แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 51 : วันธรรมดาที่รู้สึกไม่เหมือนเดิม

     

    ตอนที่ 51 : วันธรรมดาที่รู้สึกไม่เหมือนเดิม

     

              ยามเช้าวันปกติเริ่มขึ้นอย่างแสนธรรมดา เสียงเจี้ยวจ้าวพูดคุยของนักเรียนขณะเดินผ่านรั้วดังเซ็งแซ่เช่นทุกวัน เช่นเดียวกับเสียงรถยนต์ที่อยู่โดยรอบโรงเรียนจอดรับส่งเด็ก

              เป็นยามเช้าของชีวิตวัยเรียนที่หาได้ทุกที่ในประเทศไทย นักเรียนบางกลุ่มก็ดูสดใสไปกับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันในช่วงเสาร์อาทิตย์ บางคนก็ดูหม่นหมองที่หมดเวลาพัก บางคนก็กังวลกับการรายงานหน้าชั้นในคาบเรียนแรก

              ทว่า... ในบรรดานักเรียนเหล่านั้น กลับมีนักเรียนหญิงคนนึงยืนประจันประตูโรงเรียนฝั่งด้านหลัง ด้วยสีหน้าขมวดจริงจังประสมกังวลอยู่คนเดียว

              ต่างจากนักเรียนคนอื่นที่ค่อย ๆ เดินผ่านรั้วประตูเข้าไป เด็กสาวกลับเอาแต่จ้องมองภายในโรงเรียนเหมือนใช้เวลาทำใจ

     

    ใจเย็นไว้ฟ้า... ตอนนี้เราย้ายมาอยู่หอแล้ว

    ไม่ได้ต้องกลับบ้านแล้วซะหน่อย มีเวลาเตรียมตัวเหลือเฟือ!

              เด็กนักเรียนสาวผมดำยาวประบ่า... ฟ้าถอนหายใจปรับอารมณ์ตัวเอง หวังให้หัวใจที่เต้นรัวนี้สงบลงบ้าง

              แม้พอคิดถึง ‘เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเย็นนี้’ มันจะทำให้หัวใจเธอกลับมาเต้นจังหวะเดิมอยู่ดีก็เถอะ

     

    ไม่ได้ ๆ!!! แบบนี้ไม่ได้ทำอะไรพอดี!

    ตัดสินใจแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์น่ะ!

     

    ถ้าแค่ไปเรียนตามปกติยังไม่ได้ ก็คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว!!!

              หลังปลอบใจตัวเอง ฟ้ากำมือฮึดสู้เริ่มออกเดินเหมือนนักเรียนคนอื่น

              แล้วเริ่มชีวิตวัยเรียนของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา

     

    ❖❖❖❖❖

     

    หลังจากนั้นฉันก็เดินไปที่ห้องเรียนชั้น ม.3/2 แบบที่ยังไม่ชินเท่าไหร่

    ขนาดเปิดเทอมมาเดือนกว่าแล้ว แต่ยังเผลอเดินไปที่ห้องตอน ม.2 อยู่เลย (ไม่ใช่เพราะกำลังกังวลอยู่หรอกนะ!)

     

    แต่... อีกอย่างที่ไม่ชินก็คือเรื่องการวางตัวต่อหน้าเพื่อนนี่แหละ

    ...ถึงจะคนละสาเหตุกันก็เถอะ

     “อู...”

              ฟ้าคิดแล้วยังกังวลจนปวดท้อง ไม่รู้จะหาข้ออ้างให้กับสถานการณ์ที่ตัวเองเจอได้ยังไง

              แต่อนิจจา... ก็ด้วยความกังวลจนไร้สตินี่แหละ ฟ้าถึงไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเดินเข้าไปในห้องแล้ว

              แถมตอนที่รู้ตัว ก็ดันเป็นตอนที่เพื่อนร่วมชั้นในห้องเกือบทั้งหมดหันขวับมามองเธอพอดี

     

    “ฟ้านี่นา!?”

    “มาเรียนแล้วเหรอ!”

    “หายไปไหนมาตั้งหลายวันเนี่ย!”

              เพื่อนผู้หญิงหลายคนวิ่งกรูกันเข้ามาหาฟ้าในทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในห้อง

              ถึงแววตาเป็นห่วงของทุกคนจะทำให้เธอดีใจก็เถอะ แต่สำหรับเด็กสาวที่รับมือคนไม่เก่ง การถูกรุมล้อมก็ทำเอาเหงื่อตกอยู่เหมือนกัน

     

    “อะ อื้ม... พอดีติดธุระนิดหน่อยน่ะ ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อมาหลายวันนะ”

    “ก็นั่นน่ะสิ! ทำไมไม่ตอบแชทเลยล่ะ!”

    “แล้วธุระนี่อะไรอ่ะ? อย่าบอกนะว่าที่บ้านพาไปเที่ยวแล้วไม่บอกอ่ะ!?”

    “...”

              คำพูดของเพื่อนเหมือนทิ่มใจดำทำเอาประกายในดวงตาของฟ้าหายไป ภายในใจเองก็รู้สึกเจ็บปวดอึดอัดในแบบที่ไม่คิดจะเปิดปากพูดถึง

              ...นั่นเพราะเธอรู้ ว่าบ้านตัวเองไม่มีวันทำแบบนั้น

              แล้วก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เธอถึงไม่เคยบอกเพื่อน ๆ ว่าที่บ้านของเธอเป็นยังไง และต่อให้มีเรื่อง ‘ประหลาด’ เกิดขึ้น เธอก็คงไม่คิดบอกเพื่อนด้วย

              ข้ออ้างจึงถูกเตรียมมาเพื่อการนี้

     

    “พอดีไปงานศพญาติต่างจังหวัดน่ะ”

              ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่พูดถึงคนที่บ้านฟ้าเลยหัวเย็นขึ้นเยอะ เธอเดินตามเพื่อนไปนั่งโต๊ะประจำของกลุ่มเดิม

              และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ ยังสนใจการไปต่างจังหวัดของฟ้ากันอยู่ ถึงหันหน้ากันมาเป็นทางเดียว

     

    “โห... ไปไกลเลยอ่ะดิ”

    “คงเหนื่อยแย่เลยสิ ...พูดถึงการบ้านที่ค้างอ่ะนะ”

    “อุก...”

              มุกแซวของเพื่อนยิ่งกว่ามีดกรีดแผล การขาดเรียนหลายวันย่อมทำให้มีการบ้านและงานค้างกองเป็นภูเขารออยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ แค่คิดก็ทำเอาห่อเหี่ยวแล้ว

     

              ถึงมันจะช่วยไม่ได้ที่ต้องขาดเรียนไปเพื่อ ‘เอาตัวรอด’ ก็เถอะ แต่การต้องมาไล่ตามงานค้างมันก็หนักพอกันในแง่ของจิตใจ ทำฟ้ารู้สึกอยากงอแงเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ

              ในตอนนั้น เพื่อนสาวที่นั่งข้าง ๆ ก็สะกิดไหล่ฟ้าที่กำลังน้ำตาตกใน

     

    “ตายแล้ว ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องงานค้างหรอก! ฉันเก็บเฉลยไว้ให้อยู่แล้ว!”

    “จริงเหรอ? ขอบคุณมากนะ!”

              ฟ้ากลับมายิ้มแป้นกับรอยยิ้มเทพธิดาของเพื่อน เธอไม่เคยขาดเรียนนานขนาดนี้มาก่อนเลยไม่เคยมีเรื่องแบบนี้

              พอความใจฟูเข้ามาแทรก ความหดหู่ในใจก็เลยพลอยหายไปด้วย

              ความใจดีของเพื่อน ๆ ทำเอาซะเธอน้ำตารื้น เวลาที่เจอช่วงยากลำบากนี่แหละถึงจะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้

     

    อืออออ! เพื่อนเราใจดีจัง!

    เพราะงี้แหละถึงชอบมาโรงเรียนน่ะ!!!

              ใจที่ปิดกั้นเธอด้วยความกังวลเริ่มเปิดอ้าขึ้นมา แววตาฟ้าเลยกลับมาสดใสอีกครั้ง

              สดใสมากพอ... ที่จะอยากเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง

     

    “อ๊ะ! มีอีกเรื่องนึง... คือฉันย้ายมาอยู่หอแล้วน่ะ อยู่หลังโรงเรียนนี่แหละ!”

    “ว้าว!”

    “ใกล้สุด ๆ เลยนี่นา! แบบนี้ตื่น 7 โมงครึ่งก็มาโรงเรียนทันนะเนี่ย!”

    “คงไม่ตื่นสายขนาดนั้นหรอก แหะ ๆ”

              ฟ้าอมยิ้มกรุ้มกริ่มกับสายตาสนอกสนใจของเพื่อน ๆ ไม่ได้รู้สึกกังวลที่จะเล่าเหมือนทีแรกแล้ว เพราะรู้สึกว่าบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง

              ...จนกระทั่งมีอะไรผิดแผนเธอเข้า

     

    “อ้าว? งั้นแบบนี้เราก็ไปเที่ยวกันหลังเลิกเรียนได้แล้วสิ!”

    “เอ๊ะ?”

              เพื่อนคนนึงเปิดประเด็นขึ้นมา ทำเอาฟ้าตัวแข็งโป๊ก

              แล้วเหงื่อก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าเธอ

     

    ไม่น้าาาาาาา!!!!

    เผลอพูดมากไปจนได้!!!!

              ฟ้าใจหายแวบเมื่อรู้ตัว ทั้งที่อุตส่าห์วางแผนสำหรับเย็นนี้ไว้แล้วแท้ ๆ

              แต่ทางหนีทีไล่ยังไม่ได้หมดสิ้นแค่นี้ สมองของฟ้าเริ่มแล่นไวประหนึ่งสายฟ้าเพื่อหาข้ออ้างเพิ่ม

     

    ไม่สิ! ใจเย็นก่อนฟ้า!

    จริง ๆ ไปเที่ยวหลังเลิกเรียนมันก็ไม่มีปัญหาหรอก! ขอแค่กลับหอก่อนอาทิตย์ตกดินก็พอแล้ว!

    “อะ เอ่อ... ก็ได้อยู่หรอก แต่ดึกมากมันไม่ดีนะ”

              ฟ้ายิ้มแห้ง ๆ เหมือนมือใหม่ต่อรองธุรกิจ พยายามจะขีดเส้นว่าตรงไหนได้ไม่ได้

              ...แต่มีหรือที่คนเข้าสังคมไม่เก่งจะเอาชนะมืออาชีพได้

     

    “ไม่เอาน่า! ไปเที่ยวเขาดูเวลาที่ไหนเล่า!”

    “ตะ แต่ว่า———”

    “อุตส่าห์อยู่คนเดียวแล้วเชียว! ได้อิสระเต็มที่ขนาดนี้ จะไม่ใช้ก็เสียเปล่านะเอ้อ!”

    “เรื่องนั้นมันก็———”

    “ดีล่ะ! งั้นเย็นนี้เราไปเที่ยวห้างจนมืดไปเลยดีกว่า!!!”

    “ “ “โอ้วววว!!!” ” ”

              เพื่อน ๆ ส่งเสียงโห่ร้องดีใจกันใหญ่ยังกับนัดงานฉลองไว้หลังเลิกเรียน

              ...เหลือแต่ฟ้าคนเดียวที่อ้าปากค้างช็อคไปแล้ว

     

    ไม่มีช่องไฟเลยอ่า!!!!

     

    ❖❖❖❖❖

     

    อือออออ... สุดท้ายก็ต้องไปข้างนอกกับเพื่อนจนได้

    ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเก็บตัวเงียบ ๆ หลังเลิกเรียนแล้วแท้ ๆ!

     

    แล้วไหงทุกคนถึงกระตือรือร้นที่จะเที่ยวขนาดนี้ล่ะ? แกล้งกันป่ะเนี่ย!?

    บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำไมเราถึงอยู่รวมกับกลุ่มนี้ได้น่ะ

     

    เฮ้อ...

              ฟ้าคอตกละเหี่ยใจ รู้สึกเหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้ง (ทั้งที่ตัวเองก็ชื่อฟ้าแท้ ๆ)

     

              แต่แน่นอนว่าบ่นไปก็ไม่ทันแล้วด้วย เพราะตอนนี้เธอก็กำลังเดินอยู่บนชั้นหนึ่งของห้างประจำเมือง ไม่ใช่อยู่ในหอตามที่วางแผนไว้

              เทียบกับกลุ่มเพื่อนที่เดินเล่นยิ้มแย้มดี๊ด๊าแทบจะกระโดดโลดเต้น ฟ้าเป็นคนเดียวที่เดินกุมมือกังวล แถมไม่ได้ถือแก้วชาไข่มุกในมือเหมือนคนอื่น

              นอกจากนี้... เธอยังเป็นคนเดียวที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหลายต่อหลายครั้งด้วย

              ตอนนี้เป็นเวลา 17.30 น. นั่นมากพอให้เธอเกร็งไปทั้งตัว และยิ่งเห็นว่าตัวเลขเพิ่มขึ้น เหงื่อบนใบหน้าฟ้าก็ยิ่งผุดขึ้นเป็นทวี

     

    แย่ล่ะสิ... คนเยอะไม่เหมือนกับแถวบ้านเลย

    แบบนี้วุ่นวายแน่

              ฟ้าเห็นจำนวนคนในห้างก็ชักจะเริ่มวิตกจริตใจสั่น เธอไม่ค่อยได้มาเที่ยวห้างในช่วงเวลาพลุกพล่านอย่างนี้เท่าไหร่ ถึงไม่รู้มาก่อนว่าคนจะเยอะเป็นมดแบบนี้ในช่วงเลิกเรียนหรือเลิกงาน

              ...นั่นจึงยิ่งทำให้เธอกังวลเมื่อรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

     

    “นี่ ๆ เราไปเกมเซนเตอร์ชั้นบนกันต่อป่าว?”

    “ก็ดีน้า!”

    “พอดีเลย มีเกมตู้ใหม่เพิ่งออกมาด้วยนี่ใช่มะ?”

              เพื่อน ๆ สาวของฟ้าเริ่มคุยถึงเป้าหมายใหม่กันแล้ว แต่คำว่าชั้นบนนี่แหละที่ทำให้เธอรู้สึกกังวล

     

    เดี๋ยวก่อนนะ... พี่บอกว่าตอนก่อนที่จะเกิดเรื่องไม่ควรจะอยู่ชั้นบน เพราะตึกอาจจะถล่มตอนไหนก็ได้นี่นา!?

              ฟ้านึกเรื่องสำคัญออกก็ทำเอาหน้าซีด แต่กลุ่มเพื่อนก็กำลังเดินไปที่บันไดเลื่อนกันแล้ว

     

    “ดะ เดี๋ยวก่อนทุกคน!” ฟ้ารีบเอื้อมมือเหมือนจะเข้าไปห้าม แต่ทุกคนก็หันขวับมาหาฟ้าพอดีโดยที่ไม่ต้องเข้าไปจับมือ

    “คะ คือว่า... ฉันอยากไปซื้อน้ำสักหน่อยน่ะ” ฟ้าชี้ไปทางร้านน้ำที่อยู่แถวทางออก

              พอดีกับเวลาที่เหลืออีกนิดหน่อย เธอเลยคิดจะถ่วงเวลาให้อยู่ในจุดที่จะหนีออกจากห้างได้ทันทีที่ ‘เกิดเรื่อง’

     

    “เอ๋... ไหนบอกว่าไม่หิวไงอ่ะ?”

    “ไม่เก็บตังค์แล้วเหรอ?” เพื่อนสาวสองคนถามย้ำมาแบบนั้นด้วยแววตาใสซื่อ เพราะนั่นคือข้ออ้างที่ฟ้าใช้เพื่อที่มือจะได้ว่างและเคลื่อนไหวได้สะดวก

              สุดท้ายคำโกหกก็กลายเป็นสิ่งมัดตัวจนได้ ฟ้าเลยต้องมาเหงื่อตกคิดหาข้ออ้างอีกรอบ

     

    “คือ... คิดดูอีกที ผ่อนคลายบ้างก็คงไม่เป็นไร———”

    กรี๊ดดดดด!!!!!!

    “ “ “!!!!?” ” ”

              เสียงหญิงสาวกรีดร้องทำเอาทุกคนในห้างหันไปมองตามเสียง แม้แต่กลุ่มเพื่อนสาวของฟ้าเองก็ตื่นตระหนกมองตามเสียงนั้นด้วย

              ตอนแรกทุกคนก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก กระทั่งมีเสียงกรีดร้องตามมาอีกครั้งในจุดที่ต่างกันอีกจุด และอีกจุด

              ทุกคนหันขวับไปซ้ายทีขวาทีตามเสียง สีหน้าตื่นตระหนกเริ่มเข้าปกคลุมในเวลาไม่นาน

              เช่นเดียวกับฟ้าที่เหงื่อตกมากกว่าทุกที แต่เธอก็เป็นคนเดียวที่ขยับร่างกายน้อยที่สุดเพราะไม่ได้สับสนเหมือนคนอื่น

     

    ถึงเวลาแล้วเหรอ!?

              ฟ้ามองไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน พยายามหาจุดที่คนน้อยที่สุด

              ทว่าสายไปแล้ว ตอนนี้คนที่อยู่ในห้างต่างก็ใช้ทั้งบันไดและทางออกจนแน่นเหมือนฝูงมด

              ซ้ำร้าย... เพื่อน ๆ ของเธอเองก็กำลังจะวิ่งไปทางประตูทางเข้าด้วยเหมือนกัน

     

    “เดี๋ยวก่อน! อย่าไปทางที่คนเยอะนะทุกคน!”

              ฟ้ารีบวิ่งเข้าไปขวางทุกคนไว้จากที่อยู่หลังสุด ต้องขอบคุณสถานการณ์ที่กำลังปั่นป่วน ทำให้ไม่มีใครสังเกตว่าเธอเร็วแค่ไหน

              แต่ถูกยืนขวาง สายตาทุกคนยิ่งล่อกแล่กขึ้นยิ่งกว่าเดิม

     

    ก๊าซซซซ!!!!!

              เสียงร้องคำรามปริศนาดังขึ้น ทำทุกคนในละแวกไหล่กระตุกหันขวับไปมองต้นเสียงอย่างหวาดระแวง

              เสียงฝีเท้าหนักอึ้งราวกับมีช้างเดินอยู่ในร้านเสื้อผ้าข้าง ๆ ทำทุกคนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ความกลัวทำเอาขาสั่นจนขยับไปไหนไม่ได้

              มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่แค่เหงื่อตก เธอวิ่งเข้ามาขวางระหว่างกลุ่มเพื่อนกับต้นเสียงที่กำลังเดินออกมาจากร้านเสื้อผ้าข้างหน้า

     

    แฮ่...

              สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสุนัขหมาป่าสูงสามเมตร ร่างกายของมันใหญ่โตจนหัวเกือบจะชนเพดานของร้าน เพียงแค่นั้นก็มากพอให้อกสั่นขวัญแขวนแล้ว

              แต่โชคร้ายที่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้ตัวสั่น เพราะในปากของมันกำลังคาบร่างท่อนบนของพนักงานสาว และกำลังแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย

              พริบตาที่แววตาสีแดงของมันจ้องมา ความเย็นวูบก็อาบหลังทำเอาแทบล้มทั้งยืน

     

    กรี๊ดดด!!!!!!

              ผู้หญิงที่อยู่ห่างออกไปอดกลั้นความกลัวไม่อยู่จนกรีดร้องเสียงดังลั่น เรียกหาให้เจ้าหมาป่าหันไปมองด้วยน้ำลายสอจนร่างหญิงสาวในปากตกลงกับพื้น

              เมื่อได้เหยื่อใหม่ที่ยังมีชีวิตมันก็ยิ่งนึกสนุกเดินเข้าหา หญิงสาวเมื่อรู้ว่าถูกมองก็ทำเอาเข่าอ่อนจนล้มลงไปกับพื้น

              คนที่อยู่รอบ ๆ ได้แต่มองภาพนั้นด้วยตัวสั่นเทา ...กระทั่งคนที่มีพลังพอจะทำอะไรได้สักอย่างยังไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าเลยด้วยซ้ำ

     

    ‘อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะถ้าเราตายตอนนี้ เราก็จะตายจริง ๆ’

              ฟ้านึกถึงคำเตือนที่ได้รับมาก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง

              เธอถูกย้ำเสมอว่าคนทั่วไปถึงตายที่นี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าฝันที่ตื่นมาแล้วก็ลืม แต่คนที่ตายแล้วตายจริงคือพวกเราต่างหาก การเสี่ยงช่วยคนที่เป็นเหมือน NPC ในเกมจึงไม่มีความคุ้มค่าที่จะทำ

     

    ถึงจะรู้... ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ

              แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้น ฟ้ากลับกัดฟันแน่นยอมรับไม่ได้

              ภาพของหญิงสาวนั่งแบะขาอย่างหวาดกลัวทำในอกฟ้าปวดร้าว มือเธอก็ได้แต่กำแน่นเหมือนยั้งตัวเอง

              กระทั่งหญิงสาวถูกเจ้าหมาป่ายักษ์จ้องในระยะประชิด หวาดกลัวจนไม่อาจกลั้นน้ำตาได้

     

    “ชะ ช่วยด้วย”

    “!!!?”

              คำพูดสั้น ๆ ออกมาจากปากหญิงสาว บีบหัวใจของฟ้าจนไม่อาจอดกลั้นความรู้สึกที่แท้จริงได้อีก

     

    ขอโทษค่ะ... พี่

              พริบตานั้น ฟางเส้นสุดท้ายของเธอก็ขาดลง

     

    “หยุดนะเจ้าหมาบ้า!!!!”

    “ฟ้า!”

    “จะทำอะไรน่ะ!”

              ฟ้าถีบพื้นไปก่อนที่เพื่อนจะห้ามได้ทัน เธอเข้าประชิดเจ้าหมาป่ายักษ์ในชั่วอึดใจจนมันหันขวับมอง ทำหญิงสาวโล่งใจจนล้มพับ กลายเป็นฟ้าที่ต้องรับแรงกดดันจากแววตาของมันแทน

              แล้วพริบตาที่สบตากัน แววตาของมันก็เบิกโพลงขึ้น

     

    โฮรกกกกกก!!!!!!!!!!!

              เจ้าหมาป่าคำรามขู่ใส่ต่อหน้าฟ้าจนเธอเหงื่อตก แต่ตัวเธอไม่ได้ถอยกรูดไปตามแรงกดดัน

              เธอเหยียบยั้งพื้นมั่นคง แล้วเรียกดาบสองคมสีดำสนิทออกมาจากความว่างเปล่า

              ดาบเล่มนั้นมีลวดลายประณีตราวกับเป็นศิลปกรรมจากยุคโบราณ เป็นของที่ดูก็รู้ว่าหาที่ไหนไม่ได้อีก

              ฟ้ายกดาบนั้นขึ้นด้วยสองมือ ตั้งเล็งไปที่เจ้าหมาป่าที่กำลังมองข่มขู่ พร้อมกันนั้นก็ตรวจสอบมันด้วยสกิล ‘วิเคราะห์’ ไปด้วย

     

    เลเวล 83? เยอะจัง!!!

    ในเมืองมีแต่มอนสเตอร์แข็งแกร่งแบบนี้เหรอเนี่ย!?

              เห็นข้อมูลยิ่งทำให้ฟ้าเหงื่อตก

              ทว่า... นั่นไม่ได้ทำให้มือไม้เธอสั่น เพราะดาบสีดำในมือเธอคือเครื่องหมายช่วยย้ำเตือนตัวเองว่าตนนั้นแข็งแกร่งกว่า

     

    ห้ามประมาทนะฟ้า... เอาจริงตั้งแต่แรกซะ!!!

    “ ‘จิตล่าสังหาร’!!!”

              ฟ้าเรียกใช้งานสกิลของอาวุธประจำตัว พริบตานั้นออร่าสีดำทมิฬก็เข้าปกคลุมร่างของเธอ ส่งความหนาวเย็นไปสู่ผู้คนโดยรอบ กระทั่งเพื่อนในกลุ่มเธอยังยืนแข็งทื่อ

     

    แฮ่.....

              เจ้าหมาป่ายักษ์เองก็ถูกผลของสกิลจนก้าวท้าวถอย มันโค้งตัวลงอย่างระแวดระวัง

              ฟ้าเลยอาศัยจังหวะนั้นถีบพื้นร่นระยะเข้าไป ฟันขาของมันจนเลือดสาดในพริบตาเดียว

     

    ก๊าซซซซซซซ

              เจ้าหมาป่าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด มันยกขาหน้าอีกข้างตะปบใส่ฟ้า แต่เธอก็ถีบพื้นหลบไปด้านข้างได้อย่างง่ายดาย

     

    ความเร็วน้อยกว่าที่คิดนะเนี่ย

    งั้นก็!!!

              ฟ้าได้ทีเห็นช่องว่างเลยพุ่งลอดใต้ท้องของเจ้าหมาป่า พร้อมกันนั้นก็ฟันท้องของมันลากยาวจนตัวเองพ้นจากใต้ท้อง ทำมันเจ็บปวดจนหน้าทิ่มพื้น

              เผยช่องว่างใหญ่ขนาดนั้น ฟ้าไม่ยอมพลาดโอกาสแน่

              เธอเลยกระโดดขึ้นสูงข้ามหัวของมัน พร้อมกับหมุนตัวราวกับวงแหวน ฟันคอของมันจนขาดกระเด็นในดาบเดียว ก่อนจะลงถึงพื้นได้อย่างสวยงาม

     

    ฟู่... กลัวแทบแย่แน่ะ

              ฟ้าถอนหายใจรู้สึกเหมือนเพิ่งรอดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ทั้งที่ร่างกายเธอยังสมบูรณ์ไร้บาดแผลอยู่เลยแท้ ๆ

              แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ต้องเหงากับการฉลองชัยชนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของเธอวิ่งมาหาพอดี

     

    “เมื่อกี้มันคืออะไรอ่ะฟ้า!?”

    “สุดยอดเลย! เธอทำได้ไงเนี่ย?”

    “แล้วดาบนั่นมันอะไรกันล่ะเนี่ย!?”

    “อะ เอ่อ...”

              ถูกรัวคำถามใส่ทำฟ้าเหงื่อตก อดคิดไม่ได้ว่านี่มันเดจาวูจากตอนเช้าชัด ๆ

              แต่สถานการณ์ตอนนี้มันยังไม่คลี่คลายพอให้คุยได้ จนกว่าอาทิตย์จะขึ้นมันไม่มีอะไรคลี่คลายทั้งนั้น

     

    “ขอโทษด้วยนะทุกคน แต่ตอนนี้เราต้องเอาตัวรอดก่อนนะ”

              ฟ้ามองตาเพื่อน ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องตรงหน้าก่อนตามที่ถูกสอนมา

              เหล่าเพื่อนที่ถูกฟ้ามองด้วยแววตาคมกริบก็จำต้องพยักหน้างก ๆ เชื่อฟัง ต้องขอบคุณที่เธอโค่นเจ้าหมาป่ายักษ์ไป คำพูดเธอเลยดูมีน้ำหนัก

     

              แล้วก็เป็นไปตามคาด... หมาป่ายักษ์อีกหลายตัวเริ่มเดินออกมาจากร้านค้ารอบ ๆ และมุมทางเดินที่จะออกไปทางลานจอดรถของห้าง

              จำนวนเท่าที่ฟ้ามองเห็นนั้นเกือบจะเกินสิบตัว เห็นแบบนั้นเหงื่อเย็น ๆ ก็เริ่มผุดบนหน้าผากอีกครั้ง

     

    “ฟ้า! ข้างนอกก็มีด้วยเหมือนกัน!!!”

              เพื่อนของฟ้าชี้ไปยังด้านหน้าของตัวห้าง ทำให้รู้ว่าโชคร้ายยังไม่จบ

              พอฟ้ามองพ้นจากประตูด้านหน้าไป ก็เห็นว่ามีออร์คยักษ์ตัวสูงสี่เมตรแถมยังมีถึง 3 ตัว

              พวกมันกำลังใช้กระบองไล่ทุบคนที่อยู่ตรงลานกว้างด้านหน้า เปลี่ยนที่ที่ฟ้าคิดว่าปลอดภัยกลายเป็นลานสังหารอันเต็มไปด้วยบ่อเลือด

     

    อะไรกันเนี่ย! พวกมันอยู่ทุกที่เลย!?

              ด้านหน้าเป็นกลุ่มออร์คยักษ์ ด้านหลังก็เป็นฝูงหมาป่ายักษ์ ทำเอาฟ้ารู้สึกจนตรอกเหมือนหนูที่ถูกไล่จนมุม

     

    แย่แล้วสิ... ถึงเลเวลพวกมันจะพอรับมือไหวก็เถอะ

    แต่จำนวนขนาดนี้ เราปกป้องทุกคนไม่ได้แน่

              ฟ้าเหลือบมองกลุ่มเพื่อนสนิท และอีกหลายคนที่มารวมอยู่ใกล้กับเธอเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกคนต่างมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสนกังวลกันหมด

     

              แล้วเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง... ฝูงหมาป่าที่อยู่รอบ ๆ ก็ดันเริ่มเดินใกล้เข้ามา อย่างเดียวที่ทำให้พวกมันไม่เข้ามาทันทีคือศพของเพื่อนมันที่ฟ้าเพิ่งจัดการไป

              แต่นั่นก็ทำได้แค่ถ่วงเวลาเท่านั้น ทั้งฝูงจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ขึ้นกับเวลา และฟ้ารู้อยู่เต็มอกดีว่าเมื่อไหร่ที่พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน นั่นคือจุดจบของกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังเธอ

     

              แน่นอนว่าเธอที่เป็นแรงค์ 2 สามารถเอาตัวรอดจากในสถานการณ์นี้ได้แน่ แต่นั่นเป็นคนละประเด็นเลยกับการปกป้องทุกคนไปด้วย

              ครั้นจะใจยักษ์ทิ้งทุกคนเธอก็ไม่อาจใจแข็งถึงขั้นนั้นได้ ไม่งั้นเธอคงไม่เข้าไปช่วยหญิงผู้โชคร้ายแต่หนแรก

              ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้สำหรับคนอย่างเธอ... เลยเหลือแค่การเดิมพันสู้กับพวกมันทั้งหมดโดยไม่ทิ้งใคร

     

    ไม่เคยรู้สึกเกลียดตัวเองขนาดนี้เลย

              ฟ้ารู้สึกอยากจะทุบหัวตัวเอง แต่ก็ทำได้แค่ยอมรับสิ่งที่เธอเป็น

              ฟ้าเลยตั้งดาบขึ้นมองซ้ายทีขวาทีดูล่อกแล่ก เธอพยายามจะระวังมอนสเตอร์ทั้งสองฟากพร้อมกันทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เอาแต่คิดอยู่ในใจว่าอย่างน้อยก็ขอพยายามทำสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุด

     

              ...แล้วในเมื่อเด็กสาวคนนึงพยายามขนาดนั้น เทพธิดาจักไม่ใยดีเชียวหรือ

     

    ตู้ม!!!!!

    “!!!!?”

              จู่ ๆ เสียงระเบิดก็ดังลั่นขึ้นตรงลานด้านหน้า เปลี่ยนทิวทัศน์เป็นฝุ่นควันจนมองอะไรไม่เห็น แถมแรงลมยังกระแทกเข้ากับผนังกระจกของห้างจนแตกกระจายเข้ามาภายในเลยทีเดียว

     

    “อะไรอีกเนี่ย!!!”

    “ไม่ไหวแล้วนะ พอสักทีได้ไหม!!!”

              ผู้คนด้านหลังฟ้าเริ่มกรีดร้องตัดพ้อ กุมหัวทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้น

              แต่ฟ้านั้นทำแค่ยกมือซ้ายขึ้นบังไม่ให้พลาดสิ่งที่เกิดขึ้น

     

              พอเมื่อควันบังตาอันตรธาน เธอจึงได้เห็นก่อนใคร...

              ภาพที่ปรากฏคือกลุ่มชายหญิงที่กะได้ด้วยสายตาเกินสิบชีวิต กำลังยืนอยู่ตรงกลางซากศพของพวกออร์คทั้งสาม

              ดูจากชุดเกราะที่พวกเขาสวม กับดาบหรือหอกที่พวกเขาถือ เห็นทีคนโค่นสัตว์ประหลาดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพวกเขา

              รู้แบบนั้น คิ้วของฟ้าก็ขมวดเข้าด้วยกัน

     

    กลุ่มผู้มีพลังเหรอ? แล้วจำนวนมากขนาดนั้นอีก!?

              ความรู้สึกกังวลในอีกความหมายเริ่มเข้าครอบงำฟ้า

              เธอยังจำอีกคำแนะนำของพี่ชายได้... นั่นคือผู้มีพลังด้วยกันนั้นอันตรายยิ่งกว่าพวกมอนสเตอร์ซะอีก

              แต่ฟ้าเองก็ไม่มีทางเลือกนัก เพราะกลุ่มผู้มีพลังที่อยู่ตรงลานกว้างเริ่มสังเกตเห็นเธอกับผู้รอดชีวิต คนพวกนั้นเลยถีบพื้นวิ่งเข้ามาหา

              แล้วพอพวกเขาพ้นเข้ามาในตัวห้าง...

     

    “ความช่วยเหลือมาถึงแล้วครับ!”

    “ทุกท่านรีบอพยพไปที่ลานกว้างเร็วเข้า!!!”

              ชายและหญิงสองคนวิ่งผ่านฟ้าและกลุ่มคนเข้าไปในห้าง แยกกันไปเผชิญหน้ากับหมาป่ายักษ์ตัวที่อยู่ใกล้สุดคนละตัว

              ทางผู้ชายเป็นมีดพร้า ส่วนฝ่ายหญิงเป็นหอกเหล็กที่ทำมาจากเหล็กทั้งอัน ทั้งสองหันคมตวัดเข้าใส่ขาของเจ้าหมาป่าจนพวกมันต้องถอยกรูด

              การโจมตีเหมือนจะพลาดไปอย่างน่าเสียดาย ...เว้นว่าพรรคพวกอีกสามคนที่ตามมาด้านหลังได้สร้างก้อนดินแล้วเปลี่ยนเป็นแท่งหอกยาว ยิงใส่หมาป่าตัวที่ถอยกรูดจนตัวทะลุตายคาที่อย่างง่ายดาย

     

    สุดยอดเลย... เข้าขากันสุด ๆ!

              ฟ้าเห็นแล้วอดชื่นชมไม่ได้จริง ๆ กับจังหวะที่สร้างเพื่อให้เพื่อนปิดฉาก ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถโดยรวมสูงจริง ๆ

              แม้คิดในอีกแง่นึง... หากกลุ่มพวกนี้ไว้ใจไม่ได้ ฟ้าก็รู้สึกว่าตัวเองงานเข้าแน่

     

              แต่เค้าลางสำหรับเรื่องนั้นไม่มีอยู่เลย...

              จากที่ฟ้าเห็น คนจำนวนห้าคนได้เข้าไปด้านในลึกขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสังเกตโดยรอบไปด้วย เห็นชัดว่าพวกเขาพยายามหาผู้รอดชีวิตกันอยู่

              ส่วนจุดที่เธอยืนอยู่ไปจนถึงลานกว้างด้านหน้า คนพวกนี้ก็คอยโบกให้ทุกคนมารวมกันด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

              เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนึงที่ยืนอยู่อีกฟากของกลุ่มคน เขาก็พยายามชูแขนชี้ไปที่ทางออกให้ทุกคนรู้ว่าควรทำอะไร

     

    “ค่อย ๆ เดินไปทางออกนะครับ อีกสักพักจะมีรถมารับทุกท่านไปศูนย์อพยพเอง”

              ชายคนนั้นว่าไปด้วยก็ค่อย ๆ ประคองคนที่ยังกลัวอยู่ไปยังทางออกด้วย

     

              ในขณะเดียวกัน หญิงสาวคนนึงที่อายุน่าจะเข้ามหาลัยก็เดินมาทางฝั่งของฟ้า เธอแต่งตัวดูมีสไตล์ด้วยเสื้อถักไหมพรมและกางเกงขาสั้น แถมทรงผมยังดัดลอนอีก

              อย่างไรก็ดี... สายตาที่เธอมองมามันทำให้ฟ้ากังวล

              ยิ่งสายตานั่นเลื่อนลงไปมองดาบสีดำในมือยิ่งทำฟ้ากังวลจนไหล่กระตุก แถมผู้หญิงคนนั้นยังเดินเข้ามายืนประจันหน้าฟ้าอีก

     

    “ไม่คุ้นหน้าเลย... เธอเป็นผู้มีพลังเหมือนกันเหรอ?”

    “คะ ค่ะ...”

              ฟ้าตอบกลับแบบเกร็ง ๆ แต่ก็ทิ้งปลายดาบลงพื้นเหมือนยอมจำนน ทั้งที่จริง ๆ ควรจะเก็บซ่อนมันไปเลย

              แต่หญิงสาวเองก็มองเรื่องนั้นออก เห็นจึงรู้เลยว่าเด็กสาวตรงหน้ากำลังหงอเหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ

              เธอถึงได้รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาถนัด

     

    “เธอปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกนะ”

              หญิงสาวใช้น้ำเสียงที่ดูอ่อนละมุล ทำให้ฟ้าค่อย ๆ เงยหน้า

              แล้วก็พบว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังยิ้มให้ พริบตานั้นความเคลือบแคลงใจของฟ้าก็หายไปในบัดดล

     

    “ขอบคุณที่ช่วยหนู เอ่อ ไม่สิ... ขอบคุณที่ช่วยพวกเรานะคะ!”

    “จ้า ๆ แต่ก่อนอื่น เราไปรวมพลกันก่อนดีกว่าเนอะ”

              หญิงสาวชี้ไปทางออก แม้จะอยากรับขอบคุณแค่ไหนแต่ดูท่าเธอจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง

              คนอื่น ๆ รวมถึงเพื่อนของฟ้าเองก็เดินนำไปก่อนแล้ว เหลือแต่ฟ้ากับหญิงสาวที่รั้งท้ายเพื่อคอยสังเกตการณ์ให้กับกลุ่ม นั่นเลยเป็นจังหวะให้เธอกลับมาสนใจฟ้าอีกครั้ง

     

    “อ้อ ถึงจะช้าไปหน่อย แต่พวกเรามาจากเซฟเวอร์น่ะ เพราะงั้นสบายใจได้เลยนะ”

    “เซฟเวอร์?”

              ฟ้าพึมพำในลำคอกับคำตอบของพี่สาวตรงหน้า เธอค่อนข้างรู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้

     

    จะว่าไป... พี่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนนี้กำลังมีกลุ่มใหญ่เริ่มมีอิทธิพลในกลุ่มผู้มีพลังขึ้นมานี่นา

    ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะเป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อคอยช่วยเหลือทั้งคนทั่วไปและผู้มีพลังด้วยกัน

     

    แต่... พี่ก็บอกด้วยเหมือนกันว่า คนทุกกลุ่มก็มีคนทุกแบบ

              ฟ้าเดินไปข้าง ๆ ก็เหลือบมองพี่สาวที่เดินนำไปด้วย เธอจ้องเหมือนอยากรู้ให้ได้ว่าความเมตตาก่อนหน้านี้มีเจตนาแฝงรึไม่ เพราะถ้าถูกหักหลังขึ้นมาด้วยความประมาท เธอคงไม่มีหน้าไปพบพี่ชาย

              กระนั้น รอยยิ้มที่พี่สาวกำลังเผยให้ ฟ้ากลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นของปลอมเลย

     

    “อ้อ! ฉันชื่อนุ่นนะ เป็นผู้มีพลังเหมือนกัน ทำความรู้จักกันไว้คงไม่เสียหายเนาะ”

    “คะ ค่ะ! ส่วนหนูชื่อฟ้าค่ะ!”

              ฟ้ารีบแนะนำตัวตอบกลับ พี่สาววัยมหาลัยผมสั้นประบ่า... นุ่นก็ยิ้มรับในทันที

     

    “น้องฟ้าเนาะ อืม... น่าจะน้องแหละ” นุ่นมองฟ้าแล้ว คิดว่าไม่น่าเป็นอื่นจากชุดนักเรียนที่เธอสวม

    “ถ้าเธอเป็นผู้มีพลังคงรู้อยู่แล้ว ตอนนี้พวกเรายังไม่ถือว่าปลอดภัย”

              นุ่นกระซิบเข้ามาใกล้หู บางทีเธอคงไม่อยากให้คนธรรมดาที่เดินนำไปก่อนตื่นตระหนก

              แต่สำหรับผู้มีพลัง หากยังไม่เช้าก็ไม่ถือว่าปลอดภัยทั้งนั้น การพยายามเตือนเรื่องที่รู้อยู่แล้วจึงมาจากความห่วงใยของนุ่นเอง

     

    “เพราะงั้น... ตื่นตัวไว้นะ” นุ่นย้ำอีกรอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ฟ้าเลยขมวดคิ้วพยักหน้ากลับไปด้วยสีหน้าเดียวกัน

    “เข้าใจแล้วค่ะ”

    นั่นสินะ... จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

              ฟ้ากำมือแน่น แม้จะเหงื่อตกด้วยความกังวลไม่หาย แต่ก็ยังเดินตามกลุ่มไปแบบมั่นคงเพื่อพร้อมรับทุกสถานการณ์

              กระทั่งพ้นประตูหน้าห้างที่แตกละเอียดไป พอรวมกับกลุ่มคนที่อยู่ตรงลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอยู่แล้ว จำนวนทั้งหมดก็เรียกว่ามีมากกว่า 50 คนเลยทีเดียว

              ในตอนนั้น ก็มีชายหนุ่มอายุน่าจะรุ่นมหาลัยแบบนุ่นเดินเข้ามาหา

     

    “นุ่น! รถกำลังจะมารับนะ เธอคอยดูแลคนอพยพอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”

    “เข้าใจแล้วค่า!”

              นุ่นทำท่าตะเบ๊ะรับทราบอย่างทีเล่นทีจริง ฟ้ามองแล้วดูท่าสองคนนี้จะสนิทกันน่าดู

              แต่เวลาแอบคิดเล่นก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง เมื่อชายหนุ่มหันมามองที่เธอด้วยแววตาสงสัย

     

    “แล้วเธอคือ?”

    “อ้อ! เหมือนจะเป็นผู้มีพลังที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนน่ะค่ะ”

              นุ่นแบะมือมาทางฟ้าแนะนำตัวให้แทนเสร็จสรรพ ทำเอาฟ้าที่ขี้กังวลสบายใจไปได้เปราะนึง

              จากที่ต้องเปิดปากแล้วไม่รู้จะพูดอะไร การได้ทำแค่พยักหน้าเบา ๆ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสบายใจ

              ถึงสำหรับชายหนุ่ม เขาเห็นท่าทางขี้กังวลนั่นแล้วจะยิ่งเป็นห่วงก็ตาม

     

    “งั้นเหรอ? งั้นฉันแนะนำให้ขึ้นรถอพยพไปก่อนละกันนะเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นจะเอายังไงต่อค่อยว่ากันดีกว่า”

    “ขะ เข้าใจแล้วค่ะ!”

     

    ว้าว... ทุกคนใจดีจัง!

    ถึงพี่จะบอกว่าอาจมีคนไม่ดีอยู่ในทุกกลุ่มก็เถอะ แต่คนพวกนี้ดูจะจัดอยู่ในกลุ่มดีนะเนี่ย

     

    เรานี่โชคดีจริง ๆ เลย!!!

              ฟ้าแทบจะกระโดดโลดเต้นอยู่กับจินตนาการในหัว (แต่อันที่จริง เธอก็อมยิ้มจนออกนอกหน้าอยู่เหมือนกัน)

              จากตอนแรก... เธอนึกว่าตัวเองจะเอาตัวไม่รอดตั้งแต่วันแรกที่เข้าเมืองมาแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างจะไปได้สวยหมดเลย

              ทางชายหนุ่มที่เข้ามาดูความเรียบร้อยเองก็เห็นแล้วว่าฟ้าผ่อนคลายลง เขาเลยพยักหน้าพอใจไปด้วย

     

    “โอเค... งั้นนุ่น เดี๋ยวฉันไปลาดตระเวนต่อซะหน่อย———”

    ปี๊บ!!!

    ‘หัวหน้า! ได้ยินแล้วตอบด้วย!’

              เสียงผู้ชายดังมาจากโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่ม เขารีบยกขึ้นมาดูจอเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน

              ฟ้าเองก็จับอาการได้ เพราะทั้งชายหนุ่มคนนี้และนุ่นต่างเปลี่ยนสีหน้าไปเป็นตึงเครียดทั้งคู่

     

    ‘อัศวิน... ไอ้อัศวินมันออกมาครับ!!!’

    “...ชิบหายแล้วไหมล่ะ”

              ผลการรายงานทำเอาชายหนุ่มถึงกับหน้าเสีย กระทั่งนุ่นที่ฟังอยู่ด้วยยังยิงฟันด้วยความหวาดเสียว เพราะตัวตนของสิ่งที่รายงานมันเป็นที่รู้กิตติศัพท์กันดีอยู่แล้วว่าคือตัวปัญหา

              ไม่ว่าคนที่เจอจะเป็นใครหรือแข็งแกร่งแค่ไหน... ทุกคนต่างรู้โดยสัญชาตญาณว่าต้องหนีเมื่อเผชิญหน้ากับเจ้า Chivalry

     

              ฟ้าที่ได้ยินว่าเจ้าตัวนั้นอยู่ใกล้ ๆ เองก็รู้เรื่องนั้น

              ทว่า... แววตาเธอนั้นเบิกโพลงด้วยสาเหตุอื่น และมือที่กำลังสั่นนี่ก็ไม่ได้มาจากความกลัวเพียงอย่างเดียว

     

    “ไอ้ตัวนั้นอยู่ที่ไหนคะ!”

              ฟ้าขึ้นเสียงกะทันหัน ทำเอาชายหนุ่มกับนุ่นตกใจจนตัวกระตุก สมาธิพวกเขายังจดจ่ออยู่กับการหาทางหนีจากเจ้า Chivalry อยู่เลย

              แต่ฟ้าเห็นแล้วยิ่งกัดฟันด้วยความรู้สึกผิด

              เธอจึงเรียกดาบประจำตัวสีดำออกมาอีกครั้ง แล้วพอทั้งสองคนเห็นดาบอันมีลวดลายประณีตในมือเธอ พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมฟ้าจึงดูร้อนรนนัก

     

    “มันมาเพราะหนูค่ะ! กรุณาบอกด้วยค่ะว่ามันอยู่ที่ไหน!”

    “เดี๋ยวก่อนสิน้องฟ้า! มันไม่ใช่ความผิดของน้องสัก———”

    ตู้ม!!!!!!

              เสียงระเบิดดังขึ้นห่างไปกว่า 300 เมตร ทำผู้อพยพส่งเสียงกรีดร้องอีกครั้ง

              ฟ้ารีบมองไปทางซ้ายจากด้านหน้าห้างก็พบว่าตรงนั้นมีควันฟุ้งอยู่ ฟ้าเลยกระโดดขึ้นสูงไปยังจุดเกิดเหตุทันที

     

    “น้องฟ้า! เดี๋ยวก่อน!!!”

    “เวรเอ้ย... รีบติดต่อคุณทัตเร็วเข้า!!!”

              แม้มีเสียงตะโกนไล่หลัง แต่ฟ้าไม่ได้สนใจเลยสักนิด ด้วยร่างกายของผู้มีพลังแรงค์ 2 ทำให้เธอมาถึงที่เกิดเหตุแทบจะในพริบตาเดียว

     

              นั่นทำให้ฟ้าเห็นเจ้าตัวปัญหาที่กำลังเดินย่างสามขุมอยู่กลางถนน

              มันคืออัศวินในชุดเกราะสูงถึง 4 เมตร และสีของเกราะอันดำทมิฬเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามันคือศัตรูตัวฉกาจของผู้มีพลัง

              แถมสิ่งที่มันถือคือดาบสองคมยาวราวกับเสาไฟฟ้า แค่เห็นคมดาบนั่นก็ทำเอาหนาวไปถึงไขสันหลัง

              แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น... เพราะที่ทำให้ฟ้ารู้สึกปวดร้าวในอก คือภาพของเหล่าผู้มีพลังจำนวนสามคนที่กำลังวิ่งหนีตายมาทางเธอ ในขณะที่ดาบของมันกำลังเงื้อขึ้นใส่พวกเขาพอดี

     

    ไม่ยอมให้มีคนตายเพราะเราหรอก!!!!

              เห็นแบบนั้นฟ้าก็ถีบเท้าพุ่งเข้าใส่โดยอัตโนมัติ เธอวิ่งผ่านกลุ่มผู้มีพลังที่กำลังวิ่งหนี เงื้อดาบเข้าไปรับคมที่มันฟาดลงมา

     

    อึก!!!

              แรงที่มันฟาดดาบลงมา หนักหน่วงจนทำเอาแขนของเธอชาไปหมด แต่อย่างน้อยเธอก็ขจัดความรู้สึกในใจได้ก่อนจะสายเกินแก้

              ...แล้วชั่วพริบตาที่เธอเหลือบไปมองคนที่เธอช่วยไว้ นั่นก็ได้กลายเป็นจุดตายของเธอเอง

     

    แย่แล้ว!!!!?

              สกิลซิกเซนส์ทำเธอรู้สึกเหมือนประจุสายฟ้าวิ่งผ่านแผ่นหลัง

              แล้วพอฟ้าหันสายตากลับมา หมัดขวาของเจ้าอัศวินดำก็ตวัดเข้ามาทางซ้ายของเธอเสียแล้ว

     

    “อั๊ก!!!!”

              หมัดขวาของมันหลังแหวนอัดเข้าใส่ฟ้าจนเธอปลิวกระเด็นไปกระแทกเข้ากับอาคารพาณิชย์ใกล้ ๆ

              ร่างของเธอค่อย ๆ ถูกทิ้งตามแรงโน้มถ่วง แต่เพราะมีผนังช่วยไว้ เธอเลยจบแค่นั่งแบะขาพิงผนังนั้น

              แต่เรื่องน่ากลัวคือเธอได้รสเหล็กในปากตัวเอง เริ่มรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว แถมยังยืนขึ้นไม่ได้อีก

     

    โกหกใช่ไหม... แค่การโจมตีเดียวเอง

    นี่เราจะจบแค่นี้เหรอ?

              ความหนาวสั่นเริ่มปรากฏแทนความกลัว แม้จะพยายามยืนขึ้นแต่ภายในก็รู้สึกเจ็บปวดจนขยับไม่ได้

              ราวกับตอกย้ำอาการสั่นที่เธอรู้ตัวเอง เจ้าอัศวินดำมันก็เปลี่ยนเป้ามาทางเธอแล้วเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

              ดวงตาสีแดงของมันราวกับกลืนกินความหวัง ฟ้าเริ่มรู้สึกตัวสั่นด้วยความกลัวไม่ใช่เจ็บปวด

     

    ทั้งที่... ยังไม่ทันได้ทำอะไร เพื่อตอบแทนพี่เลยแท้ ๆ

              ในใจเธอคร่ำครวญราวกับเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของเจ้าอัศวินก็ใกล้เข้ามาทุกทีจนดาบของมันเงื้อขึ้นเหนือหัว

              ทำเอาเด็กสาวถึงกับหลั่งน้ำตาและหลับตาลงปี๋ ไม่อาจยอมรับความจริงที่ตัวเองกำลังจะตายได้

     

    พี่คะ... ช่วยด้วย!!!

    ตู้ม!!!!

              เสียงระเบิดดึงขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าฟ้าจนแก้วหูแทบแตก แรงพัดทำเอาแผ่นหลังเธอดันกับผนังตึก แต่ไม่ได้ทำให้อาการบาดเจ็บหนักขึ้น

              และเพราะสิ่งที่สัมผัสผิวไม่ใช่คมดาบเย็น ๆ แต่เป็นสายลม เด็กสาวจึงได้เปิดเปลือกตาขึ้น

     

              สิ่งที่เธอพบ... คือภาพของเด็กหนุ่มที่อายุดูไม่ห่างจากเธอมากนัก แต่แววตาของเขาช่างดูแน่วแน่มั่นคง และคมกริบราวกับพญาเหยี่ยว

              เขาคนนั้นกำลังยืนอยู่บนร่างของเจ้าอัศวินที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น และจากการที่มีเสียงปะทะแค่ครั้งเดียว นั่นก็แสดงว่า...

     

    โกหกน่า... โค่น Chivalry ได้ในการโจมตีเดียวเลยเหรอ!?

              ฟ้าคิดเป็นอื่นไม่ได้เมื่อทุกอย่างมันบ่งชี้ไปในทางนั้น

              เด็กหนุ่มที่อายุไม่ห่างจากเธอมากคนนี้ โค่นสัตว์ประหลาดที่จัดการเธอในครั้งเดียว ได้ด้วยการโจมตีครั้งเดียว

              ความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ช่างตรงกับที่เธอเคยได้ยินมาก่อน

     

    ‘อ้อ... ในเซฟเวอร์ตอนนี้น่ะ เหมือนจะมีคนที่เขาว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดอยู่ด้วย แถมหมอนั่นยังอยู่ในเมืองที่ฟ้าจะไปอยู่ด้วยอีก

    ถึงจะน่าหงุดหงิดที่ต้องพูดแบบนี้... แต่ถ้าฟ้าเจอหมอนั่น ก็คงพอจะไว้ใจได้หลายเรื่องล่ะนะ’

              ความทรงจำที่พี่ชายเล่าให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มถูกขุด เพราะมันคงเป็นอื่นไปไม่ได้

              เด็กหนุ่มตรงหน้าถือครองพลังกายอันเหนือล้ำยากใครทาน ในมือเองก็ผสานเวทเพลิงอันร้อนแรงที่โค่นสัตว์หลาดได้ในครั้งเดียว พลังเวทอันสุดกู่นี้ก็คงหาใครเทียมยาก

              นอกจากนี้... อาวุธสีดำในมือเขายังเป็นโซ่ที่ทำให้รู้สึกขนลุก รวมกับความแข็งแกร่งที่สามารถกุมชะตาได้ทุกชีวิต ยิ่งตรงตามฉายาที่เธอได้ยินมาจากพี่ชาย

     

    ‘รู้สึก... ช่วงนี้คนจะเรียกหมอนั่นว่า———’

     

    “ยมทูต”

              เด็กสาวเค้นเสียงแม้แผ่วเบา ราวกับอยากจะมั่นใจว่าไม่ได้ฝันไป


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน