“ทุ่งอุดรคิดจะทำอะไร?หรือว่านี่คือเจตนาของทุ่งเพลิงผลาญ?”
กองทัพหลวงห้าสิบนายหยุดลงตั้งขบวนปิดล้อมคุ้มกันเสวียนเทียนชิงเอาไว้ขณะเดียวกันเสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาหัวคิ้วขมวดมุ่นจ้องมองเหวินซู่ตาเขม็งถึงจะมีกฏของเสวียนอู่หยางอยู่แต่ก็ใช้ว่าตระกูลเสวียนจะสามารถลงมือได้ตลอดเวลา สำหรับคนที่แหกกฏสุดท้ายแล้วต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยเพียงแต่ว่าในตอนนี้เสวียนเทียนชิงเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามีคนของตระกูลเสวียนอยู่แถวนี้หรือไม่
“เ้าสังหารหลายชายของข้านี่ไม่เกี่ยวกับอื่นแต่เป็การแก้แค้นส่วนตัว”
เหวินซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าสายตาที่มองเสวียนเทียนชิงนั้นก็ราบเรียบไร้อารมณ์ราวกับมองคนตายไปแล้วคนหนึ่ง ปรมาจารย์ขั้นสี่ก็คือขั้นรู้แจ้งผู้ที่ฝึกถึงขั้นนี้แล้วก็เท่ากับข้ามผ่านขั้นญาณทิพย์ประจักษ์แจ้งในกฎฟ้าดินไม่เพียงแค่จะควบคุมพลังจิตให้ชักนำกฏฟ้าดินได้แต่ในระดับขั้นนี้คือการเข้าใจกฏของฟ้าดินจริงๆ
“เหอะๆปรมาจารย์ขั้นรู้แจ้งท่านหนึ่งกลับหน้าไม่อายถึงเพียงนี้เชียว? ข้าสังหารหลายชายของท่านไปั้แ่สองปีก่อนหากเป็การแก้แค้นจริงเหตุถึงได้พึ่งมาเอาตอนนี้เล่า? อีกอย่างท่านแน่ใจหรือว่าวันนี้จะสังหารข้าได้?”
ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นสายตาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไรก็ตามในหัวของเขากำลังขบคิดอย่างด่วนจี๋เพื่อหาทางออกเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ขั้นสี่ไม่ใช่เื่เล่นๆการที่เสวียนอู่หยางตั้งกฎข้อนี้ขึ้นมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลในขั้นญาณทิพย์่ต้นถึง่ท้ายแม้จะเป็ปรมาจารย์เหมือนกันแต่ก็ยังนับว่าความสามารถอยู่ในขอบเขตของมนุษย์หากพูดตามหลักความจริงแล้วก็แค่มีพลังจิตและปราณแท้ที่เหนือกว่าขั้นเบิกิญญาหลายสิบหลายร้อยเท่า
ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เสวียนเทียนชิงสู้กับปรมาจารย์เฝิ่นในโรงจำนำแม้ว่าเสวียนเทียนชิงจะยังเป็ขั้นเบิกิญญาแต่เขาก็อาศัยวิธีการเลี้ยงพลังจิตไว้ในกระบี่ชั้นฟ้าเพื่อทดแทนความต่างในด้านคุณภาพและปริมาณได้
อย่างไรก็ตามสำหรับปรมาจารย์ขั้นสี่ขั้นรู้แจ้งนั้นไม่เหมือนกันบุคคลระดับนี้ถือว่าขาข้างหนึ่งได้ก้าวสู่ขอบเขตเหนืุ์ไปแล้วในระดับขั้นที่รู้แจ้งต่อกฏของฟ้าดินและสามารถชักนำใช้พลังของฟ้าดินได้เช่นนี้แค่เพียงโบกมือก็สามารถสร้างเทะเลเพลิงคมดาบพิรุณได้ดั่งใจนี่ไม่ใช่เขบเขตที่เสวียนเทียนชิงจะอาศัยความได้เปรียบในเื่อื่นมาทดแทนได้
“เ้าจะพูดอะไรก็เปล่าประโยชน์วันนี้เ้าจะต้องตาย”
เหวินซู่ยังคงสงบทั้งน้ำเสียงและสีหน้าล้วนราวกับพูดเื่ทั่วไปหากเสวียนเทียนชิงตายลงในวันนี้จะต้องกลายเป็เื่ใหญ่ที่สามารถพลิกฟ้าดินในแดนเบญจภพได้อย่างแน่นอนอีกอย่างจากที่เสวียนเทียนชิงสังเกตุดูแล้วเกรงว่านี่คงเป็โอกาศที่คนในเงามืดเ่าั้รออยู่ไม่แน่ว่าคนของตระกูลเสวียนที่จับตาดูเขาอยู่ตอนนี้คงถูกรั้งตัวเอาไว้แล้ว!
“ปรมาจารย์ขั้นรู้แจ้ง...แม้จะดูยากเกินไปแต่ข้ายังหวังจะลองดูสักครั้ง!”
ในเมื่อต้องสู้ก็คือต้องสู้เสวียนเทียนชิงไม่ใช่คนที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยโทษโชคชะตาหรือผู้อื่นเดิมทีเขาก็ตระหนักได้มานานแล้วั้แ่สามปีก่อนเขาถูกบีบบังคับให้ออกจากเมืองหลวงก็เข้าใจแล้วว่าโลกนี้ที่พึ่งพาได้ก็คือตัวเองไม่ว่าจะเป็โชคชะตาชาติกำเนิดสูงศักดิ์หรือแม้แต่บิดาของเขาที่อยู่ในเมืองหลวงก็ไม่อาจช่วยเหลือเขาได้ทุกเื่
หลังเหยียดตรงดุจกระบี่ตั้งขวางสายตาและท่วงท่าสูงสง่ารางวขุนเขา ภาพลักษณ์ของเสวียนเทียนชิงในยามนี้มีน้อยคนนักที่จะเคยเห็นดวงตาของชิงเหนียวและลู่หยาเป็ประกายวิบวับยามจดจ้องนายของตนเพียงครู่เดียวหญิงสาวทั้งสองก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเช่นกันกลิ่นอายที่ปะทุออกมาของสามนายบ่าวเพียงแค่่เวลาสั้นๆก็สามารถทำให้กองทัพหลวงห้าสิบนายถึงกับต้องหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยคนที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหน้าก็อดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกเสียววาบขึ้นมา
“ที่แท้คุณชายจรัสฟ้าก็น่ากลัวถึงเพียงนี้!”
เหล่าทหารกองทัพหลวงต่างสูดหายใจเข้าลึกถูกกลิ่นอายของเสวียนเทียนชิงชักนำความรู้สึกจนฮึกเหหิมขึ้นมาจะมีก็แค่บางคนเท่านั้นสีหน้าปรากฏความลังเลทั้งในใจยังกังวลอย่างยิ่งทหารกองทัพหลวงห้าสิบคนเสวียนเทียนชิงไม่เคยฝันหวานว่าเซี่ยหงหยูจะส่งคนที่ไว้ใจได้มาให้เขาอยู่แล้ว
“วันนี้ต้องสู้ศึกกับปรมาจารย์ขั้นรู้แจ้ง ผลลัพธ์จะเป็จะตายแม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่อาจรู้ได้เช่นกันข้าเสวียนเทียนชิงไม่ใช่คนไร้เมตตาหากพวกเ้าคนไหน้าจากไปก็จงไปเสียั้แ่ตอนนี้ส่วนคนที่ยินดีจะร่วมทางกับข้าต่อไปจากนี้ถือว่าเป็หายของแซ่เสวียน!”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขุมทั้งยังทรงพลังของชายหนุ่มดังขึ้นประโยคนี้ของเขากล่าวออกมาด้วยความจริงใจ ไม่ว่าจะมีคนจากไปหรือไม่ก็ไม่สำคัญรบกับปรมาจารย์ขั้นสี่จำนวนคนที่ได้เปรียบนั้นไม่มีความหมายขั้นรู้แจ้งสามารถใช้กฏฟ้าดินได้เพียงแค่คนระดับนี้หนึ่งคนก็แข็งแกร่งเท่ากับทหารนับร้อยแล้ว!
ในแดนเบญจภพคนที่เกลียดเสวียนเทียนชิงนั้นมีมากแต่คนที่เลื่อมใสในตัวเขาก็มีไม่น้อยวันนี้ในกองทัพหลวงห้าสิบคนที่เซี่ยหงหยูส่งมาก็ยังนับว่ามีคนที่พร้อมจะเดินร่วมทางไปกับเขากว่าครึ่ง!ในจุดนี้ยังสามารถบอกกับเสวียนเทียนชิงได้ด้วยว่าเซี่ยหงหยูได้เตรียมทางหนีที่ไล่เอาไว้สุดท้ายแล้วเซี่ยหงหยูจะตัดสินใจอย่างไรก็ยังขึ้นอยู่กับตัวของเสวียนเทียนชิงเอง!
“ชิงเหนียวเ้านำทหารสิบนายไปทางซ้ายส่วนลู่หยาเ้าไปทางขวาเหวินซู่ดาบแดงฝึกฝนอยู่ในทุ่งเพลิงผลาญมาทั้งชีวิตสิ่งที่เขาถนัดมากที่สุดก็คือวิชาสายเพลิงคราวนี้ข้าคงได้กรีดเืเฉือนหนังตัวเองจริงๆ แล้ว!”
ตอนนี้เหวินซู่ยังไม่ลงมือถือเป็เวลาที่มีค่ามากสำหรับเสวียนเทียนชิงในมือของเขาปรากฏเจดีย์จิตพิสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งอย่างไรก็ตามคราวนี้ไม่เหมือนกับตอนที่สู้กับซางฉู่เพราะเสวียนเทียนชิงกัดปลายลิ้นพ่นเืแท้ของตัวเองออกมาและถ่ายพลังทั้งหมดของตัวเองเข้าสู่เจดีย์ทันที
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ
แสงสีเงินหลายสิบสายพุ่งออกมาจากเจดีย์รวมถึงแสงสีทองสองสายที่ตัดผ่านอากาศจนเกิดเป็เสียงร้องคำรามออกมาแสงสีท้องคือสัญลักษณ์ของสมบัติชั้นฟ้าตอนนี้ในมือของลู่หยาไม่ใช่มีดสั้นคู่กายของนางแต่ะเป็กระบี่สั้นสีเงินเล่มหนึ่งเช่นเดียวกันในมือของชิงเหนียวก็เป็กระบี่เงินชั้นฟ้าที่ออกมาจากเจดีย์จิตพิสุทธิ์
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ
“พวกเ้ารับไปติดตามนางสองคนแล้วใช้จิตสื่อกับกระบี่เงินในมือ”
สุดท้ายแล้วที่ออกมาจากเจดีย์พิสุทธิ์ก็คือกระบี่เงินชั้นฟ้าสองเล่มในมือลู่หยาและชิงเหนียวรวมไปถึงกระบี่เงินชั้นดินอีกสามสิบสี่เล่มที่แจกจ่ายให้กับทหารของกองทัพหลวงั้แ่ออกเดินทางเมื่อสามปีก่อนกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มนี้ก็คือไม้ตายก้นหีบที่เขาได้รับมาจากพี่หญิงใหญ่ของเขา
“ไป!”
สิ้นเสียงของเสวียนเทียนชิงคนทั้งสามสิบเจ็ดคนโดยมีเสวียนเทียนชิงเป็แกนกลางก็พุ่งเข้าหาเหวินซู่ทันทีชิงเหนียวกับลู่หยาแยกออกเป็สองฝั่งโดยมีทหารทัพหลวงสิบนายอยู่ด้านหลัง สำหรับสาวใช้ทั้งสองของเสวียนเทียนชิงนั้นไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรกับกระบี่ในมือแต่กับทหารทัพหลวงอีกสามสิบสี่คนนั้นล้วนประหลายใจอย่างยิ่ง!
“ไข่กระทบหิน...รนหาที่ตาย”
เหวินซู่ปรายตามองเหล่าทหารทัพหลวงอย่างเ็าก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่เสวียนเทียนชิงเจดีย์ในมือของชายหนุ่มนั้นเขารู้จักดีเพราะมีชื่อเสียงไปทั่วแดนเบญจภพ แน่นอนว่าต่อให้เขาโลภมากแค่ไหนวันนี้ก็ทำได้เพียงสังหารเสวียนเทียนชิงเท่านั้นส่วนเจดีย์จิตพิสุทธิ์ยังไงก็ต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่
พลังของปรมาจารย์ขั้นสี่ก็คือควบคุมกฎฟ้าดินซู๋เหวินถือดาบแดงปักลงพื้นครั้งหนึ่งก็เกิดคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณสามลี้ยามกลิ่นอายของเขาปะทุออกมาดวงตาก็แดงฉานดุจเปลวเพลิงลมหายใจพ่นออกมาครั้งหนึ่งไม่เพียงอากาศรอบด้านจะลุกไหม้แต่ยังพัดกระจายออกไปกลายเป็สะเก็ดเพลิงโจมตีรอบทิศ
“ตั้ง!”
เหวินซู่ลงมือแล้วเสวียนเทียนชิงเองก็ไม่รอช้าเขาคำรามออกมาเสียงต่ำในมือถือเจดีย์จิตพิสุทธิ์อาศัยของวิเศษชิ้นนี้ควบคุมกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มชิงเหนียวกับลู่หยาถือกระบี่แกนหลักทั้งยังมีประสบการณ์จึงลงมือได้อย่างทันทีแม้ว่าทหารทัพหลวงอีกสามสิบสี่คนจะใแต่ก็ยังนึกถึงคำพูดของเสวียนเทียนชิงก่อนหน้านี้ให้ใช้จิตสื่อกระบี่ปล่อยกายไปตามท่วงทำนอง
ยามกระบี่สามสิบหกเล่มเคลื่อนไหวพร้อมกันไอปราณสองสายจากกระบี่สั้นและกระบี่ยาวในมือของชิงเหนียวกับลู่หยาก็แตกออกคล้ายใยแมงมุมเชื่อมโยงจิตกระบี่ของกระบี่ทั้งหมดเข้าด้วยกันพริบตานั้นปราณกระบี่อันแหละคมพลันส่งเสียงกรีดฟ้าสั่นระงมดุจหมื่นมัจฉาตั้งเป็ค่ายกลกระบี่ต้านระสะเก็ดเพลิงของเหวินซู่
มาถึงตอนนี้สะเก็ดเพลิงถูกปราณกระบี่ฟันแตกกลายเป็ขี้เถ้าซู่เหวินก็มิอาจเมินเฉยได้ต่อไปแล้วปรมาจารย์ขั้นสี่ผู้สูงส่งอย่างเขามีชีวิตมานับร้อยปีวันนี้กลับต้องมาตกตะลึงเพราะคนรุ่นหลังคนหนึ่ง!
“ถึงจะอาศัยพลังของเจดีย์จิตพิสุทธิ์แต่เหตุใดขั้นเบิกิญญาอย่างเ้าถึงควบคุมค่ายกลกระบี่ได้เล่า?”
สีหน้าของเหวินซู่หมองลงแม้เสวียนเทียนชิงจะเพียงแค่รับการโจมตีที่ใช้พลังไปไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของเขาได้แต่มันก็ยังน่าตกตะลึงเกินไป! จากความประมาทดูแคลนก่อนหน้านี้เพียงแค่ลงมือครั้งเดียวก็ราวกับถูกตบไปฉาดใหญ่!จากนี้ไปไม่เพียงรู้สึกเสียหน้าแต่ในฐานะปรมาจารย์ขั้นรู้แจ้งกลับทำให้เหวินซู่ยิ่งอยากสังหารเสวียนเทียนชิงมากเข้าไปอีก!