บทที่ 20 งั้นมาสู้กัน!
เจียงหว่านแค่นเสียงเย็น "อย่ามาทำเป็โง่หน่อยเลย ฉันบอกคุณไปแล้วว่าเป็ลูกชายของคุณที่คลานมาหากระทะน้ำมันของฉัน ถ้าฉันไม่ขว้างชามใส่จนทำให้เขาใ ตอนนี้เขาคงถูกทอดจมหายไปในกระทะแล้ว”
“แล้วนี่อะไร จู่ ๆ คุณก็ออกมาด่าฉันไม่ไว้หน้า ก็สมควรโดนแล้วล่ะ!”
หลังจากพูดจบ เจียงหว่านเดินไปยกขนมหูแมวขึ้น เธอได้แต่คิดว่า ไม่ต้องใช้ชามแล้ว ยกไปทั้งกระชอนนี่แหละ!
ส่วนน้ำมันที่เหลือปิดฝาไว้ก่อน ค่อยกลับมาเอาอีกรอบ!
หลัวิ่กัดฟันอย่างโกรธจัด มองตามหลังเจียงหว่านราวกับจะฉีกเธอออกเป็ชิ้น ๆ
แต่ผู้หญิงคนนี้หนังหนาเกินไป ั้แ่เมื่อก่อนก็ไม่เคยแสดงความเมตตา แล้วเธอจะทำอะไรอีกฝ่ายได้?
หลังจากที่แยกย้ายกันไป เจียงหว่านก็กลับมาบ้านและหยิบชามใบเดียวที่เหลืออยู่ออกมาใส่ขนมหูแมว
พอผิงอันทำการบ้านเสร็จ ก็เห็นเธอกลับมาจึงพูดอย่างเหยียดหยามว่า "เมื่อกี้เธอสู้กับคนอื่นมางั้นเหรอ?"
“บอกทีว่าทำไมเธอไม่รู้จักหยุดบ้าง”
ตอนนี้เจียงหว่านอารมณ์ไม่ดี จึงไม่้าคุยกับเขา
เธอวางชามไว้ข้างหน้าผิงอัน คิดจะกลับไปเอาน้ำมันกลับตรงกระทะ
เธอ้าให้ทุกอย่างจบ แต่ผิงอันกลับปฏิเสธ
เมื่อเห็นว่าเธอไม่พูด ผิงอันก็ต่อว่าเธอหนักขึ้น
“เธอแต่งงานกับพ่อของฉันแล้ว จึงถือเป็ภรรยาของทหารด้วย ถึงเธอคิดจะอยู่ที่นี่อีกแค่เจ็ดเดือน แต่ในตอนนี้เธอยังเป็สมาชิกของกรมทหารของเราอยู่นะ”
"ทำไมไม่รู้จักสงบสติอารมณ์และทำตัวดี ๆ กับเพื่อนบ้านบ้าง"
“พ่อของฉันช่างตาบอดจริง ๆ ที่แต่งงานกับคนแบบเธอ!”
ผิงอันยังคงพูดต่อ คำเหล่านี้ล้วนเป็คำพูดที่สามีภรรยาโต้เถียงกัน
เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมัน แค่เห็นว่าคนอื่นพูดกันอย่างนั้น จึงพูดบ้าง
แค่คิดว่าได้ด่าก็เท่แล้ว
ทว่าเจียงหว่านหมดความอดทนแล้ว
เธอวางชามในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงแล้วพูดด้วยความโกรธ
"ฉันสู้เพราะอะไร?"
“เธอรู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมาโทษฉัน?”
“เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์ฉัน”
“เธอเป็ใครถึงอยากมาสอนบทเรียนให้ฉัน?”
“เฉียวผิงอัน ฉันรู้สึกละอายใจต่อเธอ เพราะก่อนหน้านี้ฉันเกือบจะขายเธอไป และฉันรู้สึกผิด!”
“แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมาสั่งสอนฉัน และเธอก็ไม่มีคุณสมบัตินั้น!”
ผิงอันตกตะลึงไปเล็กน้อย เพราะปกติแล้วเจียงหว่านดูอารมณ์ดีมาก
ด่าแค่ไหนเธอก็ไม่พูดอะไร ทั้งยังทำอาหารอร่อย ๆ ให้
แต่วันนี้เธอไม่อ่อนโยนอีกต่อไป แถมยังตำหนิเขา ซึ่งทำให้เด็กชายรู้สึกโกรธขึ้นมาเหมือนกัน
เขายืนขึ้นตบโต๊ะและะโลั่น
"ฉันพูดเพื่อประโยชน์ของเธอเอง ยังไม่เห็นค่าอีกเหรอ!"
เจียงหว่านเยาะเย้ย "เพื่อฉัน? เฮอะ ๆ ตลก ฉันไม่้าให้เธอมาหวังดีสักนิด!"
หน้าของผิงอันแดงก่ำด้วยความโกรธ
เจียงหว่านก้มมองชามขนมหูแมวบนโต๊ะ
เธอจับมันโยนลงพื้น ทำให้ชามแตกออกเป็เสี่ยง ๆ และขนมหูแมวก็กระจายไปทั่วพื้น
ผิงอันใมาก
ทว่าเจียงหว่านกลับพูดอย่างเ็า "เหตุผลที่ฉันทำอาหารอร่อย ๆ ให้เธอ เพราะฉัน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับเธอ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมาเหยียบย่ำหัวใจฉันได้"
“ในเมื่อเธอคิดว่าทุกสิ่งที่ฉันทำมันผิด แต่กลับคิดว่าคนภายนอกนั้นถูก งั้นก็ไม่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติแล้ว”
"ต่อจากนี้มาสู้กัน!"
หลังจากพูดจบ เธอก็หยิบกะลามังเดินออกไป
ถึงเธอจะโกรธแต่ก็ไม่สามารถทิ้งน้ำมันที่อยู่ข้างนอกได้
ยังไงเสียก็ต้องไปจัดการอยู่ดีถูกไหม?
หลังจากย้ายน้ำมันแล้ว เจียงหว่านดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง หันศีรษะไปก็เห็นเจียงเสวี่ยยืนอยู่ข้างราวบันไดตรงทางเดินบนชั้นสอง อีกฝ่ายกำลังมองมาที่เธอด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
ในดวงตาคู่นั้นแสดงถึงการเยาะเย้ยอย่างชัดเจน!
……
รูม่านตาของเจียงหว่านหดตัวลง เธอหันศีรษะกลับ และทำเป็ไม่สนใจอีกฝ่าย
เมื่อกลับมาที่ห้อง ผิงอันก็หายตัวไปเสียแล้ว
แต่ขนมหูแมวบนพื้นถูกเก็บไปจนหมด เหลือไว้แต่เศษชาม
เจียงหว่านหัวเราะเยาะและพูดกับตัวเองว่า "ถ้าเก่งนัก ก็อย่าเก็บมันขึ้นมากินสิ!"
ขณะว่าด้วยน้ำเสียงเ็า เธอก็จำต้องก้มเก็บชิ้นส่วนชามขึ้นมา
แต่ในขณะที่กำลังเก็บกวาด เธอก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้ พอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเื่มันผิดปกติเกินไป
หลังจากเก็บเศษชามแล้วก็ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็น แต่เฉียวเหลียนเฉิงยังคงไม่กลับมา
วันนี้เจียงหว่านไม่ได้ทำกับข้าว ดังนั้นเธอจึงไปหาสะใภ้เฉิน
บ่ายวันนี้ กองทัพอาจมีภารกิจบางอย่าง หัวหน้าหน่วยเฉินจึงไม่อยู่บ้าน
สะใภ้เฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเจียงหว่านมาหา แต่ก็ยังต้อนรับเธออย่างอบอุ่น
“ฉันจะไม่ถามเกี่ยวกับเื่วันนี้ ฉันเชื่อเธอ ฉันไม่เชื่อสิ่งที่คนอื่นพูด แต่ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันเห็น” สะใภ้เฉินพูดเข้าประเด็น
เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ค่อนข้างซาบซึ้ง
“พี่สะใภ้เฉิน ขอบคุณค่ะ!”
สะใภ้เฉินโบกมืออย่างเฉยเมย "ไม่เป็ไร ๆ ไม่ใช่เื่ใหญ่ นี่กินข้าวหรือยัง มากินด้วยกันเถอะ!"
เจียงหว่านส่ายหัว "พี่สะใภ้ ฉันมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ"
สะใภ้เฉินผงะเล็กน้อย รีบวางตะเกียบและตั้งใจฟัง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงหว่านก็เปิดประตูบ้านของเจียงเสวี่ย
ในห้อง ผิงอันและเจียงเสวี่ยกำลังทานอาหาร เมื่อเห็นเจียงหว่านเข้ามา พวกเขาก็มองเธอด้วยความใ
"เจียงหว่าน เธอกำลังทำอะไรน่ะ? ผิงอันมาหาฉันเองนะ" เจียงเสวี่ยผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจพลางจ้องมองไปที่เจียงหว่าน
ทว่าเจียงหว่านไม่สนใจเธอสักนิด เธอมองไปที่ผิงอันอย่างเ็า แล้วพูดขึ้น
“ถ้าพ่อเธอรู้ว่าเธอมาอยู่ที่นี่ เชื่อหรือเปล่าว่าพรุ่งนี้เขาจะให้การบ้านเพิ่มเป็สองเท่า?”
ผิงอันพูดอย่างโกรธ ๆ ว่า "ไม่ใช่เื่ของเธอ นังตัวเหม็น!"
เจียงหว่านแค่นเสียง "ดีมาก งั้นเพิ่มอีกสองเท่า!"
ผิงอันหัวเสียทันที ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปที่เจียงหว่านอย่างดุร้าย ส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธออกมาไม่หยุด
เจียงหว่านจ้องกลับพลางพูดว่า "ยังไม่กลับไปอีกเหรอ?"
ผิงอันแค่นเสียงใส่ เขาลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งหนีออกไป
เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง เจียงหว่านก็มองไปที่เจียงเสวี่ย
“เื่เมื่อบ่ายนี้ เป็ฝีมือของเธอใช่ไหม!”
เจียงเสวี่ยหัวเราะ "ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเื่อะไร!"
เจียงหว่านเย้ยหยัน "ไม่เข้าใจงั้นเหรอ? งั้นฉันจะอธิบายให้เธอฟัง ตอนบ่ายฉันทอดขนมหูแมวข้างนอก และตอนที่ฉันกลับมาเอาชามมันไม่มีใครอยู่ในลาน"
"มีแค่ลูกชายของหลัวิ่กำลังเล่นอยู่บนบันไดเหมือนทุกวัน ซึ่งอยู่ห่างจากกระทะของฉันมาก"
“ฉันไปหยิบชามกลับออกมาไม่ทันไร กลับเห็นเด็กคนนั้นกำลังปีนขึ้นเตา เขายังเด็กคิดไม่เป็ กลับปีนเตาได้คงเป็เพราะมีคนสั่ง"
“พอฉันลงไปข้างล่าง ก็เจอเธออยู่ที่บันได ถ้าเธอบอกว่าเธอไม่รู้เื่ด้วย ฉันไม่เชื่อ!”
เจียงเสวี่ยพูดเสียงเย้ยหยันอย่างดูถูก "เธอกำลังมองหาแพะรับบาปหรือไง?"
เจียงหว่านถ่มน้ำลาย "ฉันกำลังมองหาแพะรับบาปกับผีน่ะสิ คิดว่าฉัน เจียงหว่าน เป็คนกล้าทำไม่กล้ารับงั้นเหรอ?"
“เธอต่างหากเจียงเสวี่ย เธอไม่ได้ตาบอด ขนาดฉันอยู่ชั้นบน ยังเห็นเทียนเทียนกำลังปีนเตาเลย ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าเธอที่อยู่ชั้นล่างจะไม่เห็น!”
เจียงเสวี่ยแค่นเสียง "ฉันก็แค่ไม่ได้มองไปที่ลาน"
เจียงหว่านพยักหน้า "ได้ ถึงตอนแรกเธอไม่เห็น แต่ตอนที่ฉันะโลงมาจากชั้นบน และตอนฉันโยนชามลงมา เธอก็ไม่ได้ยินตอนที่ชามแตกเหรอ?"
“เธอหูหนวกตาบอดไปแล้วงั้นเหรอ!”
"ฉันอยู่ชั้น ต่อให้รีบวิ่งลงมาที่ลานก็คงไม่ทัน แต่เธอที่อยู่ข้างล่าง ทำไมถึงไม่ขยับตัวทำอะไรเลย!"
คำถามนี้ เจียงเสวี่ยตอบไม่ได้
เจียงหว่านกล่าวต่อ "เจียงเสวี่ย ไม่ว่าเธอจะกระเสือกกระสนอยากอยู่กับเฉียวเหลียนเฉิงแค่ไหน หรือ้ากดดันฉันยังไง ฉันเข้าใจได้"
“แต่เธอไม่ควรเอาเด็กอายุสามขวบมาเกี่ยวข้อง!”