บทที่ 35
การเผชิญหน้า
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจันหน้ากันโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำใดออกมาความเงียบที่แผ่คลุมอยู่ราวกับกดทับทุกสิ่งจนแทบหยุดหายใจ สายลมแผ่วบางพัดผ่านเบาๆ แต่กลับยิ่งขับเน้นให้ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น
ทว่าทันใดนั้นเอง...เถาเถาเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเคียงข้างเหยียนไป๋เฉิน กลับยกเท้าเล็ก ๆก้าวออกไปด้านหน้าโดยไม่รีรอใบหน้ากลมเล็กของนางหันขึ้นเงยมองไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดสูงสุดดวงตากลมโตใสราวกับหยดน้ำสะท้อนภาพฟากฟ้าเต็มไปด้วยประกายแวววาวที่หาได้ยากยิ่งในเด็กวัยเดียวกัน
เถาเถาเอียงคอไปทางซ้ายครู่หนึ่งแล้วสลับเอียงไปทางขวาราวกับพยายามสำรวจใบหน้าคมเข้มและดวงตาเย็นเยียบของชายผู้นั้นจากทุกมุมมองความไร้เดียงสาที่แสนจะน่ารักและเป็นธรรมชาติเช่นนี้สร้างภาพที่ทำให้แม้แต่คนเคร่งขรึมที่สุดยังต้องอ่อนใจ
เหยียนฉางหลงที่ยืนทอดสายตามองเด็กน้อยอย่างนิ่งสงบดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดตามองเถาเถาเช่นกัน เขาเห็นเด็กน้อยเอียงศีรษะไปมาไม่ต่างจากลูกแมวน้อยกำลังพินิจพิจารณาบางสิ่งที่แปลกใหม่
มุมปากของเขาที่โดยปกติจะตึงนิ่งไม่เคยเผยอออกแม้แต่น้อยกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
ผ่านไปชั่วครู่เถาเถาก็ยื่นมือข้างขวาออกมา นิ้วโป้งเล็ก ๆ โผล่ขึ้นจากกำปั้นน้อย ๆที่ขาวอวบเหมือนซาลาเปานึ่งร้อน ๆ จากร้านเก่าแก่ในตลาดเมืองหลวงดวงตากลมโตทอแววจริงจัง ก่อนจะเอ่ยวาจาชื่นชมด้วยเสียงใสที่ชัดเจน
“ท่านปู่ของข้าผู้นี้...รูปงามยิ่งนัก!”
ประโยคนั้นแม้จะไร้ซึ่งความซับซ้อนใด ๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาหาใช่คำประจบอันเจนสนามแต่เป็นถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากใจจริงของเด็กหญิงวัยเพียงห้าขวบ
และเพียงคำพูดนั้น...ความเงียบงันที่กดทับทั่วบริเวณก็แตกกระจายราวกับกระจกถูกทุบทำลาย
ซูอวิ๋นเจียวที่ยืนเคียงข้างเหยียนฉางหลงหัวเราะพรืดออกมาโดยไม่อาจห้ามได้เสียงหัวเราะของนางแม้เบาแต่กลับแฝงไปด้วยความสุขจากใจจริงดวงตาอ่อนโยนเปล่งแสงสว่างเล็กน้อย
แม้แต่เจี้ยนหง ยอดฝีมือสมญานาม “หอกคลั่ง” ที่ยืนตรงดุจหอกเหล็ก ก็ยังหลุดหัวเราะเบา ๆ เสียงแผ่วราวกับไม่อาจต้านทานความน่ารักของเด็กน้อยเบื้องหน้าได้
ส่วนเหยียนฉางหลง...ชายผู้เคร่งขรึมและยึดมั่นในระเบียบกฎเกณฑ์แทบตลอดชีวิตบัดนี้ใบหน้าอันสงบนิ่งของเขา ถึงกับมีมุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อยราวกับพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้เล็ดลอดออกมา
เสียงทุ้มนุ่มทว่าหนักแน่นเอ่ยขึ้นในที่สุด “เจ้าตัวแค่นี้...ก็รู้จักประจบประแจงเสียแล้วหรือ?”
แต่เถาเถากลับไม่แสดงอาการเขินอายแม้แต่น้อยนางก้าวเท้าเล็ก ๆ ไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง มือเล็กเท้าเอวอย่างทะมัดทะแมงจากนั้นก็ยกคางขึ้นเล็กน้อย พลางแกล้งกระแอมเบา ๆทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ในที่นางเคยเห็น ก่อนจะกล่าวเสียงใสอย่างมั่นใจยิ่ง
“ผู้ใดบอกว่าข้าประจบประแจง?” นางเอียงคอพลางยิ้มกว้าง“ท่านปู่หล่อเหลาเช่นนี้ก็เป็นความจริง หากท่านปู่ไม่รูปงามแล้วเหตุใดท่านพ่อจึงรูปงามเล่าคะ? เหตุใดข้าจึงน่ารักนัก?”
ว่าพลางนางยกมือทั้งสองข้างประคองแก้มกลมของตนเองราวกับอวดว่าใบหน้าอวบอิ่มของนางน่ารักประหนึ่งซาลาเปาขาวนวลที่เพิ่งนึ่งออกจากหม้อใหญ่
เหยียนฉางหลงเพียงกระพริบตาเงียบ ๆสองครั้ง ใบหน้าโดยปกติแข็งกร้าวเยือกเย็นของเขากลับเผยสีหน้านิ่งงันราวกับกำลังขบคิดบางสิ่งอย่างจริงจัง
“บิดามันเถอะ...” เขาคิดในใจ“เจ้าตัวน้อยนี่...ประจบประแจงเป็นจริงเป็นจังเสียด้วย”
ซูอวิ๋นเจียวที่ยืนมองภาพนั้นอยู่ข้างกายอ๋องถึงกับหัวเราะเสียงใสอีกครา รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าดูสว่างสดใสกว่าที่เคยเป็นนางไม่รอช้า สาวเท้าลงจากบันไดด้วยท่วงท่าละมุนละไม
ทันทีที่ก้าวถึงเบื้องหน้าเถาเถานางโน้มกายลงอย่างนุ่มนวลแล้วอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาแนบอก ราวกับกลัวว่านางจะเหน็ดเหนื่อยจากการยืนรอในเวลานานพลางเอ่ยถ้อยคำด้วยเสียงอบอุ่น
“ดูสิ...หลานคนแรกของข้าก็ฉลาดเฉลียวถึงเพียงนี้แล้ว”ดวงตาของนางหันไปมองเหยียนฉางหลง “ไม่ใช่ว่าท่านอ๋องควรดีใจหรอกหรือ?”
เถาเถาถูกอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขนอบอุ่นดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส นางจ้องมองใบหน้าของซูอวิ๋นเจียวพลางกล่าวเสียงใส
“ท่านย่าช่างงดงามยิ่งนัก...” เสียงพูดของนางอ่อนหวานราวน้ำผึ้งหยดแรกของฤดูใบไม้ผลิดวงตาทอแสงวิบวับจนผู้คนรอบข้างอดยิ้มตามไม่ได้
เหยียนฉางหลงที่ยืนมองภาพเบื้องหน้านั้นดวงตาคู่นิ่งเยือกกลับเปลี่ยนเป็นอ่อนแสงลงเล็กน้อย
เขากระพริบตาอีกครั้งริมฝีปากที่เคยแน่นสนิท เผยรอยยิ้มบางที่แทบไม่มีใครเห็น “บิดามันเถอะ...ข้าไม่คิดผิดจริงๆ เจ้าเด็กคนนี้ ประจบประแจงเก่งเสียเหลือเกินแถมยังฉลาดเฉลียวเกินเด็กทั่วไปอีกด้วย”
ซูอวิ๋นเจียวแย้มยิ้มกว้างก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับบทเพลงกล่อมเด็กที่อ่อนโยนที่สุดในโลก
“เอาละๆ...ย่าจะพาเจ้ากับท่านแม่ของเจ้าไปดื่มน้ำชาและกินขนมก่อนดีหรือไม่?”
นางเงยหน้าขึ้นกล่าวกับไป๋ซือเหนียงที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างเหยียนไป๋เฉิน พลางพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงเชื้อเชิญ
“เดินทางมาไกลเช่นนี้ คงจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”
ไป๋ซือเหนียงยิ้มบาง ๆพลางประสานมือเบา ๆ คารวะตอบแทนก่อนจะเดินตามซูอวิ๋นเจียวที่อุ้มเถาเถาเดินออกไปอย่างสงบ
ซูอวิ๋นเจียวหาได้จำเป็นต้องเอ่ยถ้อยคำใดมากมาย...เพราะนางรู้ดีว่าสองพ่อลูกเบื้องหลังยังมีเรื่องที่จำเป็นต้องพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
เช่นเดียวกับทุกคราที่นางเคยทำในฐานะชายาเอกของเหยียนฉางหลง
ไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งใดนางก็รู้ดีว่าหน้าที่ของตนคือสิ่งใด และควรจะทำเมื่อใด
…
ยามนี้หน้าตำหนักเหยียนหลงเงียบสงัดยิ่งกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าหลังจากซูอวิ๋นเจียวอุ้มเถาเถา พร้อมไป๋ซือเหนียงเดินลับสายตาไปเสียงหัวเราะสดใสและน้ำเสียงอ่อนโยนที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศเมื่อครู่บัดนี้กลับเงียบวังเวงราวถูกกลืนหายไปกับสายลม
เหลือเพียงสามบุรุษยืนประจันหน้ากันเบื้องหน้าบันไดหินสูงใหญ่ของตำหนักเหยียนหลง
เหยียนฉางหลงยืนกลางบันไดในตำแหน่งที่สูงกว่าใบหน้านิ่งสงบเสมอราวรูปสลักหยก ศีรษะตั้งตรง ดวงตาคมเรียวยาวดั่งดาบที่ถูกชักออกจากฝักทอดมองลงมายังบุตรชายเบื้องล่างอย่างไม่เร่งร้อน
ด้านข้างคือไป่เจี้ยนหงชายชราผมขาวโพลนยืนเงียบสงบไม่กล่าวสิ่งใด ร่างผอมสูงยืนตรงดุจหอกแทงฟ้า
ตรงกลางลานศิลา เหยียนไป๋เฉินยืนสงบนิ่งดุจแม่น้ำไร้คลื่นเส้นผมสีดำขลับพริ้วเล็กน้อยตามแรงลม ชายอาภรณ์สีขาวปลิวไสวเบา ๆ
แววตาของเขาสงบนิ่งทว่าทอดมองบิดาผู้ยืนสูงกว่าอย่างสงบเสงี่ยม
แล้ว...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาในความเงียบ
“นางเป็นผู้ใด...มาจากที่ใด”
ถ้อยคำที่หลุดจากริมฝีปากบางเฉียบของเหยียนฉางหลงเรียบง่าย
สายตาของเขาทอดลงมามองเหยียนไป๋เฉินเบื้องล่างแววตาไม่แสดงอารมณ์
นี่เป็นคำถามแรกที่ออกมาจากปากของผู้เป็นบิดา...หลังจากที่พวกเขาไม่ได้พบเจอกันนับหลายปี
หาใช่คำถามถึงความเป็นอยู่หรือคำทักทายยามกลับสู่จวนหากแต่เป็นคำถามที่เกี่ยวกับไป๋ซือเหนียงทันทีที่พวกเขาพบกัน
เหยียนไป๋เฉินยืนนิ่งเขาประสานมือช้า ๆ ค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นกิริยาเคารพตามธรรมเนียมของซื่อจื่อที่มีต่ออ๋องผู้เป็นบิดา
แล้วน้ำเสียงเรียบเฉยของเขาก็เอ่ยตอบ
“นางเป็นคุณหนูสกุลไป๋ แห่งเมืองหลวงขอรับ”
เสียงนั้นสงบ ราบเรียบทว่าเด่นชัดทุกถ้อยคำ
“ข้าได้พบพานนางในระหว่างที่เดินทางไปชายแดนทางเหนือตามบัญชาของท่านพ่อเมื่อหลายปีก่อน”
เหยียนฉางหลงนิ่งไปชั่วครู่ดวงตาคมจ้องมองลงมาราวกับมองไปที่บุตรชาย
เขาเลื่อนมือข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยปลายนิ้วเกลี่ยเคราสั้น ๆ ที่ปลายคาง ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดเล็กน้อยตามมา
“ตระกูลไป๋ของเมืองหลวง...” เขาทบทวนถ้อยคำที่เพิ่งได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความแหลมคมยิ่งนัก “ตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นหรือ?”