“แล้วเจ้าคิดจะประมูลอย่างไร?”
“ทูลไทเฮานับตั้งแต่มีการประมูลเกิดขึ้น ของที่ถูกนำมาประมูลล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งล้ำค่า แล้วเหตุใดสูตรประทินผิวเหล่านี้จะมิสามารถนำมาประมูลได้เล่าเพคะ?”
“ความหมายของเจ้าคือต้องการให้ข้าจัดงานประมูลขึ้นเช่นนั้นหรือ?”
“การจัดงานประมูลคือเงื่อนไขแรกของหม่อมฉันเพคะ” ตู้หมิงเจวียนพูดจบก็เงยหน้ามองไทเฮาเล็กน้อย เมื่อเห็นไทเฮาไม่ได้เอ่ยอันใดก็พูดเงื่อนไขที่สองออกมา “เงื่อนไขที่สองคือเงินที่ได้จากการประมูลในครั้งนี้ หม่อมฉันอยากถวายให้กับทางราชสำนักเพื่อเป็นกำลังในการสนับสนุนแผ่นดินเพคะ”
ไทเฮาที่ได้ยินเงื่อนไขเช่นนี้ก็เกิดความประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เดิมทีนางคิดว่าบุตรสาวของสกุลตู้คิดจะอาศัยนางในการทำกำไรเพิ่มขึ้นแน่นอนว่าหากเพียงสร้างความรำคาญใจให้เฉาหยางได้ นางก็คิดจะร่วมมือด้วยอยู่แล้ว เพราะสำหรับนางเป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก เพียงแต่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปากว่าต้องการจะนำเงินส่วนนี้มอบให้กับทางราชสำนักทั้งหมดนางจึงอดให้ความสำคัญกับงานประมูลครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลาไม่นานนักเนื่องจากไทเฮากำลังชั่งน้ำหนักของผลลัพธ์อยู่
นางเปิดดูสูตรลับอีกครั้งแบบผ่านๆทั้งหมดรวมกันแล้วน่าจะมีประมาณสามสิบถึงสี่สิบชนิดด้วยกัน
“สูตรเหล่านี้ เจ้าคิดจะประมูลขายอย่างไร?”
เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงเอ่ยถามออกมา
ตู้หมิงเจวียนรู้ว่าหากไทเฮาทรงรับสั่งถามเช่นนี้ความหวังที่จะประสบความสำเร็จในการเจรจาถือได้ว่ามากกว่าครึ่งแล้ว
“ทูลไทเฮา สูตรหนึ่งใบ หม่อมฉันจะเริ่มต้นประมูลที่หนึ่งพันตำลึงเพคะส่วนที่ว่าจะขายได้เท่าไหร่ ล้วนต้องรอดูว่าผู้ประมูลจะออกราคาเท่าไร หลังการประมูลจบลงหม่อมฉันจะส่งคนไปเป็นผู้ฝึกสอนโดยจะไม่มีการปิดบังขั้นตอนเลยแม้แต่น้อยเพคะ”
“ส่งคนไปสอน ถือได้ว่าเป็นความจริงใจ เรื่องนี้ข้าขอคิดดูอย่างละเอียดอีกสักรอบก่อน…”
เมื่อไทเฮาเอ่ยจบก็ให้ซิ่วมามาส่งแขก “หาได้ยากนักที่ไทเฮาจะดูสนพระทัยจนเอ่ยวาจามากมายเช่นนี้เกรงว่าทุกท่านคงเหนื่อยไม่น้อยนะเจ้าคะ”
เล่าฮูหยินตู้มีหรือจะไม่รู้ว่าไทเฮากำลังไล่พวกตนอย่างอ้อมๆจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ “หม่อมฉันกับบุตรสาวมารบกวนพระองค์นานเกินไปไทเฮาทรงถนอมพระวรกายด้วยเพคะ หม่อมฉันขอทูลลา”
ตู้หมิงเจวียนเข้าไปประคองมารดา “ท่านแม่ อย่าได้กังวลจนเกินไป ผ่อนคลายการเดินให้มากกว่านี้หน่อยเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
เล่าฮูหยินตู้คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวจะเป็นคนละเอียดรอบคอบเช่นนี้นางพยายามผ่อนคลายทุกส่วนขอร่างกายรวมถึงใบหน้า ก่อนจะเดินออกจากตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
……
เมื่อฮ่องเต้ทรงเสร็จกลับถึงตำหนักอาตงก็เอ่ยรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงเฉาหยางหมายจะครอบครองสถานความงามของสกุลตู้จึงได้ไปขอซื้อต่อกิจการถึงที่ ทว่าสถานความงามแห่งนี้แม้จะแขวนป้ายชื่อจวนสกุลตู้แต่อันที่จริงผู้ดำเนินกิจการก็คือ ตู้หมิงเจวียน ลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงเฉาหยางทรงร้อนใจทนไม่ไหว หลายวันก่อนก็เลยส่งคนไปอาละวาดที่จวนสกุลตู้ อีกทั้งได้ยินมาว่ายังทำร้ายคนจนหมดสติด้วยพ่ะย่ะค่ะ…”
อาตงรู้ดีว่าองค์หญิงเฉาหยางสำคัญสำหรับฝ่าบาทเช่นไรดังนั้นตอนเอ่ยเล่าเรื่องราว จึงต้องระวังคำพูดพร้อมทั้งยังต้องหาคำอธิบายที่ออกมาดูดีสักหน่อยหากไม่ระวังเพียงนิดอาจจะเกิดปัญหาได้ แม้ตนจะรับใช้อยู่ข้างกายผ่าบาทมานาน ก็มิได้ล้ำค่าเฉกเช่นองค์หญิงเฉาหยางที่ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญแต่อย่างใด
ฮ่องเต้เสวียนหวู่มีหรือจะไม่รู้นิสัยของบุตรสาวคนนี้คาดว่าที่อาตงเอ่ยรายงานมาคงอ้อมค้อมไม่น้อย แม่จะบอกว่าขอซื้อ จริงๆ แล้วเกรงว่าคงไม่ต่างจากการไปแย่งชิงแต่อย่างใดบุตรสาวสกุลตู้เองก็ร้ายกาจไม่เบา กล้ามาขอความช่วยเหลือจากไทเฮาโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยอีกทั้งแผนการก็ยังเลิศล้ำยิ่งนัก
ความคิดที่ว่าหลังการประมูลเงินทั้งหมดจะมอบให้กับทางราชสำนัก กระทั่งฮ่องเต้อย่างเขายังยากที่จะปฏิเสธว่าวิธีนี้สามารถซื้อใจเขาได้จริงๆแม้เฉาหยางจะไม่ยินยอม เขาก็คงไม่อาจตามใจนางในเรื่องนี้ได้เช่นกัน
“ผลกำไรของสถานความงามเป็นเช่นไร?”
อาตงที่ได้ยินคำถามจากฮ่องเต้ก็รีบตอบ “ได้ยินว่าเงินสะพัดมากถึงแปดพันตำลึงต่อเดือนพ่ะย่ะค่ะหากช่วงไหนทำกำไรได้เยอะๆ ก็อาจจะถึงหลักหมื่นต่อเดือน ทว่าฮูหยินหยางตู้ก็ถือว่าใจใหญ่มิใช่น้อยพ่ะย่ะค่ะในทุกๆ เดือนนางมักจะบริจาคเงินให้แก่สถานเมตตาธรรม บางครั้งก็จัดตั้งซุ้มแจกข้าวต้มไปไว้ทั่วทุกแห่งถือเป็นการทำความดีแบ่งปันให้ผู้ยากไร้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เหลือบมองอาตงเล็กน้อย “อะไรกัน เจ้าได้ผลประโยชน์อันใดมา ถึงได้พูดมากเช่นนี้!”
อาตงที่เห็นว่าฝ่าบาทมิได้เอ่ยตำหนิจริงจังก็รู้ว่าไม่ได้ทรงพิโรธอันใดเป็นเพียงแค่การล้อเขาเท่านั้น “ฝ่าบาททรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ หลังใต้เท้าหยางทราบว่าฮูหยินของตนมาขอเข้าเฝ้าไทเฮาก็เกรงว่าจะทำการล่วงเกินจนได้รับโทษ จึงฝากฝังให้บ่าวบอกเล่าเรื่องราวในสิ่งที่ฮูหยินหยางตู้ได้กระทำภายนอกให้ฝ่าบาททรงทราบพ่ะย่ะค่ะบ่าวเห็นว่าล้วนเป็นเรื่องดีงาม พูดไปก็ไม่ได้เสียหายอันใดจึงบังอาจรับสุราองุ่นจากใต้เท้าหยางไว้หนึ่งขวดพ่ะย่ะค่ะ”
“บ่าวสุนัขคนนี้ แค่สุราองุ่นขวดเดียวก็ซื้อเจ้าได้แล้วหรือ” ฮ่องเต้เสวียนหวู่เอ่ยว่าอย่างไม่จริงจังนัก เขาพอจะรู้จักหยางหนิงอยู่บ้างคนผู้นี้ช่างเถรตรง หากมิใช่เพราะได้รับผลกระทบจากเรื่องของเยี่ยนเซี่ยงหมิงตอนนี้กรมยุติธรรมคงมีพื้นที่ให้เขาได้แสดงความสามารถแล้ว
“ทูลฝ่าบาท สุราองุ่นนี้มิใช่สุราองุ่นทั่วไปนะพ่ะย่ะค่ะ! บ่าวได้ลองลิ้มรสเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือก็เป็นของที่เอามาถวายให้ฝ่าบาทนะพ่ะย่ะค่ะ”
อาตงนั้นรู้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทต้องทรงคาดการณ์ได้จึงนำของกำนัลติดตัวมาเผื่อไว้ด้วย
เมื่อองค์ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจต่อสุราองุ่นขึ้นมา
“สีขาวอย่างนั้นหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ตอนแรกที่บ่าวเห็นก็ตกใจคิดว่าตาฝาดไปเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” อาตงยกจอกสุรายื่นให้ฝ่าบาท “สุรานี้ได้ยินว่าคนรู้จักของใต้เท้าหยางเป็นผู้บ่มเองมีจำนวนไม่มาก ส่วนรสชาติพิเศษล้ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฮ่องเต้ได้ลองลิ้มชิมรสเพียงหนึ่งจิบกลิ่นหวานหอมขององุ่นก็กำจรอบอวลไปทั่วทั้งพระโอษฐ์และพระนาสิก ทั้งยังมีสัมผัสนุ่มลื่นที่ไหลผ่านลำคอ
“ไม่เลว แม้หน้าตาจะประหลาดไปบ้างก็ตาม”
“บ่าวลองสอบถามใต้เท้าหยางดูเกี่ยวกับสุราชนิดนี้ แต่ใต้เท้าหยางเอ่ยว่าตนเองก็ไม่รู้อันใดมากนักรู้เพียงแค่สหายของเขากล่าวว่า สุราองุ่นนี้ใช้องุ่นขาวในการบ่ม เป็นองุ่นที่หาได้ยากกว่าองุ่นแดงมากนักสหายท่านนั้นได้ค้นพบโดยบังเอิญ ตอนนี้กำลังนำมาลองเพาะปลูกดูอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อมีของล้ำค่าหายากเช่นนี้ปรากฏอยู่บนแผ่นดินของตนเช่นนี้มีหรือที่ฮ่องเต้เสวียนหวู่จะไม่หวั่นไหว เพียงแค่สิ่งนี้ก็สามารถพิสูจน์ความยิ่งใหญ่สมบูรณ์ของแผ่นดินต้าชางได้ผู้เป็นใหญ่ในผืนแผ่นดินนี้เช่นเขามีหรือจะไม่สุขใจ
“เจ้า ไปแจ้งกับไทเฮา เรื่องงานประมูล ถ้ามีเพียงสตรีจากตระกูลขุนนางคงทำเงินได้ไม่มากนักหากพูดผู้ที่ร่ำรวยจริงๆ คงหนีไม่พ้นพ่อค้าวาณิชกระมัง”
สิ่งที่ฮ่องเต้ทรงตรัสได้เปลี่ยนแปลงวิถีของงานประมูลอย่างสิ้นเชิงตู้หมิงเจวียนเองก็รู้สึกผิดคาดเมื่อได้รับข่าว
……
“หม่อมฉันน้อมรับราชโองการ รบกวนโปรดนำความไปแจ้งไทเฮาว่างานประมูลนี้จะต้องเป็นงานประมูลที่ดีที่สุดเจ้าค่ะซิ่วมามา”
ซิ่วมามานำราชโองการของไทเฮามาหาตู้หมิงเจวียนที่จวนสกุลหยางตู้หมิงเจวียนรับราชโองการเรียบร้อยก็ส่งซิ่วมามาขึ้นรถม้าด้วยตนเอง
“ชีเหนียงช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของชีเหนียงเรื่องที่คาดการณ์ไว้ว่าฮ่องเต้ต้องเข้ามาแทรกแซงก็ไม่ผิดแม้แต่น้อย
“ใครก็ได้ เตรียมรถไปถนนทิศใต้!”
เรื่องงานประมูลนางไม่อาจจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาชีเหนียงอีกรอบเสียแล้ว
......
ค่ำคืนนั้นข่าวภายในวังหลวงรั่วไหลไปถึงจวนขององค์หญิงเฉาหยางเมื่อนางได้ยินว่าตู้หมิงเจวียนคิดจะมอบสูตรเครื่องประทินโฉมทั้งหมดให้แก่ไทเฮายายเฒ่าปีศาจนั่น ก็เกิดโทสะคว้าแจกันมาปาลงพื้นจนแตกกระจาย
เดิมทีเหวินหย่วนโหวที่คิดจะเข้าเฝ้าองค์หญิงเมื่อได้ยินเสียงดังที่มาจากภายในห้องบรรทม ก็รู้ว่าทรงโมโหอีกแล้ว ทันใดนั้นจึงตัดสินใจหันหลังกลับไปทางที่เดินมาและไม่ให้คนเข้าไปรายงาน
-----