วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผู้คนในเมืองต่างพากันไปพักผ่อนหย่อนใจที่ห้างสรรพสินค้าเป็หลัก นับเป็วันที่เหมาะแก่การทำงานพิเศษของเขา
‘ศักดิ์พล’ หนุ่มวัยฉกรรจ์อายุย่างยี่สิบห้าปีหรือที่ใคร ๆ บอกว่าเป็่เบญจเพสนั้นมักจะมีเื่ให้ต้องวุ่นวายเดือดร้อนเืตกยางออก ประสบเคราะห์กรรมหนักหน่วงในชีวิต แต่สำหรับอดีตนักโทษเช่นเขาที่เคยติดคุกติดตะรางมาแล้วไม่ได้นึกหวั่นกลัวแต่อย่างใด เพราะจะมีอะไรหนักหนายิ่งกว่าที่เคยประสบพบมา
การที่ต้องถูกพิพากษาลงโทษโดยที่ตนไม่ได้กระทำผิด ถูกจองจำให้ไม่ได้รับอิสรภาพซ้ำยังเรียนหนังสือไม่จบอีกต่างหาก ชีวิตบัดซบแบบนี้คิดว่ายังหนักหนาไม่พออีกหรือ?
แต่จะโทษใครได้ล่ะ นอกจากตัวเองนั่นแหละที่ดันเลือกท้องมาเกิดผิดคน
มารดาของเขามีชื่อว่า ‘วารุณี’ ตอนนั้นหล่อนเป็สาววัยสิบหกปีมีความสวยสะพรั่งเกินวัยและนิสัยแก่แดดเกินตัวได้เผลอพลาดพลั้งตั้งท้องขึ้นมาจึงพยายามจะเอาเขาที่ถูกมองว่าเป็ก้อนเืชั่ว ๆ ออกแต่ยายทองซึ่งเป็แม่ของหล่อนได้ขอไว้เนื่องด้วยเกรงกลัวบาปกรรม
ชายหนุ่มจึงรอดชีวิตมาและถูกเลี้ยงดูให้เติบใหญ่จากผู้เป็ยายแทนดังนั้นศักดิ์พลจึงเรียกนางว่าแม่และเคารพรักประดุจมารดาบังเกิดเกล้า ส่วนแม่จริงๆ ของเขานั่นน่ะหรือ อย่าให้ต้องพูดถึงเลย
แม้ว่ายายทองจะพร่ำสอนสั่งอยู่เสมอว่า อย่างไรเสียหล่อนก็เป็ผู้ที่ให้กำเนิดมาอย่าไปถือสาโกรธเคืองอะไร แต่วารุณีก็ทำให้เขาเกลียดมากที่สุด เกลียดเข้าไส้เกลียดชังชนิดเข้ากระดูกดำ เมื่อไอ้ ‘เก้า’ พ่อเลี้ยงคนที่สี่ซึ่งมีอายุน้อยที่สุด และห่างกับเขาเพียงสามปีเท่านั้น ได้ปรักปรำว่ายาเสพติดของมันนั้นเป็ของเขาแม่งี่เง่าที่กลัวผัวเด็กจะติดคุกก็ช่วยพูดเข้าข้างโดยไม่สนว่าลูกในไส้ของตนจะเป็อย่างไร
ผู้หญิงใจมารแบบนี้ก็มีให้ตายเถอะ!
ถ้าชายหนุ่มไม่เห็นน้ำตาแม่ทองที่เศร้าเสียใจร้องไห้อย่างหนักและกลัวว่านางจะเป็ลมล้มพับไปเสียตรงนั้น เขาอยากจะปรี่เข้าไปตบหล่อนแล้วเตะไอ้ผัวชั่วช้านั่นตายคาตีนเสียจริงเชียว
‘ฮือ ๆ แม่ไม่เข้าใจ ทำไมป่านต้องทำกับลูกขนาดนี้ ฮือ ๆ พลอย่าไปโกรธเกลียดพวกเขาเลยนะ นึกเสียว่าเป็เวรเป็กรรมของเอ็ง ให้อภัยแม่เอ็งเถอะอย่าไปแค้นเคืองอาฆาต ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องเกิดมาสร้างเวรสร้างกรรมกันอีกแม่รักลูกนะ อย่าคิดมาก ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ แล้วแม่จะไปเยี่ยมหาบ่อย ๆ ฮือ ๆ ๆ’
แต่แม่ทองได้ไปเยี่ยมเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น กลับเสียชีวิตลงอย่างน่าหดหู่เพราะนางเสียใจเื่หลานจึงโกรธโวยวายใส่ลูกสาว ไอ้เก้าซึ่งกำลังเมายาอยู่จึงบันดาลโทสะฆ่านางตายพอหายคลุ้มคลั่งด้วยกลัวความผิดจึงหนีเอาตัวรอดโดยลากแม่ของเขาไปด้วย ปล่อยให้ญาติพี่น้องและชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันจัดการศพของยายด้วยความเวทนาน่าสงสาร
ครั้นศักดิ์พลพ้นโทษออกมาเมื่อสามปีก่อนก็ทำใจที่จะอยู่บ้านหลังนั้นคนเดียวไม่ได้จึงย้ายออกไปอยู่กับเพื่อนชื่อเก่ง ที่เคยรู้จักกันตอนอยู่ในคุก และช่วยกันประกอบอาชีพลักขโมยรถเป็หลักแต่เพิ่งแยกทางกันเมื่อปีกลาย เพราะไอ้เก่งตัวดีมันขยับฐานะไปเป็เอเย่นต์ส่งยาซึ่งคนที่เคยมีความฝังใจและเจ็บแค้นในเื่นี้ไม่ขอเอาด้วยเด็ดขาด ชายหนุ่มจึงออกมาหาที่อยู่ใหม่และทำงานฉายเดี่ยวนับแต่นั้นมา
เนื่องด้วยเค้าโครงหน้าตาดีที่ได้รับจากวารุณีมาเกือบทั้งหมดและมีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดเซ็นติเมตร ทำให้ศักดิ์พลแม้จะอยู่ในชุดแต่งกายธรรมดาเสื้อยืดกางเกงยีนส์น้ำเงินเข้มกลับดูดีราวกับเป็ดารานายแบบมากกว่าจะเป็พวกมิจฉาชีพตัวร้ายในสังคม
มือข้างหนึ่งของเขาถือแก้วกาแฟ ส่วนอีกข้างหิ้วถุงชอปปิงแบรนด์ดังจากในห้างซึ่งข้างในกลับเต็มไปด้วยอุปกรณ์งัดแงะสำหรับใช้ในการโจรกรรม
แววตาคมกริบที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสีดำ กวาดส่ายไปมามองหารถยนต์คันที่ได้รับใบสั่งเมื่อเจอรุ่นและสีตามที่้าเขาก็เดินดูลาดเลาอีกสักรอบ ก่อนจะแทรกตัวนั่งลงตรงช่องว่างข้างประตูคนขับเลือกหยิบเอาแท่งเหล็กขนาดเท่ากุญแจรถที่ดัดแปลงมาจากประแจหกเหลี่ยมมุมฉาก แทงเข้าไปในรูแล้วบิดไปบิดมาแรงๆ เพื่อให้ชุดฟันเฟืองข้างในเสียหาย
และด้วยความชำนิชำนาญจากการฝึกฝน รวมทั้งประสบการณ์ในการขโมยที่มีมามากกว่าร้อยคันศักดิ์พลจึงใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีดีก็สามารถเปิดประตูรถได้ ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งพร้อมกับหยิบแก้วน้ำและถุงชอปปิงวางตรงด้านข้างตั้งอกตั้งใจใช้เครื่องมืองัดพวงมาลัยรถก่อนจะต่อสายตรงแล้วสตาร์ทขับหนีไปอย่างรวดเร็ว
“พ่อรูปหล่อของเจ๊หายไปไนมาจ๊ะ คิดถึ้ง คิดถึง” ลำแขนเรียวเสลาของหญิงสาวโอบรอบลำคอแกร่ง ตามมาด้วยการก้มลงหอมแก้มทักทายลูกค้าหนุ่มคนโปรดเสียงดังฟอดใหญ่
“ทำงานน่ะ”
“งานอะไรหรือ บอกกันได้มั้ยเอ่ย?”
นุ่มนิ่มแกล้งหยอกเหย้าเล่น แต่อันที่จริงเ้าของชิคกี้บาร์แต่ทำอาชีพขายเนื้อหนังมังสาเป็หลักซึ่งเคยคลุกคลี รวมทั้งคลุกวงในััใกล้ชิดผู้ชายมานักต่อนัก พอจะได้กลิ่นพิเศษที่แตกต่างจากคนทำอาชีพสุจริตธรรมดาทั่วไปที่ออกมาจากตัวของศักดิ์พล
“อ๊ะ! ไม่บอกก็ได้ ไม่อยากรู้แล้ว แต่ว่า...วันนี้จะอยู่กับเจ๊ยันเช้าเลยไหมจ๊ะ”
“จะดีหรือ?” เลิกคิ้วถาม “เดี๋ยวก็เสียลูกค้าประจำหรอก”
“ไม่เป็ไร ก็พี่อยากอยู่กับพลนี่นา ถ้าเราบอกพี่ว่าไม่ต้องรับแขกแล้วพี่ก็จะยุ่งกับพลแค่คนเดียวและจะตามใจเราทุกอย่างเลย”
“อย่าดีกว่า พี่ต้องทำมาหากิน ผมเข้าใจเดี๋ยวร้านก็ขาดรายได้หรอก”
“แหม! จะอะไรนักหนาเด็กในร้านมีตั้งเยอะตั้งแยะ”หญิงสาวทำท่ากระฟัดกระเฟียดใส่ แต่ชายหนุ่มกลับไม่หลงกลมารยาร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงประเภทนี้
“แล้วเ้าพอลไปไหน ไม่เห็นหัวเลย” ถามถึงเด็กผู้ชายวัยรุ่นลูกครึ่งที่มีผมสีทองเหมือนชาวต่างชาติซึ่งเป็ลูกที่เกิดจากราตรีกับลูกค้าสมัยที่หล่อนทำงานเป็สาวบาร์อยู่พัทยา
เธอเป็ผู้หญิงวัยคราวเดียวกันกับแม่ของเขาหรือไม่ก็แก่กว่าสักสองสามปีแต่ยังสวยและอ่อนกว่าอายุจริงเพราะการดูแลตัวเองเป็อย่างดี ดูท่าว่าคงจะสามารถทำอาชีพนี้ไปได้อีกนานหลายปีตอนที่พอลอายุได้สิบกว่าขวบ ราตรีได้หอบลูกหนีหนี้มาสมัครงานที่ชิคกี้บาร์กับเ้าของคนเก่าอาศัยกินอยู่ที่นี่ โดยที่ซุกหัวนอนของเด็กชายคือชั้นดาดฟ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับห้องข้างล่าง
หนุ่มน้อยก็ทำงานช่วยเหลือสารพัดอย่างเท่าที่จะทำได้ไม่มีเกี่ยงงอนจนเป็ที่รักใคร่เอ็นดูของคนในร้าน ครั้นเ้าของคนเก่ามีคนเลี้ยงดูจริงจังจึงย้ายไปอยู่ต่างประเทศและยกให้นิ่มเป็คนดูแลกิจการแต่ก็ได้ฝากฝังสองแม่ลูกผู้น่าสงสารนี้ไว้ต่อ
ราตรีเป็ผู้หญิงขายบริการที่มีอายุมากสุดและเป็คนเดียวในนี้ที่ศักดิ์พลไม่คิดจะนอนด้วยเพราะเขาค่อนข้างชื่นชมหัวใจและความเป็แม่ของหล่อนที่ไม่คิดจะทำแท้งเด็ก แถมยังอดทนเลี้ยงดูลูกชายมาเพียงลำพัง
ในบางครั้ง ยามเมื่อมองดูราตรีเขาก็มักจะเผลอนึกเปรียบเทียบระหว่างเธอกับวารุณีอยู่บ่อยๆ ชายหนุ่มนึกทึ่งแกมแปลกใจที่เห็นว่าหล่อนเลี้ยงลูกได้ดี ซึ่งแสดงถึงความรักและเอาใจใส่ของคนเป็แม่จนพอลที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้กลับมีนิสัยเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย เป็เด็กใฝ่เรียนใฝ่รู้ไม่ทำตัวเป็คนมีปัญหาเกกมะเหรกเกเรให้คนรอบข้างปวดหัว และตอนนี้ยังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากการเรียนนอกระบบที่มีค่าเทอมไม่แพงเกินกำลังของมารดา
“อยู่ในครัวแหละมั้ง ทำไมหรือ?”
“ไม่มีอะไร แค่มีของจะให้นิดหน่อย”
หญิงสาวนั่งไขว่ห้างลงตรงเก้าอี้ข้างกายหยิบหนังสือใหม่เอี่ยมที่เห็นวางอยู่บนโต๊ะมาเปิดดูผ่าน ๆพบว่าเป็หนังสือการ์ตูนแนวครอบครัวที่เนื้อหาสอดแทรกสาระเกี่ยวกับเื่เงินทอง
“พลนี่ช่างใจดีกับตาพอลจังเลยน้าเอ...จะแอบคิดอะไรกับพี่ราตรีหรือเปล่าเนี่ย” เธอแกล้งหยั่งเชิงดู
“ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่เอ็นดูน้องมัน”
“อือ ถ้าพูดอย่างนี้งั้นพี่เชื่อก็ได้แล้วตกลงจะอยู่ด้วยกันยันเช้าหรือเปล่า” ยกมือที่เคลือบเล็บสีแดงสดลากอ้อยอิ่งไปบนแผงอกหนั่นแน่นของชายหนุ่มช้าๆ พยายามใช้เสน่ห์ที่มียั่วยวนสุด ๆ
“หมดขวดแล้วจะตามไป”
เขาชำเลืองมองเบียร์สามขวดที่ตั้งอยู่ตรงนั้นบอกเป็เชิง พอดีกันกับที่เด็กในร้านเดินเอากับแกล้มมาเสิร์ฟพร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมหญิงสาวจึงแกล้งกระแอมก่อนตวัดสายตาพิฆาตเป็การเตือนว่าอย่ามายุ่งกับคนของเธอ
“อะแฮ่ม ๆ เห็นลูกพี่ราตรีหรือเปล่า?”
“อยู่ในครัวค่ะ”
“งั้นฝากเอานี่ไปให้หน่อยบอกว่าลูกค้าสุภาพบุรุษเ้าประจำเอามาให้” หยิบหนังสือยื่นไปก่อนจะกำชับเสียงเข้มเมื่อเ้าหล่อนยังยืนบิดซ้ายบิดขวาอ่อยผู้ชายที่เธอจับจองอยู่“เอาไปสิ”
“ค้า...”
โอลีฟลากเสียงยาวรับคำอย่างเสียไม่ได้ แล้วเดินหายเข้าไปในห้องด้านหลังด้วยท่าทางหงุดหงิดนายหญิงแห่งชิคกี้บาร์จึงเปลี่ยนการยั่วยวนเป็เอียงคอซบไหล่หนาก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงออดอ้อนออกมา
“งั้นเดี๋ยวพี่ขึ้นไปอาบน้ำและจัดที่นอนรอก่อนนะจ๊ะหมดขวดเมื่อไหร่อย่าลืมตามไปทันทีล่ะ”
“ครับ”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ พี่รักตายเลย” บีบปลายคางสากที่มีไรหนวดบางๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะลุกยืนช้า ๆ แล้วเดินสะบัดบั้นท้ายดินะเิอย่างยั่วยวนออกไปพอถึงขั้นบันไดก็หันมาส่งสายตาเชิญชวนกับชายหนุ่มอีกครั้งหนี่ง
เมื่อศักดิ์พลได้อยู่คนเดียวแล้วก็หันมาดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้านฟังเพลงฝรั่งยุคเก่าที่เปิดคลอเบา ๆ ละเลียดจิบเบียร์เย็น ๆ พลางคิดถึงงานชิ้นใหม่ที่ได้รับมา
ในครั้งหน้า เขาไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ จำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ช่วยแต่ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะไปหาได้จากที่ไหน ครั้นจะไปวอนคู่หูเก่าอย่างนายเก่งให้ช่วยศักดิ์พลก็ไม่อยากทำแต่ถ้าจะให้ปฏิเสธงานนี้ไปก็กลัวว่าจะเป็การเสียเครดิตอีก
คิดไปคิดมา คิดกลุ้มใจจนปวดหัวก็ยังนึกไม่ออกเขาจึงเลิกคิด แล้วลุกหยิบเบียร์ที่เหลือเดินขึ้นไปหาหญิงสาวบนห้องที่รอมอบความสุขและผ่อนคลายให้บางทีหากหัวสมองโล่ง ว่างเปล่า หรือหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาใหม่อาจจะคิดอะไรดี ๆ ออกก็เป็ได้.....