ยอดเชฟกระทะเหล็กผจญภัยต่างโลก The Crescent Moon Cafe

    บทที่ 16 อาหารเป็นยา...

    พอได้เห็นเธอยิ้มอลันก็ตะลึงตาค้าง รู้สึกว่าร้านอาหารที่อยู่ในแสงเทียนสลัวพลันสว่างสดใสขึ้นทันทีบรรยากาศเย็นชาและไว้ตัวที่ผนึกอยู่รอบตัวเธอกลายเป็นความอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ อดไม่ได้ที่จะคิดว่าการที่เธอชอบทำหน้าบึ้งตลอดเวลาเป็นช่างการเสียของจริงๆ ได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็ยิ่งอึ้งหนักไปกันใหญ่ แต่สักพักหนึ่งก็เข้าใจได้และรู้สึกขอบคุณเธอจากใจจริง เอลีน่าโหยหาความรักของแม่มานานแล้ว และที่ผ่านมาตัวเขาในอดีตนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างดีเลยสักนิด ถึงแม้จะรู้ว่าเธอพูดไปตามมารยาทก็ยังรู้สึกขอบคุณอยู่ดี  “จริงเหรอคะ! ป๊ะป๋า!เอลีน่ามีคุณแม่สุดสวยแล้ว!”เอลีน่าเต็มไปด้วยความดีใจที่ได้ยินเลเนอริลพูด หันมากอดอลันแน่นอลันมองไปที่รอยยิ้มเอลีน่าที่กำลังมีความสุขพร้อมกับบนใบหน้าของเขาไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเอลีน่ามีความสุขฉันหวังว่าสิ่งเหล่านี้ที่เขาทำจะค่อยๆชดเชยความเสียหายที่เธอได้รับมาก่อนและหันไปมองชา หลี่กล่าวอย่างซาบซึ้ง: "ขอบคุณ"อลันมองไปยังรอยยิ้มอันมีความสุขของเอลีน่า สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขของลูกสาว ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้กับเลเนอริลกล่าวเบาๆเพียงแค่ให้เธอได้ยินว่า “ขอบคุณ”     เลเนอริลมองไปที่รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อกับลูกสาวรับรู้ถึงความผูกพันของพวกเขา สลัดความสงสัยในใจออกไปรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก อย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อที่ดีเธอมองอลันแล้วพยักหน้าให้เขาเป็นการรับรู้ก่อนจะพูดว่า “ซูเฟล่นั่น ช่วยทำให้ข้าด้วยก็แล้วกัน”  “เอ๋...ได้สิครับกรุณารอสักครู่”  กลออินถอนหายใจด้วยความอิจฉา "ท่านมีลูกสาวที่น่ารักเช่นนี้ช่างโชคดีมากจริงๆ"  อลันยิ้มตอบและหันไปในครัวเพื่อเริ่มทำซูเฟล่ให้กับวู้ดเอลฟ์สาวอย่างสุดฝีมือ เขารู้ว่าเธอสั่งเพราะอยากเอาใจลูกสาวของเขา ดังนั้นเขาตั้งใจว่าจะต้องให้เธอประทับใจให้ได้เลยเขารู้ว่าปรกติแล้ววู้ดเอลฟ์ไม่ค่อยกินเนื้อสักเท่าไหร่ ตั้งใจว่าจะลดเบคอนและชีสลงเพื่อให้ไม่เลี่ยน แต่ยังคงกลิ่นหอมของวัตถุดิบทั้งสองเอาไว้ ใส่เบคอนและมะเขือเทศหั่นเต๋าผสมเข้าด้วยกันทำเป็นไส้นำไปผัดด้วยเนยแล้วพักไว้ หลังจากทำซูเฟล่ตามปรกติก็นำไส้ที่พักไว้เทลงไปก่อนจะพับซูเฟล่ประกบกันทำเหมือนพัฟ ย่างต่อจนขอบเป็นสีน้ำตาลดีก็โรยด้วยโคโดชีสหั่นฝอย ปิดฝาให้ความร้อนอบอีกสักพัก ประดับด้วยมะเขือเทศย่างลูกเล็ก ออมเล็ตต์เวจเทอะเบิ้ลซูเฟล่ท้อปด้วยโคโดชีส ก็เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ “อ้ะ! ดีค่ะคุณปู่กลออิน”เอลีน่ายิ้มโบกมือทักทายคนแคระเฒ่าอย่างมีความสุข จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นไปนั่งยองๆบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเลเนอริล จ้องหน้าเธอตาแป๋ว ถามขึ้นว่าคุณแม่ชื่ออะไรเหรอคะ?ปรกติแล้วหากมีใครถามชื่อเธอละก็ปฏิกิริยาแรกของเธอก็คือเล็งธนูไปที่คนคนนั้นก่อนแล้วค่อยถามเหตุผลทีหลัง แต่เด็กน้อยที่เอาหน้าโผล่ขึ้นมาจากขอบโต้ะเพียงเล็กน้อยอย่างน่ารักกำลังทำให้เธอเผลอใจผ่อนคลาย“เอลิน่าใช่มั้ยจ๊ะ มาทางนี้สิ คุณแม่จะบอกเอลิน่าคนเดียว”เลเนอริลโบกมือเรียกเอลิน่าเข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้สองมือจับแก้มเธอไว้ ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นส่องประกายราวกับดวงดาว พูดเบาๆว่า “I eneth nin Leneril”(ฉันชื่อเลเนอริล)เอลิน่างงงัน แต่เธอรู้สึกชอบในน้ำเสียงหวานซึ้งที่ราวกับเสียงเพลงของเลเนอริลมาก พูดถามเธอด้วยเสียงอู้อี้เพราะกำลังถูกบีบแก้มเล่น“คุณแม่พูดว่าอะไรนะคะ”“ฉันบอกชื่อของฉันกับเธอไงล่ะ ฉันไม่อยากโกหกแต่เธอออกเสียงชื่อฉันไม่ถูกหรอก ต่อไปเรียกฉันว่าเลเนอริลก็แล้วกัน”เลเนอริลพูดอย่างอ่อนโยนพลางดึงแก้มเอลิน่าเล่นอย่างเพลิดเพลิน(นุ่มนิ่มๆล่ะ)เอลิน่าถูกดึงแก้มเล่นอย่างสนิทสนมแบบนี้เป็นครั้งแรก ตอนแรกก็ไม่คุ้นเคยแต่เธอชอบความรู้สึกที่สนิทสนมแบบนี้จัง ที่ผ่านมาเธออยากมีคุณแม่มาตลอดเลย พูดถามนู่นนี่ไม่หยุด“คุณแม่อยู่ที่ไหนคะ? มีวู้ดเอลฟ์อีกหลายคนมั้ย? ทำไมถึงอยู่ในป่าล่ะคะ?” ซึ่งแน่นอนว่าเลเนอริลก็ตอบทุกคำถามของเธออย่างยินดี ตราบใดที่เธอได้สัมผัสแก้มป่องๆนี้ไปตลอดการสนทนา(ถ้าขอหอมแก้มสักทีจะเป็นไรมั้ยนะ? ขอกอดด้วยเลยดีกว่า)    อลันหันหลังฟังการสนทนาระหว่างเอลีน่าและเลเนอริลในห้องครัวก็รู้สึกขำระคนแปลกใจ ยัยตัวเล็กอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็นมีคำถามมากมายไม่ใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายๆ แต่เลเนอริลเธอตอบทุกคำถามที่ไร้เดียงสาของเอลีน่าอย่างอดทน อดรู้สึกชื่นชมในความใจเย็นของเธอไม่ได้(ดูเหมือนจะเป็นคุณแม่ที่ดีเลยนะเนี่ย!)   "ออมเลตต์เวจเทอะเบิลซูเฟล่ท็อปด้วยชีสโคโดของคุณครับ" อลันนำจานซูเฟล่ออกมาวางตรงหน้าเลเนอริลและพูดด้วยรอยยิ้มอย่างขอบคุณเธอที่ยอมเล่นกับเอลิน่าอย่างไม่ถือตัว  "ขอบคุณ" เลเนอริลตอบอย่างสุภาพสายตาของเธอถูกดึงดูดโดยซูเฟล่ที่อยู่ตรงหน้า สีสันสดใสของมะเขือเทศโดดเด่น กลิ่นหอมของไข่ผสมกับกลิ่นหอมของเบคอนและชีสที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่แต่เพิ่มความรู้สึกสดชื่นชึ้นมาแทน  อาหารของวู้ดเอลฟ์นั้นค่อนข้างเรียบง่ายแม้ว่าเธอจะค่อนข้างต่างจากจากคนอื่นอยู่บ้างแต่ก็ยังคงเดินในสายของมังสวิรัติอยู่ดี กลิ่นหอมของซูเฟล่ที่คนแคระกลออินสั่งก่อนหน้านี้ความจริงแล้วกลิ่นแรงเกินไปสำหรับเธออยู่บ้าง แต่จานนี้กลับกลิ่นหอมกำลังพอดีมีความสดชื่นของผักผสมอยู่ในสัดส่วนที่ลงตัว  เธอรู้สึกประหลาดใจกับอาหารจานนี้มาก เท่าที่เธอเคยเดินทางไปชิมอาหารของมนุษย์มา ถึงแม้ไม่ครบทุกอย่างก็คงขาดอีกไม่กี่อย่างร้านอาหารเหล่านั้นไม่เคยมีวิธีการทำอาหารที่ซับซ้อนมากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วก็นำเนื้อไปต้มทำเป็นซุปกินกับขนมปัง หรือไม่ก็เนื้อย่างทั้งขาโรยด้วยเกลือเท่านั้น บางร้านก็มีการทอดน้ำมันบ้างแต่ก็มักจะเป็นอาหารเลี่ยนๆ เมื่อเทียบกันแล้วอาหารที่เรียกว่าออม...ซูเฟล่...เวจ...อะไรสักอย่างจานนี้ ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเลี่ยนเลย ที่สำคัญคือสีสันของอาหารจานนี้ทำให้เธอหลงใหล ศิลปะสวยๆแบบนี้จะตักกินได้ยังไงกัน  อดใจไม่ไหวแล้ว ตักซูเฟล่เข้าไปคำหนึ่ง ทันทีที่สัมผัสถึงกลิ่นหอมกรุ่นฟุ้งกระจายในปาก ปุยเมฆกลุ่มหนึ่งก็ละลายเข้าไปในคอของเธอ และเธอก็ปิดปากทันที หลับตาลงรับรู้ถึงรสชาติของส่วนผสมต่างๆ ความหวานของไข่และโคโดชีส ความหอมมันเค็มเล็กน้อยของเบคอน ความหวานสดชื่นของมะเขือเทศย่าง หลอมรวมกันเป็นรสชาติอร่อยกลมกล่อมโจมตีประสาทรับรู้รสของเอลฟ์สาวอย่างไม่ทันรู้ตัว อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมาเบา ๆ “ อืม -”เธอตักอาหารเข้าปากไปทีละคำละเลียดรสชาติและกลิ่นหอมนั้นอย่างช้าๆ และเพลิดเพลินกับมันอย่างเต็มที่ แต่ทันใดนั้นเองเธอก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทที่กำลังช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณของเธอความเหนื่อยล้าและความหิวหายไปจนหมดแม้ว่าเธอจะอายุเพียง 300 ปีแต่เธอก็รู้ถึงประวัติศาสตร์ของเผ่าวู้ดเอลฟ์ของตัวเองดี ในอดีตเมื่อ 2700 ปีมาแล้วในสมัยที่เอลฟ์ยังคงเป็น’เอลฟ์’ไม่ได้ถูกแยกออกเป็นวู้ดเอลฟ์หรือดาร์คเอลฟ์ในปัจจุบัน ด้วยความขัดแย้งในเรื่องของบ่อน้ำต้นกำเนิดเวทมนตร์(Spring of Adar) เอลฟ์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายต่างต่อสู้กันเองจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ฝั่งหนึ่งนั้นคือเจ้าชายเอลาสผู้ร่วงหล่น(The Fallen Elas) ที่ไม่ยอมหยุดใช้เวทมนตร์จากบ่อต้นกำเนิด และอีกฝั่งหนึ่งคือราชินีอวาริ(Queen Avari) ราชินีและบรรพบุรุษของเธอ ซึ่งทนเห็นชีวิตที่สวยงามต้องดับสูญไปอย่างไร้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไปจึงได้นำเหล่าผู้ที่จงรักหลบหนีออกจากบ้านเกิดเมืองนอน’อัลเอนอร์’(A'al Anore) มายังเอเวอร์ซองวู้ด(Eversong Wood) ก่อตั้งเผ่าวู้ดเอลฟ์ขึ้นโดยให้เหล่าชาวเมืองอาศัยอยู่กับธรรมชาติเพื่อตัดขาดโรคเสพย์ติดเวทมนตร์ และเหล่าผู้ที่ยังอยูที่อัลเอนอร์ก็เรียกตัวเองว่าไฮเอลฟ์ หรือก็คือดาร์คเอลฟ์นั่นเองเพราะว่าหลังจากที่พวกเขาใช้เวทมนตร์มากเกินไปก็ถูกเวทมนตร์กลืนกินจนกลายเป็นปิศาจ และยังเป็นต้นตอของความขัดแย้งนับพันปีของมนุษย์และออร์คอีกด้วยเลเนอริลตื่นตระหนกมีเหงื่อหยดเล็กๆผุดขึ้นที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาของเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าพลังนี้คือเวทมนตร์ที่บริสุทธิ์มากราวกับดึงออกมาจากบ่อน้ำต้นกำเนิดเวทมนตร์โดยที่ไม่ต้องผ่านการร่ายเวทหรือลงอักขระอัญเชิญใดๆเลย เป็นสิ่งต้องห้ามของวู้ดเอลฟ์ ราชินีเอวาริออกกฎห้ามไม่ใช้วู้ดเอฟล์คนไหนยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอันขาดตอนนี้เธออยากจะเอาธนูจ่อไปที่ชายคนนี้แล้วเค้นถามว่าเขาเป็นใครกันแน่ แต่เมื่อมองไปที่สายตาของเอลิน่าตัวน้อยก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจ ตากลมโตจ้องเป๋งมาทางเธอไม่กระพริบ เหมือนกำลังบอกว่าให้เธอกินอีก  (อีกคำคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง!)เลเนอริลรู้สึกว่ามีปีศาจกำลังล่อลวงเธอและจากนั้นเธอก็เลือกที่จะไม่ขัดขืนอีกต่อไป ตักซูเฟล่คำที่สองเข้าปากแล้วหลับตาท่องไปในสรวงสวรรค์แห่งรสชาติอีกครั้ง...ประวัติศาสตร์อันนองเลือดของเผ่าพันธุ์ กฎของราชินี ภาระหน้าที่ของเอลฟ์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดถูกทิ้งไว้ข้างหลังเธอในขณะนี้และมีเพียงคำเดียวในใจของเธอคือ กิน! คำแล้วคำเล่า ส้อมและมีดของเธอเคลื่อนไหวไม่หยุด ลูกกระเดือกของเธอขยับและส่งเสียงอย่างไม่สนใจ เธอเสียสติไปโดยสิ้นเชิง...


    error loadedVegetable Omelette Souffle