๆ ที่แสนธรรมดาในตรอกข้างกำแพงสีแดงสด มีโต๊ะรับรองลูกค้าได้เพียงสามโต๊ะ หนึ่งในนั้นมีเฉินิเยว่นั่งดื่มน้ำชาและของว่างที่วางบนโต๊ะอย่างคนใจเย็น เ้าของเป็ชายแก่ท่าทางใจดีขายอยู่เพียงลำพังไม่มีเสี่ยวเอ้อร์เหมือนร้านอื่นๆ สองวันแล้วที่นางมานั่งเล่นที่นี่ ฟังชายชราพูดคุยกับลูกค้าคนอื่นๆจึงรู้ได้ว่า แกเคยมีครอบครัวที่สมบูรณ์แต่คนในครอบครัวเสียชีวิตจากไปหมดแล้ว ร้านแห่งนี้เป็กิจการที่แกทำมาหลายสิบปีั้แ่สมัยยังหนุ่ม รายได้พอมีพอกินเนื่องจากอายุมากแล้วจึงมิคิดจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ร้านนี้เคยมีคนมาขอซื้อแต่แกไม่ยอมขาย ชายชราเคยโดนพังข้าวของในร้านและทำร้ายร่างกายเพราะไม่ยอมย้ายและเลิกกิจการ (มันคือชีวิตจิตใจของชายชรา) แต่พอหายดีชายชราก็เปิดร้านขายน้ำชาเช่นเดิม
“ตาเฒ่า ยังดื้อด้านอีก เลิกกิจการไปซะ รับเงินแล้วก็ออกไปพวกข้าจะได้รื้อเพิงสกปรกๆ นี่ออกไป”
ด้านหน้าร้านน้ำชามีกลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคน รูปร่างกำยำสูงใหญ่กำลังขมขู่ชายชราโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่ผ่านไปมา มองดูก็รู้ว่าอันธพาลบางคนถือท่อนไม้ยาวเกือบสามฉืออยู่ในมือท่าทางพร้อมจะทำร้ายร่างกายผู้อื่นที่ขัดใจพวกมันได้ทันที
“พวกเ้าถอยไปจากหน้าร้านของข้า ข้าบอกแล้วข้าไม่ขายร้านแห่งนี้และจะไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น”
ชายชราตอบโต้ด้วยเสียงอันดัง (ดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ชายชรามีรูปร่างผอมเล็ก) ในสายตานางคนพวกนี้หมาหมู่ชัดๆ ชาวบ้านที่เดินผ่านไม่มามองเห็นเหตุการณ์แต่ก็ไม่มีใครสักคนคิดจะเข้ามาห้ามปรามหรือช่วยชายชรา หนึ่งในกลุ่มนั้นเดินเข้ามาในร้านมองไปมองมาก็ตรงเข้ามาที่โต๊ะที่นางนั่งอยู่ ใช้เท้าเตะเก้าอี้ตัวที่ว่างออกไปทางด้านข้าง ใช้มือจับด้านหนึ่งของโต๊ะจะคว่ำโต๊ะ ขณะที่สายตาหาเื่จ้องมองมาที่นาง
“ไอ้หนุ่มที่นี่ไม่ขายแล้ว ฟังไม่รู้เื่หรือไง ยังไม่ออกไปอีก”
ถ้วยชาในมือนางเปลี่ยนที่อยู่ในชั่วพริบตา บนหน้าผากชายคนนั้นปรากฎรอยก้นถ้วยบุ๋มลึกเข้าไปก่อนที่ร่างนั้นจะหงายท้องลงไปนอนใช้มือกุมหน้าผากร้องดิ้นไปมา โต๊ะยังคงวางอยู่ที่เดิมนางมองดูร่างที่ทุรนทุรายบนพื้นด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเพิ่มขึ้นคือริมฝีปากยกขึ้นคล้ายรู้สึกพึงพอใจกับรอยบนหน้าผากนั่น ช่างออกแรงได้กำลังพอดียิ่งนัก
“หาก้าหาเื่ผู้เฒ่าก็รอข้าดื่มชาและนั่งเล่นจนพอใจเสียก่อน หากเสียมารยาทอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“น้องสาม เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ชายที่ถือท่อนไม้วิ่งเข้ามาทรุดลงจับที่แขนชายคนแรกที่นอนอยู่ที่พื้น ก่อนจะวาดไม้ท่อนนั้นมาทางใบหน้าของนางอย่างเต็มแรงหากโดนเข้าไปคนทั่วไปคงสลบคาไม้เป็แน่ ก่อนที่ท่อนไม้จะถูกผิวหน้าที่ขาวสะอาดของนางมือที่ถือไม้ถูกจับและบิดอย่างแรงตามมาด้วยมีดสั้นคมกริบปักข้อมือติดกับโต๊ะ มีเพียงคนที่โดนเท่านั้นที่กรีดร้องคนอืื่นยังตกตะลึงยืนมองชายหนุ่มที่ดูบอบบาง อายุไม่น่าจะเกินสิบห้าสิบหกปีที่ลงมืออย่างว่องไวจนจับตามองตามมิทัน พวกมันเห็นเพียงชายหนุ่มใช้ท่อนไม้เหวี่ยงออกไปกระพริบตาอีกทีกลับกลายเป็มีดสั้นปกคาอยู่บนข้อมือคนที่ชิงลงมือก่อนจนยึดติดกับโต๊ะ ยามนี้เืค่อยๆไหลออกมาหยดบนพื้นเป็สีแดง ทีละหยดๆ เพิ่มขึ้นจนบนพื้นมีเืเป็วงกว้าง
“เ้า ช่างกล้านัก กล้าใช้ไม้ท่อนแค่นี้ทำร้ายข้า หุบปากหากยังกล้าส่งเสียงอีกรับรองได้ว่ามีดสั้นๆนี่จะย้ายไปอยู่ที่ลำคอเ้าแน่นอน ข้ารับรอง”
มันเคยแต่ทำร้ายคนอื่น ข่มขู่คนอื่น ไม่เคยถูกทำร้ายและข่มขวัญซึ่งหน้า ยามนี้มองเห็นเืตัวเองหยดเป็ทางยาว แข็งขาไร้เรี่ยวแรงไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย มันกลัวอยากหนีไปให้ไกลจากเ้าหนุ่มคนนี้แต่ก็ไม่กล้าขยับ ครั้งต่อไปอาจไม่ใช่ข้อมือ คนอื่นๆ ที่เหลือก็ลดความเกรี้ยวกราดก่อนหน้าลงกลายเป็หน้าถอดสี จะขยับเข้าไปก็ไม่กล้าจะวิ่งหนีก็เสียหน้าอีกหน่อยจะคุมพื้นที่แถวนี้ได้อย่างไร นายท่านคงไม่เลี้ยงพวกมันไว้แน่
“คุณชายท่านนี้ มิสู้ละเว้นพวกเราปล่อยน้องรองด้วยเถอะ พวกข้ารับรองจะรีบไปทันทีไม่อยู่ให้เกะกะสายตาท่านแน่"
“แล้วร้านชาแห่งนี้?”
“พวกข้า จะไม่มาหาเื่อีก” คนที่เหลือในกลุ่มต่างผงกหัวเป็การยื่นยันคำพูดของหัวหน้ากลุ่ม
“หากข้าเห็นพวกเ้าที่นี่อีก อย่าหาว่าข้าใจร้าย”
หลังจากพวกอันธพาลกลุ่มนั้นพยุงกันออกจากร้านไป ชาวบ้านที่สนใจเพียงความวุ่นวายของคนอื่นก็ทยอยแยกย้ายไป ชายชราตรงเข้ามาขอบคุณนาง เมื่อพูดคุยจึงได้รู้ว่าเื้ัที่สนับสนุนกลุ่มอันธพาลพวกนั้นคือ เ้าของฝางเหยียนโหล๋วที่อยู่ภายในกำแพงสีแดงสด หลายปีมานี้คนผู้นั้นมองว่าร้านน้ำชานี้ทำให้ลดระดับความสวยงามของฝางเหยียนโหล๋วจึง้าให้รื้อถอนออกไป จะได้ตกแต่งข้างกำแพงเสียใหม่ให้งดงาม
ในเมืองฉู่หวิน ฝางเหยียนโหล๋วถือเป็สถานที่ที่โด่งดังเรียกได้ว่าหากมาถึงฉู่หวินแล้วไม่ได้มาฝายเหยียนโหล่วไม่นับว่ามาถึงที่นี่ เป็หอศิลป์ที่ผู้คนเดินทางมาต้องเข้าไปชื่นชมบรรยากาศ ภายในมีสาวงามที่มากความสามารถ ขับร้อง เล่นดนตรี แต่งกลอน วาดภาพ ชงชา ทั้งรูปร่างงดงามหาที่เปรียบมิได้ อีกทั้งมีสุราหลากหลายที่ขึ้นชื่อลือชา แต่ฝางเหยียนโหล๋วเป็หอศิลป์ระดับสูงมิใช่หอนางโลม แขกที่เข้าไปสามารถเรียกหาสาวงามที่มีความเชี่ยวชาญตามที่ตน้าได้แต่มิสามารถแตะต้องร่างกายของพวกนางได้ เรียกได้ว่าชื่นชมได้แต่มิอาจัั อีกทั้งต้องดูว่ามีเงินมากเพียงพอที่จะได้พบสาวงามได้หรือไม่ หากมีไม่มากพอก็ได้เพียงสั่งอาหารและสุราดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีเท่านัั้น
“พ่อหนุ่ม เ้าอายุน้อยแต่เก่งเกินตัวข้าดีใจมากที่เ้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือ เ้าพวกนั้นเป็สุนัขรับใช้ของฝางเหยียนโหล๋ว สิบกว่าปีมานี้เติบโตขึ้นจนข้าเกือบจำสภาพในอดีตไม่ได้ด้วยซ้ำ หากเ้ามาทำธุระที่ฉู่หวินหลังจากนี้เกรงว่าจะทำให้เ้าต้องลำบากแล้ว”
“ท่านลุงมิต้องห่วงข้า วันนี้หากมิใช่ว่าเ้านั่นมาวุ่นวายที่โต๊ะข้า เกรงว่าคงมิยื่นมือเข้าไปช่วยท่าน”
“ไม่ช่วยก็ไม่เป็ไร แต่ไหนแต่ไรมาพวกนั้นก็ทุบทำลายข้าวของในร้านข้าบางครั้งก็ตีข้า แต่อย่างไรก็ขอบคุณเ้ามาก”
“เอ่อ ข้าถามท่านสักนิดได้หรือไม่”
“เ้าอยากถามอะไร หากข้ารู้จะต้องบอกให้เ้าฟังแน่นอน”
“ที่ท่านกล่าวเมื่อครู่ว่าฝางเหยียนโหล๋วเปลี่ยนไปมาก มันแปลกยังไง”
“เื่มันยาว เ้านั่งก่อนข้าจะเล่าให้ฟัง เดิมที่ในเมืองนี้หอศิลป์ฝางเหยียนโหล๋วมีการค้าขายธรรมดามิได้ใหญ่โตดังเช่นที่เ้าเห็นในเวลานี้ เคยมีข่าวลือว่าเ้าของได้ของบางอย่างมาทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงสาวๆ ในหอนั่นให้กลายเป็สาวงามที่มีความสามารถ แต่ที่แปลกคือสาวงามเ่าั้ก็มิเคยออกมาภายนอก ข้าอยู่ที่นี่มานับสิบปี ไม่เคยเห็นสาวงามที่ถูกไถ่ถอนหรือออกมาใช้ชีวิตมีครอบครัวปกติเช่นที่หอศิลป์อื่นๆ เหมือนพวกนางไร้ตัวตนั้แ่ต้น เ้าคิดดูพวกนางเป็ใคร มาจากไหน แล้วหายไปไหนหมด ทุกคนที่เข้าไปล้วนบอกมีแต่สาวงาม เช่นนั้นคนที่เวลาล่วงเลยวัยหนุ่มวัยสาวแล้วไปที่ใดกัน”
ชายชราเล่าไปสายตาก็เหม่อมองออกไัปนอกร้าน ด้านนอกเริ่มมีสายฝนตกลงมาบางๆ คิ้วเรียวของคนด้านข้างขมวดขึ้นเล็กน้อยเมื่อฟังและคิดตามที่ชายชราพูดออกมาั้แ่ต้นจนจบ ใช่หากเพียงแค่ผ่านมาแล้วผ่านไปเช่นคนเดินทางคงมิได้รู้สึกติดใจใดๆ แต่กับคนที่มีชีวิตอยู่ที่นี่ได้เห็นมานับสิบปีย่อมแปลกประหลาดยิ่ง
ในรถม้าของขบวนติดตามกองทัพ
“ข้าสอบถามจากทหารมาแล้วอีกสิบกว่าวันพวกเราน่าจะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว”
“คุณหนูจะกลับมาทันก่อนที่จะเข้าเมืองหรือไม่นะ”
“พวกเราเตรียมแผนกันไว้ก่อน หากคุณหนูกลับมาไม่ทัน หนึ่งในพวกเราจะต้องสวมใส่ชุดคุณหนูแล้วสวมหมวกปิดคลุมใบหน้าเดินเข้าจวนที่พัก จะให้ใครล่วงรู้ว่าคุณหนูมิอยู่ในขบวนมิได้”
ขณะที่สามสาวใช้ของนางครุ่นคิดหาวิธีที่จะรักษาความลับของเฉินิเยว่ นางเองก็กำลังครุ่นคิดที่จะหาวิธีเข้าไปสืบหาความกระจ่างจากฝางเหยียนโหล๋วเช่นกัน
วันรุ่งขึ้นสิ้นยามเว่ย นางแต่งใบหน้าให้ดูมีอายุราวยี่สิบปี แต่งกายด้วยชุดบุรุษเขียวอ่อนปักลายกิ่งไผ่ห้อยป้ายยกในมือถือพัด ก้าวเท้าเข้าไปในหอเหยียนโหล๋วเช่นนักท่องเที่ยว สาวงามสองสามคนรีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที