บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 20

    “หลีกไปๆๆ ขอทางให้คนเจ็บด้วย!” หลี่ซื่อแบกร่างไร้สติของผู้อาวุโสเฟิงเช่อแห่งหอการค้าเฟิง วิ่งฝ่าฝูงชนไปเรื่อยๆจนถึงหน้าโรงหมอที่อยู่ใกล้ที่สุดซึ่งอยู่ในย่านตลาดใหญ่นั่นเอง โรงหมอแห่งนี้เป็นอาคารพานิชย์สองคูหาแม้ว่าจะเก่าแต่สภาพก็ยังคงดูดีอยู่เพราะได้รับการบำรุงรักษาอยู่ตลอด ที่สำคัญโรงหมอแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดของเมืองหยุนไห่แห่งนี้แล้ว ชายหนุ่มผิวคล้ำวิ่งพรวดเข้ามาทันทีอย่างไม่รอช้าพร้อมกับหันซ้ายขวาหาคนในร้าน“ท่านหมอๆ มีใครอยู่บ้าง ข้าพาคนบาดเจ็บหนักมาขอรับ!” หลี่ซื่อตะโกนเรียกเมื่อไม่เห็นใครอยู่หน้าร้านสักคน“มาแล้วๆ วางเขาลงเลยสิ ข้าจะได้ตรวจอาการ” หมอชราเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมชี้ไปยังตั่งไม้ที่ปูที่นอนสำหรับผู้ป่วยไว้อยู่“ท่านหมอ คือผู้อาวุโสเฟิงเขาบาดเจ็บจากการต่อสู้จนเส้นลมปราณฉีกขาด และกระดูกแขนหักขอรับ” หลี่ซื่อรีบบอกเล่าอาการเบื้องต้น“หืม? นี่ผู้อาวุโสเฟิงหรอกเหรอ โอ้โหสภาพดูไม่ได้เลย แถมอาการเขาก็แย่มาก แต่โชคดีที่ไม่ทรุดหนักไปกว่านี้ นี่เขาได้รับการช่วยเหลือจากจอมยุทธยอดฝีมือก่อนมาที่นี่ใช่หรือไม่?” หมอชราหนวดขาวกล่าวยืดยาว แล้วสุดท้ายก็หันไปถามกับชายหนุ่ม“เอ่อ...ใช่ขอรับ แต่ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นยอดฝีมือหรือไม่” หลี่ซื่อคิดถึงตอนที่จางซานผู้ฟื้นคืนกลับมาจากสภาพปางตาย ทำการถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในร่างของเฟิงเช่อก่อนหน้านี้ เขายังคงสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อยู่เลย“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ช่วยข้าพาเขาไปที่ห้องพักด้านหลังดีกว่า” หมอชราลุกขึ้นแล้วเดินนำทางไป ส่วนหลี่ซื่อก็แบกคนเจ็บตามไปเช่นเดิม ที่ด้านหลังของโรงหมอแห่งนี้มีห้องอยู่หลายห้องไม่ต่างจากโรงเตี๊ยมเท่าไร หมอชราเปิดประตูห้องที่สามจากทางเข้าเข้าไปด้านใน ภายในเป็นห้องที่ตกแต่งเรียบง่าย และสะอาดสะอ้าน หลี่ซื่อค่อยๆวางร่างของผู้อาวุโสลงบนเตียงอย่างเบามือ พร้อมกับจัดท่าให้เรียบร้อย“ท่านหมอถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ต้องขอตัวก่อน” ชายหนุ่มประสานมือคารวะเพื่ออำลา แต่...“ช้าก่อน ตอนนี้ผู้ช่วยของข้าทั้งสองคนก็ไม่ว่างกำลังดูแลคนป่วยห้องข้างๆอยู่ เจ้าก็อยู่ช่วยข้าก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าไปเตรียมเครื่องมือก่อน” กล่าวจบหมอก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้หลี่ซื่อได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย นั่งรออยู่สักครู่ความคิดของชายหนุ่มผู้เป็นบ่าวรับใช้ก็เลื่อนลอยออกไป ตอนนี้หลี่ซื่อกำลังเรียบเรียงที่มาที่ไป และความเป็นไปได้ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่บันทึกคำทำนายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างจดหมายเหตุแคว้นสุ่ย กองโจรไฮ่หลาง เหล่าจอมยุทธ และการกลับมาของจางซาน มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแปลกประหลาด เหมือนกับว่าอยู่ในแผนการของใครสักคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปถึงตั้งแต่การล่มสลายของสำนักผิงจิ้งเต๋อ หรืออาจเริ่มตั้งแต่ที่จางซานฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วนิสัยเปลี่ยนไปด้วยซ้ำ แต่เงื่อนไข และจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้ ต้องกล่าวว่ายังคงมีความลับแห่งฟ้าดินมากมายนัก ที่มนุษย์ปุถุชนเช่นเขาไม่อาจรับรู้ หรือเข้าใจได้เลย ซึ่งการไม่อาจเข้าถึงได้นี่เองที่ทำให้หลี่ซื่อย้อนกลับไปคิดถึงความฝันสมัยเด็กอีกครั้ง‘ข้าจะเป็นจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรม ปราบปรามเหล่าร้าย’ “ปัง!!!” เสียงประตูห้องถูกผลักให้เปิดออกเสียงดัง“ท่านลุงเช่อ!” หญิงสาวหน้าตาดีวิ่งเข้ามาแล้วเรียกชื่อคนเจ็บที่นอนสลบอยู่อย่างร้อนใจหลี่ซื่อที่เห็นอย่างนั้นก็พอจะเดาได้ว่าแม่นางผู้งดงาม ในชุดสีเขียวอ่อนหรูหราตรงหน้านี้ต้องเป็นคุณหนูเฟิงที่เฟิงเช่อต้องการปกป้องอย่างแน่นอน และเมื่อนางสามารถมายังโรงหมอแห่งนี้ได้ก็แปลว่าการต่อสู้ที่หน้าหอการค้าเฟิงอาจจบลงไปแล้วก็เป็นได้ ตอนนี้ในใจของหลี่ซื่อจึงอยากจะเร่งออกไปหาสหายให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันจะก้าวเดินออกไปหญิงสาวก็หันหน้ามากล่าวกับเขาเสียก่อน“ข้ามีนามว่าเฟิงหงเจียว ข้าขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยพาท่านผู้อาวุโสมาส่งที่นี่” หญิงสาวผู้มีผิวขาวดั่งหยก และแก้มแดงนั้นก้มศีรษะขอบคุณชายหนุ่มซอมซ่อ ด้วยความสุภาพนอบน้อมอย่างยิ่ง นั่นถึงกับทำให้หลี่ซื่อต้องยืนแข็งข้างตกตะลึงไปชั่วครู่“มะ...ไม่...ไม่เป็นไรขอรับ ข้ายินดีช่วยเหลือ ถะ...ถะ...ถ้าอย่างไรท่านก็มาแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อนดีกว่า” หลี่ซื่อรีบประสานมือคารวะแล้วเดินไปที่ประตูทันที เพราะตอนนี้เขาอายหน้าแดงจนทำตัวไม่ถูกเสียแล้ว“ช้าก่อน! ท่านหมอบอกให้เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน เพราะผู้ช่วยของเขาไม่พอ แม้แต่บ่าวรับใช้ของข้าก็กำลังไปช่วยท่านหมอจัดเครื่องมือด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นช่วยอยู่ต่อด้วยเถอะนะ” หญิงสาวผู้งดงาม และอ่อนโยนกล่าวขอร้องต่อหลี่ซื่อ เขาจึงไม่อาจทำใจจากไปได้ด้วยบอกกับตัวเองว่าการช่วยชีวิตคนนั้นสำคัญ“ดะ..ดะ...ได้ขอรับคุณหนู” ยิ่งเมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับมาสบตากับหญิงสาว มันยิ่งทำให้ใจของเขาเต้นแรงมากขึ้น ด้วยสายตาอ้อนวอนที่มาจากใจจริง ไร้ซึ่งความเสแสร้ง และปราศจากการดูแคลนแม้สักนิด หลี่ซื่อไม่อาจปฏิเสธคำร้องขอนี้ได้เลย ด้านหน้าหอการค้าเฟิง“ตู้ม!!! ตู้ม!!!” ทั้งพื้นดิน และอาคารบริเวณนั้นเสียหายเป็นวงกว้าง โรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามถึงกับพังถล่มลงมาส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนชาวบ้านที่มุงดูอยู่ตอนนี้ต่างก็วิ่งหนีหายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียหายที่รุนแรงจนเกินไป จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วจนไม่อาจเห็นพื้นที่การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือทั้งสองคนได้ มีเพียงหน่วยทหารหน่วยหนึ่งเท่านั้นที่เข้าไปช่วยเหลือประคองคนเจ็บออกมาเท่าที่จะทำได้ และหนึ่งในนั้นก็คือชายร่างใหญ่ผู้มีผมเผ้ารุงรังถูกทหารสองนายช่วยกันหามลากออกมา“แค็กๆๆๆ ตายซะ!” หม่าตงเฟิงฟื้นได้สติกลับมาก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง“นี่ จะตะโกนอะไรนักหนาไม่เจ็บแผลหรือไง?” เสียงชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งพิงต้นไม้อยู่กล่าวขึ้น ทหารสองนายนั้นจึงลากหม่าตงเฟิงไปไว้ตรงนั้นด้วย เพราะคิดว่าทั้งสองน่าจะรู้จักกัน“เอ๋? มู่อิงเจ้ามาทำอะไรตรงนี้?” ชายร่างใหญ่ที่ยังคงสับสนกับเรื่องราวกล่าวถามสหายจอมยุทธชุดขาวที่สภาพมอมแมมย่ำแย่ไม่ต่างจากตน“ข้าพ่ายแพ้แก่หลิวหลางน่ะสิ” พูดไปสีหน้าของจอมยุทธจากแดนใต้ก็ย่ำแย่ลง“ก็ยังโชคดีที่ไม่ตายล่ะนะ ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้น พวกโจรมันยกกองทัพมาบุกเมืองหยุนไห่หรือไง สภาพถึงได้วุ่นวายเช่นนี้” หม่าตงเฟิงสอดส่ายสายตาไปทั่วก็เห็นผู้คนวิ่งกันวุ่น ไม่พอยังมีซากปรักหักพังด้วย“ไม่ เหลือแค่หลิวหลางกับจอมยุทธนิรนามสู้กันแค่สองคน แต่ทั้งหมดนี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้น” แววตาของมู่อิงเหม่อลอยออกไปไกลขณะที่กล่าว“ว่าไงนะ! ฝีมือทั้งสองคนนั้นสูงส่งเพียงไหนกัน เฮ้อ! นี่ข้ารอดมาได้คงเพราะทำบุญมาเยอะแล้วสินะ เอ่อ...ว่าแต่หลี่ซื่อกับท่านเฟิงล่ะ เจ้าเห็นพวกเขารึเปล่า?” จู่ๆจอมยุทธหน้าโหดก็นึกถึงสหายผู้ไร้วรยุทธขึ้นมา“หลี่ซื่อแบกท่านเฟิงไปหาหมอแล้วล่ะ แต่จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย ข้าก็คิดว่าเขาจะกลับมาแบกข้าไปด้วยอีกคน นี่ก็เกือบจะโดนลูกหลงตายไปหลายรอบแล้ว โชคดีที่พวกทหารเข้ามาช่วยได้ทันเวลา” มู่อิงกล่าวอย่างตัดพ้อ“โถ่ เรื่องแค่นี้อย่ามาคิดเล็กคิดน้อยเลย เจ้านั่นไม่มีวรยุทธหากเข้ามาในเขตการต่อสู้ก็มีแต่จะเจ็บตัวเปล่าๆ อย่างน้อยเขาก็ช่วยพาคนเจ็บไปส่งโรงหมอ ไม่ได้ติดผู้หญิงเสียหน่อย” หม่าตงเฟิงอธิบายแทนชายหนุ่มผิวคล้ำ“ก็นั่นสินะ ข้านี่ไปโทษเขาก็ไม่ถูก ต้องโทษที่ตัวเองอ่อนแอมากกว่า เฮ้อ!”