บทที่ 42
พิชิตเมืองสุดท้าย
เสียงกลองผ้าถูกตีดังสนั่นหวั่นไหวเป็นจังหวะสัญญาณธงศึกถูกยกขึ้นโบกสะบัดพัดปลิวไปมาบริเวณด้านบนเป็นสัญญาณให้ภายในกองทัพเหล่าทหารเริ่มทำการเตรียมตัว
ทหารภายในกองทัพที่ยืนประจันหน้าอยู่บริเวณด้านหน้าเมืองในตอนนี้มีจำนวนประมาณห้าหมื่นนายตั้งทัพเป็นแนวรูปปีกกาเตรียมพร้อมโอบเมืองแห่งนี้เอาไว้อีกครั้ง
หลังจากที่เสียงกลองสิ้นสุดลงล่างของคนผู้หนึ่งปรากฏกายเบื้องหน้าของเหล่าทหารมากมายร่างเงาอันสง่างามที่นั่งอยู่บนอาชาสีดำอันน่าเกรงขามสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่สวมใส่ชุดเกราะสีทองนำหน้าเหล่าบุรุษด้วยท่าทางองอาจ
ไป๋เฟิ่งเกรียงไกรกำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้ากองทัพหลายหมื่นที่อยู่ภายใต้บัชญา
นางนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทางองอาจดวงตาทั้งสองข้างมองตรงไปยังด้านหน้ากำแพงสูงใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนางกำลังตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าในตอนนี้ดวงตาอันเฉียบคมของผู้ฝึกฝนลมปราณมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงร่างของศัตรูที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง
นางยกกระบี่ของตนเองขึ้นมาและก็ใช้กระบี่ของตนเองตรงไปด้านหน้าตรงไปหาผู้ที่กำลังยืนอยู่บริเวณด้านบนกำแพงเมืองและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น“ บุก!!! ”
กองทัพหลายหมื่นเคลื่อนพลไปด้านหน้าไป๋เฟิ่งนำกองทัพขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าไปตรงบริเวณส่วนกลางในขณะเดียวกันก็มีแม่ทัพอีกสองนายที่นำทัพบางส่วนโอบล้อมเมืองแห่งนี้เอาไว้โจมตีเป็นรูปปีกกาอย่างรวดเร็ว
มีผู้ใดคิดแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ยามราตรีที่ผ่านมายังไม่มีการเคลื่อนไหวเมื่อแสงอรุณแรกของวันปรากฏขึ้นสู่ท้องนภา เหล่าทหารภายใต้บัญชาของอ๋องหลันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจเมื่อมองเห็นว่าเบื้องหน้าของพวกเขากองทัพของอีกฝ่ายตั้งพลแล้ว
ตอนนี้บุกมาอย่างรวดเร็วเป็นการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวมันทำให้เหล่าทหารภายในเมืองตอนนี้ไม่สามารถตั้งรับทัน
กองทัพเคลื่อนพลมาอย่างรวดเร็วเหล่าทหารบนกำแพงเมืองทำการเตรียมการอย่างร้อนรน
แน่นอนว่าพวกมันไม่สามารถตั้งรับได้ทันลูกธนูที่ถูกยิงลงมามีเพียงแค่ไม่กี่ส่วนเท่านั้น
ลูกธนูที่ถูกยิงลงมาพุ่งตรงมาหาเหล่าทหารที่กำลังเคลื่อนพลเข้าไปพวกทหารที่เคลื่อนพลเข้าไปนั่งอยู่บนหลังม้าพวกเขาทำการยกโลเหล็กที่เตรียมการขึ้นมา
ทำการยกเหล็กชูสูงเหนือศีรษะตั้งรับลูกธนูมากมายที่ยิงตรงมา
ด้วยการเตรียมการที่น้อยเป็นอย่างมากทำให้ลูกธนูที่ยิงลงมามีเพียงแค่ไม่กี่ส่วนเท่านั้น
พวกมันแทบจะไม่สามารถทำอันใดผู้ที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาได้เลยการโจมตีนั้นถูกต้องการเอาไว้ได้แทบทั้งหมดเพียงแค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้นเหล่าทหารมากมายเข้ามาประชิดกำแพงเมือง
ไม้ซุงขนาดใหญ่ที่เอาไว้กระทุ้งตัวกำแพงเคลื่อนพลเข้ามาอย่างช้าๆไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกเข้าไปที่ตัวกำแพงเมืองตามแรงของเหล่าทหารที่ช่วยกันกระทำ
พวกเขานั้นออกเสียงเป็นจังหวะส่งเสียงสัญญาณและก็ช่วยกันผลักดันไม้ซุงเข้าไปกระแทกที่กำแพงเมืองที่ถูกปิดตายเอาไว้บังเกิดกลายเป็นเสียงต่อเนื่องดังขึ้นมาอย่างเป็นจังหวะตรึง!!! ตรึง!!! ตรึง!!!
กำแพงเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นปราการสุดท้ายกำลังโดนทะลวง
แน่นอนว่าพวกเหล่าทหารภายในเมืองต้องหาทางรับมือกับเหล่าทหารที่กำลังจะทำลายกำแพงเมืองเข้ามาพวกมันได้ใช้ธนูหวังจะยิงลงไปเพื่อสังหารพวกทหารที่พยายามจะทำลายกำแพงเมืองก็มา
แต่ว่ามันเองก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเพราะว่ามีทหารจำนวนมากที่เข้ามาประชิดกำแพงเมืองแล้วบันไดไม้ยาวถูกยกสูงขึ้นในขณะเดียวกันก็มีบันไดไม้เหล่านั้นที่ถูกยกกระชับกำแพงเมืองพวกทหารก็พากันปีนขึ้นไปพวกเขายกโล่เหล็กของตนเองชูขึ้นเหนือศีรษะค่อยๆเคลื่อนพลขึ้นไปอย่างช้าๆ
ใช้เวลาประมาณแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้นในการพิชิตกำแพงเมืองด้านบนเหล่าทหารพากันเคลื่อนพลขึ้นไปด้านบนพวกเขาขึ้นไปบนกำแพงเมืองได้สำเร็จและก็ไล่สังหารทหารของฝั่งอ๋องหลัน
ในตอนนี้สถานการณ์การบุกดูเหมือนง่ายดายเป็นอย่างมากหลังจากที่พวกทหารขึ้นไปบริเวณด้านบนกำแพงเมืองได้สำเร็จกำแพงเมืองเองก็ถูกทำลายทั้งสามทิศอย่างรวดเร็ว
พวกทหารบุกเข้าไปภายในเมืองจากทั้งสามทิศการรบในครั้งนี้ดูง่ายดายเป็นอย่างมากยังไม่ถึงเพียงแค่ครึ่งวันเลยไป๋เฟิ่งก็สามารถนำทัพเข้าไปภายในตัวเมืองได้
หลังจากที่นำทัพเข้าไปภายในตัวเมืองนางไม่ทำการสังหารชาวบ้านภายในเมืองแต่เลือกสังหารพวกทหารที่ทำการต่อต้านเท่านั้น
ไป๋เฟิ่งควบอาชาสีดำอยู่บนถนนเส้นหลักของเมืองแห่งนี้ดวงตากวาดมองไปบริเวณรอบๆเหล่าชาวเมืองกำลังหลบอยู่ภายในบ้านอย่างหวาดกลัวกับสงครามที่เกิดขึ้น
ในขณะที่นางกำลังควบม้าตรงไปด้านหน้ามีทหารสองคนควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
พวกมันเป็นทหารของอ๋องหลันสวมใส่ชุดเกราะสีเงินเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วใช้กระบี่ภายในมือของมันเตรียมพร้อมที่จะเข้ามาโจมตีนาง
ไป๋เฟิ่งดวงตาของตนเองหันกลับมามองบริเวณด้านหน้าดวงตาหงส์คู่นั้นปรากฏจิตสังหารในขณะเดียวกันกระบี่สีทองภายในมือพลิกไปมาอย่างรวดเร็วเพียงแค่พริบตาเดียวจังหวะของม้าที่พุ่งผ่านนางตัดศีรษะของทหารสองคนนั้นหลุดออกจากลำตัวอย่างง่ายดาย
วิชากระบี่ที่เยี่ยมยอดวิชาควบม้าที่ล้ำเลิศนางเก่งในทุกๆด้านจริงๆในเวลาที่สังหารก็สามารถสังหารและจบชีวิตได้ในพริบตาไม่ได้แตกต่างจากนักรบผู้เก่งกาจแม้ว่านางจะเป็นสตรี
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่สังหารพวกมันทิ้งซากศพเอาไว้ด้านหลังควบอาชาไปด้านหน้าคิ้วทั้งสองข้างเข้าโหมดเข้ามาหากันกวาดสายตามองไปบริเวณรอบๆแล้วภายในใจ ‘ น่าแปลกทหารของพวกมันไม่น่าจะมีเพียงแค่นี้ ’
นางเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติได้หลังจากที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้หลังจากที่เดินทางเข้ามาภายในเมืองมองเห็นได้ว่าภายในเมืองนั้นมีทหารที่เฝ้ารักษาการณ์น้อยเกินไป
ในการสู้รบที่ผ่านมานางสามารถสังหารพวกมันได้เป็นจำนวนมากก็จริงแต่ว่าทหารภายใต้บัญชาของพวกมันก็น่าจะมีเหลืออยู่อีกประมาณซักเกือบหนึ่งหมื่น
แต่จากเส้นทางที่พุ่งผ่านมาและก็รวมทหารบนกำแพงเมืองน่าจะมีประมาณห้าร้อยเท่านั้น
ตามสัญชาตญาณของนักรบที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนทำให้นางรู้ได้อย่างทันทีว่าตอนนี้สถานการณ์มันน่าจะมีบางอย่างที่แปลกๆ
จากที่สังเกตถึงข้อผิดปกติที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ควบอาชามุ่งตรงไปยังด้านหน้านางมุ่งตรงไปยังบริเวณท่าเรือด้านหลังของเมืองแห่งนี้
ไป๋เฟิ่งควบอาชาอย่างไม่สนผู้ใดด้านหลังของนางมีทหารติดตามมาประมาณสองร้อย
เมื่อไปถึงบริเวณประตูด้านหลังของเมืองที่เชื่อมโยงติดอยู่กับทะเลร่างของอาชาสีดำหยุดลงดวงตาของนางมองตรงไปยังด้านหน้านางมองเห็นว่ามีเรือไม้ขนาดใหญ่ซึ่งจะเคลื่อนที่ออกไปจากสถานที่แห่งนี้
บนใบหน้าที่งดงามประดับไปด้วยส่วนประกอบที่สมบูรณ์แบบคิ้วเรียวยาวที่อยู่บนดวงตาหงส์ก็ขมวดเข้ามาหากัน “พวกมันอย่าบอกนะว่าหนีออกไปโดยใช้เรือนั้น ”
สิ่งที่นางคิดได้ก็มีเพียงแค่เท่านี้จากการที่ใช้ดวงตาของตนเองมองดูแล้วพวกมันคงจะไม่พ้นว่าใช้เส้นทางเรือนั้นในการหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
แต่ว่าเรือนั้นที่วิ่งออกไปมีเพียงแค่เรือลำเดียวเป็นเรือขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากขนาดที่จะบรรจุคนนับพันมองดูถึงขนาดเรือล่วงรู้ได้ในทันทีว่าเรือขนาดนั้นน่าจะบรรจุคนได้ประมาณสองร้อยเท่านั้น
ไป๋เฟิ่งหันไปหาผู้ที่อยู่ด้านหลังของตัวเองสอบถามทหารใต้บังคับบัญชาคนนึง“ ตอนนี้มองจากเส้นทางน้ำแล้วพวกมันจะเดินทางไปที่ใด? ”
นางเลือกทำการสอบถามกับทหารที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ทหารที่อยู่ภายในกองทัพของนางและอยู่ใต้บังคับบัญชาของนางมีจำนวนมากและภายในนั้นเองก็มีหลายๆคนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกไปในหลายๆด้าน
บางคนมีความสามารถในการสู้รบแต่ว่ากลับด้อยแผนการแต่ว่าบางคนเองก็กลับมีแผนการแต่ไม่ค่อยจะมีฝีมือในการสู้รบสักเท่าไหร่หรือว่าจะมีบางคนที่รู้จักและศึกษาเกี่ยวกับทางด้านพื้นที่มาเป็นอย่างดี
และนางก็ถามทหารผู้นั้นที่ศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่และร่องน้ำภายในสถานที่แห่งนี้
ทหารผู้หนึ่งที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาควบม้าขึ้นมาอยู่ใกล้ๆแม่ทัพไป๋มันเป็นทหารผู้หนึ่งที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนมีหนวดเคราสีดำสนิทท่าทางเหมือนนักปราชญ์สวมใส่ชุดเกราะเหล็กพร้อมสู้รบ
คนผู้นี้ถ้าแต่งกายเหมือนบัณฑิตก็คงจะเรียกได้ว่าเป็นบัณฑิตที่เดินอยู่ภายในเมืองหลวงอย่างแน่นอนภายในตอนนี้มันกลับสวมใส่ชุดเกราะและอยู่ภายในสมรภูมิเลยดูน่าเกรงขามไปอีกแบบนึง
มันคือคนที่เชี่ยวชาญในด้านร่องน้ำภายในดินแดนแห่งนี้มันมีความจำที่ดีเป็นอย่างมากแทบจะจำเส้นทางน้ำทั้งหมดภายในดินแดนแห่งนี้ได้
หลังจากที่ควบม้าขึ้นมาประชิดด้านข้างทำการเอ่ยรายงานกับแม่ทัพใหญ่อย่างรวดเร็ว“ เรียนท่านแม่ทัพใหญ่มองดูจากเส้นทางในตอนนี้แล้วท่าเรือท่านี้ที่เชื่อมโยงติดอยู่กับเมืองนี้สามารถเดินทางไปได้สองสาย ”
“ หนึ่งสายจะไหลออกจากดินแดนเขตหลันโจวก็มุ่งตรงไปยังทะเลขนาดใหญ่ ”
“ ส่วนอีกหนึ่งสายจะไหลย้อนคืนกลับมาและก็เดินทางเข้าไปสู่ภายในเมืองอีกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานที่แห่งนี้มากนัก? ”
ไป๋เฟิ่งที่นั่งอยู่บนหลังอาชาดวงตากวาดไปมองคนผู้นั้นจากนั้นก็ทำการกล่าวถามอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ เป็นเส้นน้ำที่ไม่ได้เดินทางออกไปที่ทะเลด้านนอกจะเดินทางไปที่ใดที่บอกว่าไม่ได้ไกลมากนัก”
ทหารผู้นั้นทำการก้มใบหน้าเล็กน้อยและก็ตอบกลับไป“ เรียนท่านแม่ทัพมองดูแล้วสิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดในเส้นทางน้ำก็น่าจะเป็นเขตซีหนานใกล้ๆเมืองตี้หนาน ”
ไป๋เฟิ่งจากที่ได้ฟังเช่นนั้นแน่นิ่งไปสักพักดวงตากวาดไปมองทหารสองร้อยนายที่ติดตามมาด้านหลังจากนั้นก็ทำการกล่าว“ส่งคนไปบอกแม่ทัพป๋ายไม่จัดการเกี่ยวกับเรื่องทางนี้จับกุมทหารภายใต้บัญชาของอ๋องหลันให้หมดส่วนพวกเจ้าที่เหลือเดินทางตามข้ามาข้าจะไล่ตามพวกมันไป… ”
“ ขอรับ!!!! ”
จบบท