“ไอ้แก่! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าไม่ขายร้าน ก็อย่าหวังได้เปิดต่อ!”เสียงะโหยาบคายดังขึ้นจากหน้าร้าน
ตามมาด้วยเสียง “ปัง!” ของโต๊ะอีกตัวถูกถีบล้ม บรรยากาศรอบด้านเงียบลงแทบในทันที
ผู้คนที่มุงดูรีบถอยออกห่างโดยสัญชาตญาณ
ชายฉกรรจ์หลายคนเดินเข้ามาในร้าน แต่ละคนสวมเสื้อดำ รอยสักเต็มแขน สีหน้ากร้านโลก บางคนถือไม้เบสบอล บางคนถือท่อนเหล็ก
หัวหน้ากลุ่มเดินนำออกมา ถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนชี้หน้าเ้าของร้านวัยกลางคน
“ให้โอกาสมาหลายรอบแล้ว จะขายไม่ขาย!”
เ้าของร้านยืนตัวสั่นอยู่หน้าเตา“ที่นี่เป็สมบัติของพ่อข้า! ข้าไม่ขาย!”
“งั้นก็อย่าหาว่าพวกข้าใจร้าย!”ชายคนหนึ่งเงื้อไม้จะฟาดใส่เตา แต่ยังไม่ทันลงมือ เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นจากโต๊ะด้านข้าง
“หนวกหู”
ทุกคนชะงัก พวกอันธพาลหันขวับไปมองพร้อมกัน
หยานเฉินไคยังนั่งอยู่ที่เดิม ในมือยังถือไม้เสียบครึ่งไม้ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น…เป็เพียงเสียงแมลงบินผ่าน
หัวหน้าแก๊งขมวดคิ้ว“แกพูดอะไรนะ?”
หยานเฉินไคค่อย ๆ วางไม้เสียบลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ชุดดำพลิ้วเบาไปตามแรงลมยามค่ำคืน ดวงตาสีแดงมองไปยังอีกฝ่ายอย่างเ็า
“ข้ากำลังกินอยู่”เพียงประโยคเดียว
แต่แรงกดดันบางอย่างกลับกดทับลงบนบรรยากาศทันที
ชายฉกรรจ์หลายคนหน้าเปลี่ยนสีโดยไม่รู้ตัว
หัวหน้าแก๊งกัดฟันแน่น แม้ในใจเริ่มหวั่น แต่ต่อหน้าลูกน้องกับคนมากมาย เขาไม่มีทางถอย“ไอ้เวร ใส่ชุดคอสเพลย์แล้วคิดว่าตัวเองเท่รึ?!”
เขาคว้าท่อนเหล็กฟาดเข้าใส่ทันที
วินาทีถัดมา
ฟึ่บ
ไม่มีใครเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าท่อนเหล็กในมือชายคนนั้น…หายไป ก่อนจะปรากฏอยู่ในมือของหยานเฉินไคแทน นิ้วเรียวยาวของเขากำมันไว้หลวม ๆ จากนั้น“กร๊อบ”
ท่อนเหล็กทั้งแท่งถูกบีบงอเป็ก้อนโลหะบิดเบี้ยวราวกับทำจากดินน้ำมัน
ทั่วทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบ ตาทุกคู่เบิกกว้าง อันธพาลทุกคนหน้าซีดเผือด
หยานเฉินไคโยนก้อนเหล็กลงพื้นเสียงดัง “เคร้ง”ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ“หายไปจากสายตาข้า”
เพียงก้าวเดียวที่เขาก้าวออกมา
“วิ่ง!!!”
ไม่รู้ใครเป็คนะโก่อน แต่ในพริบตาเดียว แก๊งทั้งหมดแตกกระเจิงเหมือนเห็นผี ทิ้งแม้แต่อาวุธไว้บนพื้น วิ่งหนีจนแทบสะดุดกันเอง
ไม่ถึงห้าวินาที ถนนทั้งสายกลับมาเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่าน
หยานเฉินไคหันกลับมานั่งลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบไม้เสียบขึ้นมากัดต่อ“ต่อได้แล้ว”
ทั้งร้านนิ่งงัน เ้าของร้านอ้าปากค้าง ลูกค้ารอบข้างแข็งเป็หินคนไลฟ์สดมือสั่นจนภาพเบลอ
ชูเหยี๋ยนกับชูหยวนมองหน้ากัน ก่อนชูเหยี๋ยนจะพึมพำเบา ๆ“...คืนนี้อินเทอร์เน็ตคงะเิอีกแน่”
และแน่นอนคลิป “เทพบุตรชุดดำบีบท่อนเหล็กด้วยมือเปล่า”
กำลังเริ่มแพร่กระจายไปทั่วประเทศแล้ว
เ้าของร้านยืนแข็งอยู่พักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้
จากนั้นชายวัยกลางคนก็รีบเดินออกมาจากหลังเตา สีหน้ายังใไม่หาย ก่อนโค้งตัวให้อย่างแรงจนแทบเก้าสิบองศา“ขอบคุณครับ! ขอบคุณจริง ๆ ครับท่าน!”
หยานเฉินไคเงยหน้ามองเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบอะไร
เ้าของร้านรีบหยิบอาหารเพิ่มมาอีกหลายจาน วางลงเต็มโต๊ะแทบไม่มีที่เหลือ ทั้งเนื้อย่าง ของทอด น้ำดื่ม และของหวาน
“ทั้งหมดนี่ฟรีครับ! ถือเป็การตอบแทนบุญคุณ!”
ชูหยวนรีบโบกมือ“มะ ไม่เป็ไรค่ะ”
“ต้องรับครับ!” เ้าของร้านพูดแทบจะทันที “ถ้าไม่ได้ท่านคนนี้…คืนนี้ร้านผมคงพังหมดแล้ว!”
หยานเฉินไคมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว”
จากนั้นเขาหยิบขึ้นมากินต่ออย่างสงบนิ่งทันที
เ้าของร้านยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโน้มตัวลงมากระซิบเสียงเบา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ท่าน…เมื่อครู่พวกนั้นมาจากตระกูลเทียน”
ชูเหยี๋ยนกับชูหยวนสีหน้าเปลี่ยนทันที
เ้าของร้านกัดฟันแน่นขณะพูดต่อ
“พวกมันชอบยึดร้าน ยึดที่ดิน ข่มเหงคนธรรมดา ฆ่าคนก็ไม่ใช่น้อย…ผู้หญิงหลายคนถูกทำลายชีวิตเพราะตระกูลนั้น”
น้ำเสียงของเขาแฝงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“แต่ไม่มีใครกล้าแตะพวกมัน…เพราะบรรพบุรุษของตระกูลเทียนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง”
เขาก้มเสียงลงอีก
“ท่านควรรีบไปจากที่นี่…หากพวกมันกลับมาพร้อมคนของตระกูล เื่จะไม่ง่ายแล้ว”
หยานเฉินไคฟังจนจบ ก่อนตอบเพียงประโยคเดียว“แล้วอย่างไร”
เ้าของร้านชะงัก
ชูเหยี๋ยนถึงกับหลุดยิ้มแห้ง
ใช่สิ…
คนที่บีบท่อนเหล็กเล่นเหมือนดินน้ำมัน จะไปสนใจตระกูลอันธพาลอะไร
หยานเฉินไคหยิบอาหารขึ้นมากินต่อ สีหน้าเรียบเฉยราวกับเื่ทั้งหมดไม่สำคัญพอให้เก็บมาคิด
แต่ในเวลาเดียวกันนั้น
โลกออนไลน์กำลังะเิ
คลิป “เทพบุตรชุดดำบีบท่อนเหล็กด้วยมือเปล่า” ถูกแชร์ออกไปอย่างบ้าคลั่ง ยอดวิวพุ่งขึ้นหลักล้านภายในเวลาอันสั้น
คอมเมนต์ถาโถมราวน้ำหลาก
“นี่มนุษย์จริงเหรอ???”
“มือเปล่าบีบเหล็กเป็ลูกบอล!?”
“ฉันไม่สนพลังแล้ว หล่อขนาดนี้แต่งงานกับฉันเถอะ”
“ผู้ชายคนนี้ต้องเป็พระเอกนิยายแน่ ๆ”
“หน้าแบบนี้มีจริงบนโลกได้ไงวะ”
“คนถ่ายคลิปไม่ได้แต่งฟิลเตอร์ใช่ไหม?!”
หญิงสาวนับไม่ถ้วนตกหลุมรักเพียงเพราะคลิปไม่กี่วินาที บางคนถึงขั้นเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็ภาพแคปจากคลิป
บางคนโพสต์ตามหา “เทพบุตรชุดดำ” ทั่วโซเชียล
บางคนประกาศกร้าวว่า “ผู้ชายคนนี้คือสามีในอนาคต”
แน่นอนไม่ได้มีแค่คนธรรมดาที่เห็น
ในคฤหาสน์ของตระกูลใหญ่ ในห้องประชุมขององค์กรลับ ในสำนักบ่มเพาะที่ซ่อนตัวอยู่จากโลกภายนอก
ผู้คนระดับสูงจำนวนมากกำลังดูคลิปเดียวกัน ชายชราคนหนึ่งหรี่ตาในห้องมืด“บีบเหล็กด้วยแรงมือเปล่า…ไม่ใช่พลังของผู้เริ่มต้นแน่”
อีกคนส่ายหน้า“ไม่ เขาไม่ได้ใช้พลังปราณภายนอกเลย นี่คือพลังร่างกายล้วน ๆ”
“หรือจะเป็ผู้ฝึกกาย?”
“อายุแค่นั้น เป็ไปไม่ได้”
ในอีกสถานที่หนึ่ง หญิงสาวจากตระกูลใหญ่จ้องหน้าจอด้วยดวงตาเป็ประกาย“ตามหาผู้ชายคนนี้ให้ฉัน”
“คุณหนู…เพราะพร์ของเขาหรือครับ?”
นางตอบทันทีโดยไม่ละสายตา“ไม่”หยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง“เพราะหล่อเกินไป”
ขณะเดียวกัน บางคนกลับขมวดคิ้วด้วยความอิจฉา
“ไร้สาระ…ก็แค่ไอ้หน้าดีมีพลังหน่อย”
“ไวรัลเพราะหน้าล้วน ๆ”
“ถ้าเป็ข้าหล่อแบบนั้นบ้าง ข้าก็ดังเหมือนกัน!”
แต่ไม่ว่าเสียงไหน ทุกสายตาเริ่มจับจ้องมายังบุรุษปริศนาในชุดดำ โดยที่เ้าตัว…ยังคงนั่งกินลูกชิ้นอย่างสงบ ไม่รู้เลยว่าเพียงคืนแรกที่ลงจากูเา
ชายลึกลับกำลังเริ่มสั่นะเืโลกภายนอกแล้ว
ในคฤหาสน์ตระกูลเทียน บรรยากาศตึงเครียดผิดปกติ
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ ชายวัยกลางคนหลายคนกำลังยืนล้อมโต๊ะยาวสีดำสนิท สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หน้าจอกลางห้องกำลังเล่นคลิปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาพชายหนุ่มชุดดำ…บีบท่อนเหล็กด้วยมือเดียว
“ตรวจสอบแล้วหรือยัง”
เสียงหนักแน่นดังขึ้นจากหัวโต๊ะ
ผู้ที่เอ่ยคือผู้นำตระกูลเทียน เทียนห่าว ชายวัยกลางคนผู้มีสีหน้าเ็า แววตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว
ผู้ใต้บังคับบัญชาก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนรายงาน
“ตรวจสอบทุกฐานข้อมูลแล้วครับ ไม่มีข้อมูลของชายคนนี้เลย”
“ไม่มี?”
“ครับ…ไม่มีทะเบียน ไม่มีประวัติการศึกษา ไม่มีบันทึกทางการแพทย์ ไม่มีข้อมูลการเดินทาง ไม่มีแม้แต่ภาพใบหน้าที่เคยปรากฏในระบบ”
ห้องประชุมเงียบลงทันที
คนจำนวนหนึ่งเริ่มหน้าตึง
ผู้ไร้ประวัติในยุคนี้มีเพียงไม่กี่ประเภทคนตาย คนที่ถูกลบตัวตนหรือ…คนที่ไม่เคยอยู่ในระบบโลกปกติเลย
เทียนห่าวหรี่ตาลงช้า ๆ“ตรวจสอบตระกูลลับ สำนักเร้นกาย และกลุ่มฝึกตนทั้งหมดแล้วหรือไม่”
“ตรวจแล้วครับ ไม่มีผู้ใดตรงกับลักษณะนี้”
บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งเพราะการ “ไม่พบอะไรเลย” บางครั้งน่ากลัวกว่าการพบศัตรูชัดเจนเสียอีก
แต่ในขณะนั้นเอง
เสียงหัวเราะดูถูกก็ดังขึ้นจากมุมห้อง“พวกท่านจริงจังเกินไปหรือไม่”
ทุกสายตาหันไปมอง
ผู้พูดคือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลาย ใบหน้าหล่อคมแต่แฝงความเย่อหยิ่งในทุกท่วงท่า เขานั่งไขว่ห้างอย่างไม่แยแส
บุตรชายคนโตของตระกูลเทียน เทียนอวี่ เขาโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเบา ๆ
“ก็แค่บีบเหล็กให้บุบ”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน“เื่แค่นี้ นักรบชั้นยอดของเราก็ทำได้”
ไม่มีใครตอบทันที
เทียนอวี่หัวเราะเยาะก่อนพูดต่อ“พวกท่านจะวิตกกับไอ้คนแต่งชุดโบราณคนเดียวทำไม? ต่อให้มันเป็ผู้ฝึกตนจริง แล้วอย่างไร?”
เขามองบิดาตนเองตรง ๆ
“ตระกูลเทียนของเรามีนักรบชั้นยอดตั้งหลายคน”
“ส่งนักรบชั้นยอดระดับสูงสักคนไปจับมันมาไม่จบหรือ?”
คำว่า “นักรบชั้นยอด”
ในโลกปัจจุบันคือชื่อที่ใช้เรียกผู้ฝึกฝนระดับกลั่นลมปราณขั้นปลาย
เป็ระดับที่คนธรรมดาแทบไม่มีทางแตะต้อง คำพูดนั้นทำให้หลายคนเริ่มลังเล
เพราะหากมองเพียงจากคลิป สิ่งที่หยานเฉินไคแสดงออกมา ก็ยังไม่เกินขอบเขตที่นักรบชั้นยอดทำได้
เทียนห่าวเคาะโต๊ะเบา ๆ สายตานิ่งลึก เขาเองยังไม่สบายใจ แต่คำพูดของบุตรชายก็ไม่ผิด หากอีกฝ่ายแข็งแกร่งจริง การส่งคนไปทดสอบคือวิธีดีที่สุด
หากไม่แข็งแกร่งพอ ก็ฆ่าทิ้งเสีย หลังเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ“ส่งเทียนเฟิงไป”
หลายคนสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
เทียนเฟิงนักรบชั้นยอดระดับสูงสุดของตระกูล ห่างจากการก้าวสู่ระดับเหนืุ์เพียงครึ่งก้าว
เทียนอวี่ยิ้มเยาะทันที
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าไม่จำเป็ต้องแตกตื่น”
เทียนห่าวมองบุตรชายด้วยสายตาเรียบเย็น ก่อนกล่าวเสียงต่ำ“อย่าประมาทผู้ที่ไม่รู้ที่มา”
จากนั้นสายตาของเขากลับไปยังหน้าจอ ภาพชายหนุ่มชุดดำหยุดค้างอยู่บนจังหวะที่กำลังบีบท่อนเหล็ก
ดวงตาของเทียนห่าวหรี่แคบลง“หากเขาแข็งแกร่งจริง…จงเชิญ”
“หากไม่ใช่…”น้ำเสียงเย็นลงทันที“ก็จงทำให้เขาหายไปจากโลกนี้”
ค่ำคืนเดียวกันนั้น เงาร่างหนึ่งทะยานออกจากคฤหาสน์ตระกูลเทียน
มุ่งตรงสู่เมือง เพื่อค้นหาชายผู้ทำให้ทั้งเมืองสั่นะเืในคืนแรกที่ปรากฏตัว
โดยไม่รู้เลยว่า…ศัตรูที่กำลังจะเผชิญ
คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือความเข้าใจของยุคนี้โดยสิ้นเชิง
หลังมื้ออาหารจบลง โต๊ะที่เคยเต็มแน่นไปด้วยของกินเหลือเพียงไม้เสียบว่างเปล่ากองเล็ก ๆ หลายกอง
เ้าของร้านยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
เขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเช่นนี้…จะกินได้มากถึงเพียงนั้น
หยานเฉินไควางไม้เสียบชิ้นสุดท้ายลง ก่อนเอ่ยอย่างเรียบเฉย“อาหารโลกมนุษย์…ดี”เพียงประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้เ้าของร้านยิ้มกว้างแทบหุบไม่ลง
“ขอบพระคุณครับท่าน! ถ้ามีโอกาสเชิญมาอีกนะครับ!”
หยานเฉินไคพยักหน้าเล็กน้อย ถือเป็การตอบรับ จากนั้นทั้งสามจึงลุกขึ้นเดินออกจากร้าน ท่ามกลางสายตาผู้คนที่ยังจับจ้องไม่เลิก
หลายคนยังแอบถ่าย หลายคนซุบซิบ บางคนถึงขั้นเดินตามออกมาหน้าร้านเพื่อมองส่ง
ชูเหยี๋ยนหัวเราะเบา ๆ พลางเปิดประตูรถ“ดูเหมือนคืนนี้ท่านจะดังไปทั่วเมืองแล้วนะคะ”
หยานเฉินไคถามกลับทันที“ดัง คือสิ่งใด”
ชูหยวนตอบยิ้ม ๆ“หมายถึง…คนจำนวนมากรู้จักท่านแล้วค่ะ”
“รู้จักข้า…มีประโยชน์หรือ”
“เอ่อ…” ชูหยวนชะงัก “บางทีก็มีค่ะ…”
รถแล่นออกจากร้านเข้าสู่ถนนสายหลักอีกครั้ง เมืองยามค่ำคืนยังสว่างไสว ผู้คนและแสงไฟดูไม่มีทีท่าจะหลับใหล
ชูเหยี๋ยนหันกลับมามองเขาจากเบาะหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “คืนนี้คุณหยานมีที่พักหรือยังคะ”
“ไม่มี”
“ญาติ? เพื่อน? บ้านพัก?”
“ไม่มี”
คำตอบสั้น ๆ สามคำ ทำให้สองสาวนิ่งไปพร้อมกัน
ชูหยวนกระพริบตา
“งั้น…ท่านจะไปที่ไหนคะ”
หยานเฉินไคหันมองออกหน้าต่าง
“ยังไม่ทราบ”
ชูเหยี๋ยนกับชูหยวนสบตากัน
ก่อนฝ่ายพี่จะสูดหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น…คืนนี้ไปพักที่บ้านพวกเราก่อนไหมคะ”
[[ขออภัยที่ลงงานช้าครับ ณ ขณะนี้ กระผมกำลังฝึกทหารอยู่]]