/this is soap opera/
หลังจากกลับมาจากฟาร์มวัวนมทุกอย่างก็กลับมาปกติ ผมก็กลับมาเปิดร้านคาเฟ่ตามเดิมอีกสามคนก็กลับไปทำงานส่วนจิมมี่ก็กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว แต่มีอีกหนึ่งที่อัพเดทความสัมพันธ์ของผมกับเวย์ตอนนี้เราอยู่ในสถานะคนคุยแล้ว ถึงแม้เราจะเคยมีเซ็กส์กันแต่ก็ใช่ว่าผมจะตกลงคบกับเขาเลย ผมอยากดูๆกันไปก่อนให้ต่างคนต่างรู้จักกันมากกว่านี้ให้ผมได้มั่นใจว่าเขาจริงใจกับผมจริงๆ
เสียงออเดอร์จากแท็บเล็ตดังผมจัดการกดรับก่อนจะหันไปทำของตามออเดอร์ ยอดที่ขายได้ใน่เช้าของวันนี้ยังคงเหมือนปกติไม่เยอะมากและไม่น้อยมากแต่อาจจะทำให้ผมยุ่งเสียหน่อยเพราะวันนี้เจลไม่ได้เข้ามาช่วยที่ร้านเนื่องจากน้องจะต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกอย่างมหาวิทยาลัยที่เจลสอบมันอยู่ไกลด้วยผมเลยให้น้องลาทั้งวัน ผมจัดการเตรียมออเดอร์ใส่ถุงให้เรียบร้อยก่อนจะวางที่เคาน์เตอร์ไม่นานพี่ไรเดอร์ก็เข้ามารับอาหาร
ผมยังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่มีพักบ้างทำบ้างแม้วันนี้จะไม่มีผู้ช่วยแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยจนอยากหยุด เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นผมเอ่ยทักทายลูกตามปกติเงยหน้าหันมองหญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่ช่วยพยุง เธอนั่งลงตรงโต๊ะที่อยู่ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์
“รับอะไรดีครับ”
“เธอคิดว่าฉันควรจะทานอะไรดีล่ะ”
คำตอบจากหญิงชราทำให้ผมถึงกับขมวดคิ้วแต่ก็พอจะเข้าใจบางทีเขาอาจจะถามเพราะความไม่รู้ก็ได้
“งั้นเป็ชาอู่หลงมั้ยครับ คุณย่าน่าจะชอบ”
“ก็เอาสิ”
เมื่อได้คำตอบผมเริ่มลงมือทำ ใช้เวลาไม่นานในการทำก่อนจะนำชาอู่หลงร้อนไปเสริฟ หญิงชรายกถ้วยชาขึ้นดื่มก่อนจะวางมันลงที่เดิม
“ก็ใช้ได้นี่”
“ขอบคุณครับ”
ผมกลับมาทำงานที่ค้างไว้บรรยากาศโดยรอบกลับมาเงียบดังเดิม เหลือบเห็นหญิงชราส่งสัญญาณบางอย่างให้อีกคนออกไป ภายในร้านเหลือเพียงผมกับคุณย่าโต๊ะตรงข้ามก่อนเธอจะเปิดประเด็น
“เธอน่ะ ชื่อเร็นใช่มั้ย”
คำถามนั่นทำให้ผมชะงักค้าง คิ้วขมวดมองบุคคลตรงหน้าด้วยความสงสัยว่าอีกคนรู้ชื่อผมได้ยังไง จู่น้ำลายในลำคอก็เหนียวหนืดขึ้นมาทันทีราวกับจะมีเื่ราวบางอย่างที่จะทำให้เขาได้ปวดหัว
“ครับ”
“งั้นฉันขอเข้าเื่เลยล่ะกัน ฉันเป็ย่าของเวย์ คนคุยของเธอ”
เดาไม่ผิดและก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็แบบนี้ ผมเงยหน้ามองคุณย่าใจของผมเต้นตุบๆรัวๆแอบถอนหายใจให้มันโล่งคอยอมรับว่าตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกเลย
“เธอรู้จักหลานมาได้เท่าไหร่แล้ว”
“ก็ สักระยะแล้วครับ”
“งั้นรึ งั้นแสดงว่าการที่เธอและเ้าเวย์เป็คนคุยกันก็คงจะถูกตาต้องใจกันด้วยใช่มั้ย”
“จะบอกว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ”
“แล้วทำไมเธอถึงเลือกหลานชายฉันล่ะ พอจะให้คำตอบฉันได้มั้ย”
ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอผมวางงานทุกอย่างก่อนจะเงยหน้าสบตากับหญิงชราตรงหน้าที่รอคำตอบจากผม ความรู้สึกของผมตอนนี้มันเหมือนกับกำลังโดนสอบสวนยังไงก็ไม่รู้
“มันไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ ผมก็แค่ชอบที่เขาเป็ตัวเขา เป็เวย์ที่ในบางครั้งก็นิสัยร้ายกาจจนนึกไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ บางครั้งก็เหมือนเด็กที่งอแงไม่จบไม่สิ้นแต่ก็หายเมื่อง้อ”
“ดีใจจริงๆที่หลานฉันมีคนที่รักและชอบอย่างใจจริง และฉันก็ขอบใจเธอด้วยที่เธอรักเขาที่ตัวตนไม่ใช่เงินทอง แต่ถึงแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่โอเคที่หลานชายของฉันจะต้องไปตกต่ำถึงขั้นไปคบกับคนเพศเดียวกันแบบนี้”
ประโยคจากปากคุณย่าทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ผมสบตาท่านพร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองการที่คนเราจะรักกันชอบกันมันจำเป็จะต้องแค่ชายหญิงเท่านั้นหรอ แล้วการที่ผมกับเวย์คบกันเราเป็เพศเดียวกันมันถึงขั้นทำให้เขาคิดว่ามันตกต่ำถึงขนาดนั้นเลยหรือ
“การคบเพศเดียวกันน่ะ มันผิดผี ผิดประเพณี แล้วอีกอย่างพวกเราอยู่ในสังคมที่มีหน้ามีตา ใช้ชื่อเสียงของตระกูลทำมาหากิน แล้วการที่หลานชายฉันต้องมาคบเพศเดียวกันแบบนี้มันจะทำให้คนภายนอกเขาตีตราหน้าได้ ที่ฉันพูดก็เพราะอยากให้เธอเข้าใจ เพราะฉะนั้นฉันขอให้เธอเลิกกับเวย์ เลิกติดต่อ เลิกยุ่งกับเขาถาวร”
มันเหมือนกับบทในละครที่ผมดูอยู่บ่อยๆ คนในตระกูลพระเอกมาบอกให้นางเอกเลิกยุ่งกับพระเอกแล้วก็ยกข้ออ้างสารพัดขึ้นมาอ้าง จากนั้นคู่หมั้นของพระเอกที่จะโผล่มา่กลางเื่แล้วก็ตามมาด้วยอย่างคู่หมั้นสั่งทำร้ายนางเอกแล้วก็กลายเป็ตัวร้ายในที่สุด
“ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณย่าพูดนะครับ แต่ถ้าเรามองกลับกันในความเป็จริง ตอนนี้อยู่ในยุคที่เื่ความรักเป็เื่เสรีแล้ว ยุคที่ความรักไม่จำเป็จะต้องจำกัดเพศ จำกัดอายุ จำกัดฐานะ ไม่ว่าใครก็สามารถรักกันได้ ผมรู้นะครับว่าคุณย่าห่วงภาพลักษณ์ของวงศ์ตระกูล แต่ในการเข้าสังคมหรือทำธุรกิจมันจะเดินต่อไม่ได้เลยหรอครับถ้าลูกหลานของตัวเองไปคบกับคนเพศเดียวกันน่ะ”
“เธอกำลังจะบอกว่าฉันมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์อย่างนั้นรึ”
“ใช่ครับ”
“การที่ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อวงศ์ตระกูล แล้วมันจะไม่ดีได้ยังไงหากฉันจะทุกอย่างเพื่อให้ตระกูลอยู่รอด”
“แล้วการที่หลานชายของคุณย่าคบกับเพศเดียวกันมันเกี่ยวอะไรกับการอยู่รอดของตระกูลครับ ไม่ใช่เพราะว่าคุณย่าเพียงแค่้าให้หลานชายตัวเองแต่งงานกับคนที่ตัวเองเลือกเพื่อที่จะรักษาหน้าตาและเพื่อธุรกิจหรอครับ”
“หึ เธอจะมารู้ดีอะไร สิ่งที่ฉันทำมันก็เพื่อตัวของเ้าเวย์เอง ฉันก็แค่้าให้สิ่งที่ดีที่สุดกับหลานชายเพียงเท่านั้น”
“ผมไม่ได้้าจะว่าคุณย่านะครับ แต่คุณย่ารู้รึป่าวว่าสิ่งที่คุณย่าพูดออกมามันบ่งบอกได้เลยว่าคุณย่าเป็คนแบบไหน คุณย่าไม่ฟังคนอื่น เอาแต่ตัวเองเป็ใหญ่ ผมรู้ว่าคุณย่าหวังดี แต่บางทีความดีนั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบมันและอยากได้เสมอไป คุณย่าลองกลับไปคิดแล้วลองถามหลายชายของท่านดูนะครับ ว่าเขา้าในสิ่งที่คุณย่าอยากให้หรือเปล่า”
เสียงเงียบกลับมาอีกครั้งทั้งผมและคุณย่าต่างสบตากัน หญิงชราลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมกับวางเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้
“ขอบคุณที่มาใช้บริการนะครับ”
“ไม่ต้องมาขอบคุณฉัน ให้ตายเถอะทำไมเด็กสมัยนี้มันนิสัยเสียกันไปหมดเลย”
ผมมองหญิงชราจนเดินออกจากร้านละสายตาไป
พวกผมไม่ได้นิสัยเสีย ก็แค่เป็ตัวของตัวเองแบบนี้มาั้แ่ต้นแล้วครับ
เหมือนบทละครน้ำเน่าจะยังไม่จบ ตัวละครอีกตัวสุดท้ายก็โผล่มาพอดี ผมมองบุคคลที่สามที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณหนูริชในชุดเดรสสีชมพูหวานเจี๊ยบผมของเธอถูกดัดลอนเป็ม้วน ข้างมีเวย์ที่นั่งเล่นมือถืออย่างไม่สนใจ ผมอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าโซนศูนย์อาหารตอนแรกผมตั้งใจจะมาซื้อของเข้าร้านและเวย์ก็อาสาจะมาเป็คนขับรถให้ระหว่างที่เดินซื้อของไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจดันไปเจอคุณหนูริชที่อ้างตัวว่าเป็คู่หมั้นของเวย์และก็ขอติดสอยห้อยตามมาด้วย เอาจริงทั้งผมและเวย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้อนุญาตเธอก็เลยวิสาสะมานั่งร่วมกับพวกผมในตอนนี้
“จะว่าไปพี่เวย์ก็ออกจะเก่งทำไมไม่สานต่อธุรกิจที่บ้านหรอคะ”
ผมเหลือบมองคนตรงข้ามทั้งคำพูดคำจามันช่างคุณหนูสมชื่อจริงๆ เวย์เงยหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับสนใจมือถือต่อ ผมพอจะรู้ว่าเขาจะตอบแบบไหน
“ผมี้เีครับ”
“ออกจะน่าเสียดายนะคะ”
“งั้นหรอ ถ้าคุณหนูริชเสียดายจะสานต่อแทนผมก็ได้นะครับ ผมไม่ถือ”
คำพูดร้ายกาจมากแต่ก็สมเป็เขาแหละนะ
พวกเรานั่งกันอยู่สักครึ่งชั่วโมงก่อนจะขอตัวแต่อย่างว่าคนมันจะตามก็จะตามให้ถึงที่สุด ตอนนี้เรายืนอยู่ที่หน้าร้านเกมรอเวย์ที่เข้าไปซื้อของเพราะเพื่อนฝาก ผมเหลือบมองคุณหนูริชที่ยืนข้างสำรวจกิริยาท่าทางขนาดยืนรอเธอยังยืนกุมมือที่ด้านไม่หมุนซ้ายหมุนขวาช่างเรียบร้อยเสียจริง แต่ก็น่าสงสารที่มาชอบคนร้ายๆอย่างเวย์
“พี่เร็นคะ ริชขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ”
“ครับ”
“พี่เร็นเคยโกรธพี่เวย์เวลาที่เขาพูดอะไรแรงๆใส่มั้ยคะ”
คำถามนี้ทำให้ผมถึงกับหันไปมองก่อนจะหันมองคนที่ถูกพูดถึงอยู่ในร้าน
“ไม่รู้สิ อาจจะเป็เพราะพี่ไม่เคยเจอแบบนั้นมั้ง”
“งั้นหรอคะ ดีจังเลย”
น้ำเสียงหวานที่เอ่ยออกมาราวกับแอบเศร้า ผมไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านี้เวย์เคยพูดอะไรแรงๆหรือไม่แต่ถ้าดูจากที่เห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วก็น่าจะเคยล่ะมั้ง
“เรารู้จักเวย์ได้ยังไงหรอ”
ผมถามอีกคนกลับ ผมพอจะรู้ว่าเธอมาจากตระกูลดังระดับประเทศเป็คุณหนูที่ใครๆต่างก็หมายปองกันทั้งนั้น แต่ก็กลับแปลกใจว่าทำไมคนเรียบร้อยอย่างเธอกลับชอบคนนิสัยไม่ดีอย่างเวย์ได้
“ริชรู้จักจากงานสังคมค่ะ ตอนนั้นเราคุยกันได้แค่ไม่กี่คำเท่านั้น แต่ก็พอจะรู้ว่าพี่เวย์เป็คนที่ดูเ็ามากและเหมือนจะไม่สนใจใครด้วย แต่ไม่รู้ทำไมริชกลับชอบพี่เวย์ รู้ตัวอีกทีก็รักไปแล้วค่ะ”
ผมพยักหน้ารับเมื่อได้รู้เื่ราว ดีเนาะ ถามหนึ่งคำถามเล่าซะยาวเชียว
“ริชพยายามทำทุกอย่างให้เข้าใกล้พี่เวย์ จนกระทั่งคุณย่าของพี่เวย์ได้บอกว่าจะให้ริชเป็คู่หมั้นของพี่เวย์ ตอนนั้นริชดีใจมากเลยค่ะ แต่ทุกอย่างก็จบลงไวมากเหมือนกัน พี่เวย์ปฏิเสธการหมั้น ไม่พอยังเถียงคุณย่าอีก”
จากที่ฟังมาก็พอจะเดาได้อยู่แต่ก็ไม่คิดว่าเวย์จะไปเถียงคุณย่าด้วย ก็สมเป็เขาดีแหละเนาะ
“ริชอยากเป็คนที่พี่เวย์เลือกนะคะ แต่ดูท่าทางคงจะไม่ได้แล้วละค่ะ เพราะคนๆนั้นดันเป็พี่เร็นไปแล้ว”
ผมหันมองอีกคน คุณหนูริชก้มหน้ากำกระเป๋าแน่น ผมแอบเห็นว่าั์ตาของเธอมีน้ำใสๆเอ่อ
“ริชขอตัวก่อนนะคะ พอดีต้องไปทำธุระต่อ”
“อ่อ ครับ”
“พี่เร็นคะ” คุณหนูริชหันมาหาผมพลางเม้มปากแน่น
“ครับ”
“ขอบคุณนะคะที่คอยอยู่เป็เพื่อนพี่เวย์ แล้วก็ขอบคุณนะคะที่วันนี้ให้ริชมาอยู่ด้วย”
“ไม่เป็ไรครับ”
“แล้วก็อันนี้ค่ะ ริชให้”
ผมมองกล่องบางอย่างมีขนากเล็กเท่าฝ่ามือผมเปิดดูข้างในคือแหวนสีเงินหนึ่งวงแบบเรียบๆด้านในมีลายสลักเป็ชื่อบางคนผมจำได้ว่ามันเป็นามสกุลของเวย์
“นั่นคือแหวนหมั้นค่ะ ริชว่ามันเหมาะจะไปอยู่ที่พี่เวย์มากกว่า”
“ให้พี่จะดีหรอครับ”
“ดีแล้วค่ะ อีกอย่างงานหมั้นของริชกับพี่เวย์มันก็ไม่มีทางเกิดอยู่แล้วเก็บไว้ก็เท่านั้นแหละค่ะ งั้นริชขอตัวก่อนนะคะ”
ผมไม่ได้ตอบแต่พยักหน้ามองคุณหนูริชที่เดินห่างออกไป ไม่นานเวย์ก็เดินออกมาจากร้าน
“คุณหนูริชไปไหน”
“กลับไปแล้ว ได้ข่าวว่าเคยเถียงคุณย่าด้วยหรอ”
“คุนหนูริชบอกหรอ”
“อืม นิสัยเสียนะเรา”
“แล้วไง”
ผมส่ายหัวกับความดื้อของอีกคนก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น ผมเหลือบมองกล่องแหวนหมั้นในก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง
“มองอะไรอ่ะ”
“เปล่าไม่มีอะไร”
“หรอ”
“อือ เดินไปเถอะ”
ผมเอื้อมมือจับมืออีกคนเวย์หันมามองผมสลับกับมองมือด้วยความสงสัยพลางยกยิ้ม
“เธอจับมือด้วย”
“แล้ว”
“ดีใจอ่ะ”
“หุบปากและเดินไป”
ผมส่ายหัวไปพลางเหลือบมองอีกคนที่ยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนเด็กได้ของเล่น เราจับมือกันแน่นและไม่มีทางจะปล่อย ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอยู่ข้างเขาคอยจับมือกันอย่างนี้ตลอดไป