ในเวลาเดียวกัน... ภายนอกวังเจี้ยอวี่กงที่สถานการณ์กำลังร้อนระอุ ห่างออกไปหลายสิบลี้ในป่าลึก บัดนี้ซูิเดินทางออกจากค่ายโจรมาได้กว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว คาดว่าอีกไม่เกินสองชั่วยามก็น่าจะถึงประตูเมืองฉินตั้ว
“ซูิ?... ซูิคือชื่อของเ้าใช่หรือไม่?”
เสียงทุ้มต่ำที่เรียกถามดังมาจากกองสัมภาระท้ายรถม้า ทำเอาซูิสะดุ้งโหยงด้วยความตระหนกจนแทบร่วงหล่นจากหลังม้าที่เขานั่งควบอยู่
“ชุ่ววว! ท่านเป็สินค้าอยู่นะ สินค้าบ้านใดส่งเสียงเรียกชื่อคนได้!” ซูิกระซิบตอบกลับอย่างรนรานพลางสอดส่ายสายตาไปทั่ว “หากมีผู้ใดผ่านมาแถวนี้เห็นเข้าจะทำอย่างไร?”
‘น่าเบื่อ...’ เสียงฉีซิ่นพ่นลมหายใจตอบกลับมา ซูิหมายจะหันไปตำหนิจอมโจรเฒ่าให้หุบปาก แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้าง... เพราะบัดนี้ฉีซิ่นกำลังนั่งหย่อนขาจุดยาสูบอยู่บนหลังคารถม้าอย่างสบายอารมณ์ มิได้หลบซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสินค้าอย่างที่ควรจะเป็
“ทะ... ท่าน! ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น!”
“เอาเถอะ...อย่าขี้ระแวงเกินไป” ฉีซิ่นเอ่ยอย่างรำคาญใจพลางพ่นควันยาสูบสีหม่น “ในรัศมีแถวนี้ไม่มีผู้ใดหรอก หากมีคนเคลื่อนไหวข้าย่อมรู้ได้ก่อนพวกมันจะทันเห็นตัวข้าเสียอีก... เ้าเดินทางต่อไปเถอะ เดี๋ยวข้ากลับมา”
สิ้นคำกล่าว ร่างของจอมโจรเฒ่าก็เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาประดุจหมอกธาตุที่ถูกลมพัดกระจัดกระจาย
ซูิมึนงงอยู่ชั่วอึดใจ ทว่าเมื่อได้สติ แววตาของเ้าพ่อค้าหนุ่มพลันเป็ประกาย... นี่มันโอกาสทองชัดๆ! เขาไม่รอช้า รีบสะบัดแส้หวดลงบนบั้นท้ายม้าอย่างแรง พร้อมเร่งความเร็วขึ้นสู่ระดับสูงสุดจนฝุ่นตลบอบอวล ไม่แน่อาจมีหนทางสละทิ้งโจรเฒ่าผู้นั้นได้
ฉีซิ่นทะยานกายด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ ใช้เวลาเพียงชั่วธูปดับก็สำรวจพื้นที่โดยรอบจนเสร็จสิ้น เมื่อพบว่าไม่มีทหารจากทางการใดๆคอยซุ่มโจมตีก็เบาใจลง ถือว่าไม่โดนตลบหลัง ฉีซิ่นนับข้อนิ้วตนเองไปมา คาดว่าขบวนของเสวียนเจินที่ล่วงหน้าไปก่อนหน้านั้น จะถึงประตูเมืองฉินตั้วก่อนประมาณครึ่งชั่วยาม เพื่อทำหน้าที่ดึงความสนใจจากเฟิงเหยียนให้เปิดช่องว่าง
แผนการของฉีซิ่นนั้นเรียบง่ายแต่ดุดัน... ทันทีที่เข้าถึงใจกลางเมือง เขาจะลงมืออาละวาดสร้างความโกลาหลเพื่อดึงความสนใจทหารยามทั้งหมด ก่อนจะส่ง 'สัญญาณพลุ' ให้เหล่ากองโจรที่ซุ่มรออยู่ภายนอกเริ่มแผนการบุกโจมตีเมืองทันที
ในขณะที่สถานการณ์วุ่นวาย เหล่าโจรฝีมือดีที่ลอบแฝงตัวไปกับขบวนเต่าดำก่อนหน้านี้ จะมารวมตัวกันเพื่อนำพาเขาพุ่งเป้าไปสังหารโกว่เหลียงและล้างตระกูลมันให้สิ้นซาก เมื่อภารกิจปลิดชีพศัตรูเสร็จสิ้น ฉีซิ่นจึงจะส่งสัญญาณพลุชุดที่สองเพื่อให้กองกำลังที่เข้าตีเมืองถอยร่นกลับเข้าป่าอย่างรวดเร็ว ‘ข้าได้แก้แค้น เสวียนเจินได้แก้หน้า ถือว่าเท่าเทียม ส่วนตระกูลเต่าดำจะถูกไต่สวนอันใดต่อ ให้เป็เื่ของกระกูลมัน!”
เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจ ฉีซิ่นพลันผิวปากเสียงแหลมสูงดังกังวานไปทั่วพงไพร เพียงอึดใจก็มีเสียงหวีดแหลมตอบกลับมาจากที่ห่างไกล และค่อยดังขึ้นจากที่ห่างไกลออกไปอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงเงียบไป เป็อันส่งสัญญานเสร็จสิ้น กองกำลังโจรสิบเงา เตรียมเคลื่อนขบวน…
ด้านซูิที่กำลังเร่งความเร็วรถม้า ข้างหน้ามันพบกับฉีซิ่นวิ่งสวนกลับมาชายชราะโปราดเดียว มาอยู่บนไหล่ซูิ ก่อนดีดตัวกลับเข้าไปในกองสัมภาระมัน ซูิจำต้องชลอชะลอรถม้าพร้อมกับถอนหายใจยาว
.
.
กลับมาที่วังเจี้ยอวี่กง ภายในท้องพระโรงสามยอดฝีมือแห่งยุคอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว บรรยากาศกดดันมหาศาลจนไม่มีใครกล้าคาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น เหล่าขุนนางต่างหวาดหวั่นจนตัวลีบติดผนัง แม้แต่ลมหายใจก็ยังมิกล้าผ่อนปรนออกมาโดยแรง มีเพียงไป๋หลิงที่ยังคงรักษาความสุขุม พยายามทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ลง
“คารวะท่านอาเฟิงเหยียน... ข้าได้ยินข่าวคราวการปะาผู้นำสองตระกูลใหญ่ เื่นี้สั่นะเืไปถึงแดนเหนือ สร้างความไม่สบายใจให้แก่ข้ายิ่งนัก”
เฟิงเหยียนที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มิได้ตอบคำในทันที แต่มองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองมดปลวก ไป๋หลิงมิได้ถือสาเอาความต่อสายตานั้น จึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เป็ที่รู้กันดีว่า ตระกูลต้วนและตระกูลเฉินมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับท่านเสวียนเจินยิ่ง การปะาสายฟ้าแลบในครานี้ จึงทำให้ผู้คนทั่วแผ่นดินต่างเคลือบแคลงสงสัย... ว่าเป็เพียงเกมการเมืองเพื่อกำจัดศัตรูหรือไม่?”
สิ้นคำถามที่ตรงไปตรงมา รังสีอำมหิตพลันแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบนบัลลังก์
“ไป๋หลิง... ระวังคำพูดของเ้าด้วย!” เฟิงเหยียนตวาดเสียงต่ำ
กวางโจวมีปฏิกิริยาโต้กลับในเสี้ยววินาที ลมปราณอันกล้าแกร่งเริ่มก่อตัวเป็มวลอากาศหมุนวนรอบกายเขา “เห้ย!” กวางโจวคำราม ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบัลลังก์ราวกับจะกินเืเนื้อ เหล่าขุนนางที่อยู่รายล้อมถึงกับตัวสั่นงันงก บางคนถึงกับก้มกราบจนศีรษะมุดติดแผ่นดินด้วยความหวาดกลัว
ไป๋หลิงเปรยตาเป็สัญญาณปราม กวางโจวจึงฝืนคลายลมปราณและยกมือคารวะเป็การขออภัยที่เสียมารยาท ก่อนที่ประมุขหนุ่มจะเอ่ยต่อ
“ข้าขออภัยท่านอา ข้ามาครั้งนี้... เจตนาคือมาเพื่ออยู่ฝั่งท่าน” คำพูดนี้ทำให้ความตึงเครียดในห้องผ่อนคลายลงชั่วขณะ
“ข้าเพียงอยากขอให้ท่านนำหลักฐานการฏของสองตระกูลนั่นออกมาให้ข้าชมดู เมื่อข้าได้ประจักษ์แจ้ง ข้าจะใช้นามของตระกูลเสือขาวยืนยันความชอบธรรมในการปะาครั้งนี้ต่อหน้าคนทั้งแผ่นดิน เพื่อบีบคั้นให้ขบวนทัพเต่าดำถอยร่นกลับไปโดยไม่ต้องเสียเืเนื้อ”
เฟิงเหยียนผู้หยิ่งยโสในอำนาจไหนเลยจะแยแสคำพูดของเด็กน้อยเช่นเขา ในใจของประมุขหงส์แดงคิดเพียงว่า 'บีบคั้นให้ถอยร่นอันใด ข้ามีแต่จะล่อให้พวกมันมาถึงที่ เพื่อจะได้กำจัดทิ้งในข้อหาฏเสียให้สิ้น... เมื่อเต่าดำล่มสลาย รายต่อไปก็คือเ้านั่นแหละเสือขาว'
ขณะกำลังคิดถึงแผนชั่วร้าย สายตาของเฟิงเหยียนก็หยุดอยู่ที่กวางโจว เมื่อเห็นอารมณ์เดือดดาลของอีกฝ่าย รอยยิ้มอำมหิตก็ปรากฏบนใบหน้า
ไป๋หลิงที่เห็นเฟิงเหยียนเงียบไปจึงกล่าวต่อ “ข้าขอได้เห็นหลักฐาน...” ไป๋หลิงยังมิทันกล่าวจบ เฟิงเหยียนคล้ายี้เีรับฟัง จึงตัดบทหันไปหากวางโจวอย่างไม่ไว้หน้า
“กวางโจว... ั้แ่ไป๋อี้จากไป เ้าคงหาคนร่วมร่ำสุราที่รู้ใจมิได้ เอาเป็ว่าวันนี้เรามาดื่มกันสักหลายจอกก่อนกลับดีหรือไม่? เผื่อว่าเ้าจะเปลี่ยนใจ... มาคุกเข่ารับใช้ข้าแทน?”
การกระทำของเฟิงเหยียนนับว่าเหยียดหยามผู้นำเสือขาวนัก การหยามเกียรติอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้ทำให้น้ำอดน้ำทนของอสูรขวาขาดสะบั้น ลมปราณมหาศาลพวยพุ่งออกจากทั่วร่างประดุจเขื่อนแตก ความรุนแรงของพลังวัตรแผ่พุ่งกระทบกำแพงวังหินอ่อนจนบังเกิดรอยร้าวร้าวระแหงดัง เปรี้ยง! ทั่วทั้งห้องพระโรง
“เห้ย!..ไอ้เฒ่า! ประมุขข้ายังพูดไม่จบ”
ลมปราณอันคุ้มคลั่งที่เคยพุ่งชนผนังจนร้าวระแหง บัดนี้กลับถูกรวบรวมกลับมาประดุจมีชีวิต พวกมันหมุนวนควบแน่นอยู่รอบหมัดของกวางโจว บีบอัดอากาศจนเกิดเสียงครางหึ่ง ๆ แหลมสูงชวนขนลุก บ่งบอกถึงพลังทำลายล้างที่รุนแรงเหนือคณนา
ทว่าเฟิงเหยียนกลับไร้ท่าทีตระหนก แต่กลับฉีกยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ “เหิมเกริมนักนะกวางโจว! ที่แท้พวกเ้าก็เป็ฏที่คิดจะมาลอบสังหารข้าถึงในวังหรือนี่? ฮ่าๆ ขุนนางทั้งหลาย พวกเ้าดูเอาเถิด!”
สิ้นคำ เฟิงเหยียนพลันชักดาบคู่คู่กายออกจากฝักอย่างกระหายเื ปรากฏลมปราณสีแดงฉานดุจโลหิตว่ายวนไปมาตามใบดาบประดุจัเพลิง ลมปราณสีแดงนั้นเลื้อยผ่านสิ่งใด สิ่งนั้นล้วนถูกตัดขาดสะบั้น
ในเสี้ยวพริบตาที่ยอดฝีมือทั้งสองกำลังจะพุ่งเข้าปะทะกัน พลันปรากฏเงาร่างสีขาววูบขึ้นเบื้องหน้าเฟิงเหยียนในระยะเพียงหนึ่งศอก!
เป็ไป๋หลิง! เขาโผล่ขึ้นมาในระยะประชิดอย่างไร้ร่องรอยดั่งภูตผี ไป๋หลิงอยู่ในท่าคารวะที่นอบน้อมดั่งวิญญูชน ทว่าดวงตาที่สุกใสนั้นกลับวาวโรจน์และแหลมคมดุจใบมีดโกนจ้องเขม็งมา
“ข้าน้อย... ขอท่านอาอย่าได้ถือสาคนของข้าเลย”
ประโยคเรียบง่ายนั้นทำให้เฟิงเหยียนถึงกับตกตะลึงจนร่างแข็งค้าง ดาบคู่ในมือแทบร่วงหล่นด้วยความเย็นวาบที่แล่นจับขั้วหัวใจ!
ในใต้หล้านี้ นอกจากหลงเทียนห่าว่มาเอง จะมีผู้ใดสามารถรุกเข้าถึงตัวมันในระยะประชิดเพียงนี้ได้โดยที่ไม่ทันตั้งตัว? หากเมื่อครู่สิ่งที่ไป๋หลิงวาดออกมาไม่ใช่ท่าคารวะ แต่เป็คมกระบี่เล่า?..
บัดนี้... หมากตัวใหม่ที่เข้ามาพลิกกระดานอำนาจของเฟิงเหยียนได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว…