bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่5 พื้นที่ทุ่งหญ้า

    ‘ฉิน’ เป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ แต่ด้วยความแข็งแกร่งฉินที่หนึ่ง ทำให้ชนเผ่าได้กลายเป็นหมู่บ้าน และหมู่บ้านกลายไปเป็นเมืองใหญ่ สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มีเพียงสายเลือดของฉินที่หนึ่งเท่านั้นถึงจะสามารถกลายเป็นผู้ปกครองได้ ด้วยอำนาจและบารมีของตระกูลฉินจากบรรพบุรุษจวบจนปัจจุบัน ฉินไม่เคยขาดแคลนบุคลากร ยอดคนมากมายติดตามรับใช้จักรพรรดิฉินทุกรุ่นไม่ขาดสาย แสนยานุภาพและอำนาจของชนเผ่าเล็กๆในวันนั้น ได้เติบใหญ่จนกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่บนแผ่นดิน พวกมันหมายมั่นจะสถาปนาชื่อของแผ่นดินทุกสารทิศด้วยนามของฉิน
    หากแต่แผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพรศาล ฉินก็ยังไม่ใช่มหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ทางทิศตะวันตกเยื้องลงจากแผ่นดินฉินเล็กน้อย แสนยานุภาพที่เท่าเทียมและทรงพลัง พื้นที่โดยรอบติดกับมหาสมุทรกว้างใหญ่ คำกล่าวที่ว่า 'อาจแม้อาชามิเป็นหนึ่ง แต่พลานุภาพด้านเรือรบไม่เคยเป็นสอง' เป็นอีกหนึ่งอำนาจที่ใกล้เคียงกับฉิน นามของมันคือ แผ่นดินสุ่ย
    ยังมีอีกหนึ่งแผ่นดิน ขวางกั้นด้วยแนวไพรสณฑ์และคาบสมุทรเชี่ยวกราด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก พื้นที่ราบต่ำกว่า ฉินเล็กน้อย ชาวประชาของพื้นที่แทบนี้เรียกแทนตัวเองว่า หวู่ พวกมันถือครองแสนยานุภาพที่เรียกว่าสิ่งประดิษฐ์ ในยามที่เมืองอื่นๆใช้ศาสตราเป็นอาวุธในการต่อสู้โรมรัน พวกมันคิดค้นปืนไฟออกมาสู้รบ และหมายจะใช้อานุภาพของสิ่งประดิษฐ์ที่เหนือล้ำปกครองสามแผ่นดินให้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นความฝันของหวู่กลับถูกหยุดไว้ด้วยบุรุษสมญาแม่ทัพสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ทำให้ทั้งสามแผ่นดิน ฉิน สุ่ย และหวู่ จึงเป็นเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่คานอำนาจซึ่งกันและกัน ให้ชนเผ่าน้อยใหญ่สามารถอยู่ใต้ร่มเงากันได้โดยปราศจากสงคราม
    อาณาเขตที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของเมืองทั้งสามจึงถูกเรียกแทนด้วยคำเฉพาะว่า พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
    ....

    ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี หนิงเทียนก้าวเดินไปพร้อมๆกับการเปิดลิ้นชักความทรงจำออกมา สายตากวาดมองไปรอบๆ นึกคิดให้ออกว่าเวลานี้มันอยู่ในตำแหน่งใดของแผ่นดินฉิน ใช้เวลาไม่นานชายหนุ่มก็แน่ใจว่าพื้นที่แทบนี้ไม่ได้อยู่ภายในอาณาเขตสามเหลี่ยมทองคำ ถึงกระนั้นก็ยังยากจะบอกได้ว่าอยู่ในตำแหน่งทิศทางใด
    ทำให้ตลอดระยะทางที่เดินทาง หนิงเทียนต้องถามข้อมูลจากผู้คนที่กำลังสัญจรไปมาอย่างบางตา และได้ความว่า ที่แห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ของอาณาเขตสามเหลี่ยมทองคำ
    ไม่แปลกที่หนิงเทียนจะไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ เนื่องจากตลอดชีวิตของมันมีแต่การศึกสงคราม โดยศึกที่สำคัญคือการต่อต้าน รุกไล่ สุ่ยและหวู่ ส่วนหน้าที่ปราบความไม่สงบ ภายนอกสามเหลี่ยมทองคำ ส่วนใหญ่แล้ว หนิงเทียนจะส่งคนสนิทอย่างพันเจี่ยหรือเล่าเหว่ยไปจัดการทุกครั้งไป
    หนิงเทียนลากเท้าเดินทางมาเป็นเวลาสองชั่วยาม ในที่สุดท้องของมันก็เริ่มที่จะส่งเสียงประท้วง แม้สายตายังมองไม่เห็น แต่กลิ่นที่ลอยมาพร้อมกับสายลม กระตุ้นเตือนความทรงจำของมันได้เป็นอย่างดี "ของดีของชาวทุ่งหญ้า รสชาติที่ชวนหลงใหล ‘สุรานมม้า’"
    คิดได้เช่นนั้นดวงตาของหนิงเทียนเปล่งประกาย สองเท้าเปลี่ยนทิศก้าวเดินอย่างรวดเร็ว คงมีเพียงกลิ่นของสุราที่โชยมาพร้อมกับสายลมเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องนำทางที่ดีที่สุดในเวลานี้ ในที่สุด ท่ามกลางใบหญ้าสีเขียว โรงเตี๊ยมสร้างจากไม้ขนาดเล็ก มาปรากฏอยู่ตรงหน้า หนิงเทียนมองด้วยความคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป “ช่างเถอะ กินก่อน ค่อยต่อรองทีหลังก็แล้วกัน ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าหมักเหล้าเย้ายวนข้าเช่นนี้เล่า”

    โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นสถานที่พักทานอาหารระหว่างทางสำหรับผู้ที่ต้องการสัญจรข้ามทุ่งหญ้าและทะเลทรายเท่านั้น การก่อสร้างเป็นเพียงเรือนไม้หนึ่งชั้น สามารถนั่งได้เพียงสี่โต๊ะเท่านั้น หน้าที่พ่อครัว เสี่ยวเอ้อเป็นของเถ้าแก่ร้านแต่เพียงผู้เดียว ทั้งสามโต๊ะมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว หนิงเทียนจึงเลือกนั่งบนโต๊ะที่ว่าง มันไม่รอช้าที่จะรีบสั่งสุรานมม้ากับเถ้าแก่ร้านทันที
    ระหว่างรอชายหนุ่มมองสังเกตผู้คนทั้งหมดในที่นี้ โต๊ะที่อยู่ติดกับมัน คนที่หันหลังให้เป็นชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปี แต่งตัวคล้ายนักเดินทาง สวมใส่เครื่องประดับของชาวทุ่งหญ้า
    โต๊ะถัดไปหันหน้าเข้าหาหนิงเทียน เป็นชายวัยกลางคนอายุราวๆสี่สิบปี ใต้คางไว้เคราหนา คิ้วดกดำ ดูจากการแต่งกายแล้วคล้ายกับว่าคนๆนี้ พยายามจะเป็นให้เหมือนพ่อค้า แต่หากมองให้ชัดแล้ว มัดกล้ามที่โผล่พ้นชายเสื้อผิดวิสัยไปจากพ่อค้าทั่วๆไปอยู่มาก
    มองผ่านไปจนถึงโต๊ะสุดท้าย แผ่นหลังของชายฉกรรจ์สามคนหันเข้ามาหาสายตา แม้ไม่เห็นใบหน้าแน่ชัดแต่ด้วยร่างกายกำยำ สวมชุดหนังสัตว์หนา เผยกลิ่นอายฆ่าฟันอยู่ตลอดเวลา ทำให้หนิงเทียนแน่ใจว่าทั้งสามคนคือผู้ฝึกยุทธ อีกคนหนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าของชายทั้งฉกรรจ์ทั้งสาม เป็นหญิงสาวอายุราวๆสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมใส่หมวกใบเล็กปิดบังโครงหน้าส่วนใหญ่เอาไว้ ทว่าพริบตาที่สายลมพัดผ่านเผยให้เห็น ริมฝีปากบาง ดวงตาเล็กเรียว สีหน้าอมชมพู่ สายตาของนางมองประสานสายตากับหนิงเทียนเพียงครู่ก่อนจะก้มหน้าหลบไปอย่างรวดเร็ว
    ปังงงง!!! หนึ่งในสามชายฉกรรจ์กระแทกชามข้าวลงบนโต๊ะเสียงดัง จากนั้นมันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงกรรโชกต่อสตรีตรงหน้า “รีบๆกินซะ พวกเรายังต้องเดินทางอีกไกล”
    สองมือของหญิงสาวสั่นด้วยความกลัว นางรีบจับตะเกียบพร้อมตักอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว
    เป็นเวลาเดียวกันกับที่หนิงเทียนยกสุราขึ้นดื่มด้วยรอยยิ้มเล็กๆ มันพบว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนน่าสนใจไม่น้อย สัญชาตญาณร้องว่าคนทั้งหมดไม่อาจเป็นอย่างที่สายตามองเห็นได้เลย
    หนิงเทียนยกจองสุราขึ้นอีกครั้งอย่างพอใจ “อร่อยแฮะ เป็นรสชาติเฉพาะที่จริงๆ” ระหว่างการดื่มอย่างมีความสุข มันสัมผัสได้ถึงเมฆหมอกที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมทุกคนในที่นี่ ราวกับว่ามันอาจเป็นใครก็ได้ที่หลงเข้ามาในความวุ่นวายครั้งนี้ แต่ทว่าถ้าหนิงเทียนเป็นกระต่ายก็อาจเกรงกลัวและยอมทิ้งสุรานมม้าเพื่อหลบหนีจากความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นไป
    แต่สำหรับซือหม่าหนิงเทียนอดีตแม่ทัพใหญ่และวีรบุรุษแห่งแดนสวรรค์แล้ว แม้จะไร้ซึ่งลมปราณเป็นเพียงคนธรรมดา หากแต่หนิงเทียนรู้ดีว่า ตัวมันในตอนนี้หากเทียบกับมันในตอนที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรฉิน ระดับฝีมือและวรยุทธใกล้เคียงมิได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย
    ล่วงเวลาผ่านไปราวๆหนึ่งก้านธูป หนิงเทียนที่กำลังร่ำสุราพลันหยุดมือ หว่างคิ้วของมันขมวดเข้าหากัน สายตามองไปที่ขาขวาของตัวเอง “มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ ดูท่าขาขวาเป็นแบบนี้คงจะวิ่งไม่ไหว หวังว่าพวกที่มาจะดีมากกว่าร้ายละนะ”
    ในอดีตหนิงเทียนเคยแผ่จิตสัมผัสตรวจจับการมีตัวตนของผู้คนได้ไกลนับหมื่นลี้ แม้เวลานี้ไร้ซึ่งลมปราณหากแต่ประสาทสัมผัสของมันยังคงแหลมคมไม่เปลี่ยน กระทั่งเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่อยู่ไกลหลายลี้ยังคงได้ยินกระทบหู
    จากนั้นหนิงเทียนกวาดสายตามองไปรอบๆร้านอีกครั้ง พบว่าทุกคนยังคงกินอาหารดื่มสุราเหมือนเช่นปกติ “คนพวกนี้ไม่มีใครรู้ตัวเลยงั้นสิ”
    แต่แล้วมันได้ฉุกใจขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสามคน และพบบางสิ่งที่ผิดปกติ คล้ายกับว่า หนึ่งในกลุ่มมีคนที่สามารถรับรู้ได้ตรงกับมัน “เหมือนจะมียอดฝีมืออยู่ในกลุ่มนี้สินะ”
    ขณะที่หนิงเทียนยกสุรานมม้าดื่มจนหยดสุดท้าย มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เสียงฝีเท้าจำนวนมากอึกทึกครึกโครมไปทั่วสารทิศ และตามมาด้วยแรงสั่นไหวของผืนดินสะท้านไปทั่วบริเวณ แสดงให้เห็นแสนยานุภาพและจำนวนของกองทัพที่กำลังเคลื่อนตัวมายังโรงเตี๊ยมแห่งนี้
    ทันใดนั้น ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่ม ชายวัยกลางคนหรือกลุ่มชายฉกรรจ์พวกมันสัมผัสได้ถึงอันตรายได้พร้อมเพียง สีหน้าของทุกๆคนตื่นตระหนกตกใจไม่แพ้กัน พวกมันทั้งหมดไม่รอช้า เก็บข้าวของเสมือนผึ้งที่แตกตัวออกจากรัง สัมภาระถูกแบกขึ้นไหล่และรีบออกจากโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว
    หนิงเทียนได้มองตามแผ่นหลังของคนอื่นๆ มันส่ายศีรษะและกล่าวเพียงสั้นๆ “สายไป เวลานี้ทุกคนถูกล้อมไว้หมดแล้ว”
    ยังไม่ทันสิ้นเสียงกล่าวดี ประตูไม้ของโรงเตี๊ยมได้เปิดออก สายตาของหนิงเทียนมองออกไปเห็นฝูงอาชาและคชสารนับร้อยๆตัวควบขี่โดยชายฉกรรจ์จำนวนมาก

    โดยเบื้องหน้าของกลุ่มก้อนกองทัพ พบว่าผู้คนที่เคยนั่งทานอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยมตกอยู่ในสภาพที่ถูกของมีคมจ่อไปที่ลำคอไร้ซึ่งอิสรภาพโดยทันที...