ท่ามกลางหุบเขาที่สลับซับซ้อน แสงเงินแสงทองของวันใหม่ค่อยๆ ฉายอาบยอดไม้ที่ปกคลุมด้วยเหมยขาบหรือเกล็ดน้ำค้างแข็งสีขาวโพลน อากาศยามเช้านี้ดูจะเย็นเยือกยิ่งกว่าวันก่อนๆ จนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็ไอสีขาวขุ่นจางกระจายไปในอากาศ ลู่เฉินตื่นขึ้นมาั้แ่ยามเหมา (05.00 - 06.59 น.) ร่างกายของเขายังคงปวดระบมจากาแเมื่อวันวาน แผลที่สีข้างเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำและส่งความเ็ปแปลบปลาบออกมาทุกครั้งที่เขาขยับตัวแรงๆ ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ยอมปล่อยให้ความเจ็บทางกายมาหยุดยั้งภารกิจในแต่ละวัน
เขาก้าวลงจากแคร่ไม้ที่ปูด้วยฟางแห้งเบาเท้าที่สุด เพื่อไม่ให้เสียงไม้ลั่นรบกวนการนอนของบิดาที่เพิ่งจะได้หลับลึกหลังจากจิบยาขมไปเมื่อคืน ลู่เฉินเดินออกมายังลานหน้าบ้าน มองดูหมู่บ้าน ‘หุบเขาเมฆหมอก’ ที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาหินปูนสูงตระหง่าน แสงอาทิตย์ที่เพิ่งพ้นขอบฟ้าทอด เงา ของยอดเขาลงมาทับถมทุ่งนาที่รกร้างหลังฤดูเก็บเกี่ยว พื้นดินที่เคยเป็โคลนตมบัดนี้แข็งตัวเป็ปึกแผ่นเพราะความหนาวเหน็บ
“พี่รอง... เหตุใดท่านถึงลุกขึ้นมาไวนักเ้าคะ?”
เสียงกระซิบที่แ่เบาดังมาจากด้านหลัง ลู่เฉินหันไปมองเห็นชิงเอ๋อร์เดินออกมาพร้อมกับกอดแขนตนเองแน่น ร่างเล็กๆ ของนางสั่นน้อยๆ เพราะลมูเาที่พัดกรรโชกมาเป็ระยอก เส้นผมสีดำขลับของนางปลิวสยายคลอเคลียใบหน้าที่เริ่มดูซูบเซียวจากการขาดสารอาหารมาเป็เวลานาน
“พี่จะไปดูข่ายดักปลาที่ลำธารท้ายหมู่บ้านน่ะชิงเอ๋อร์ เผื่อว่าวันนี้์จะเมตตาให้เราได้ปลาตัวใหญ่ไปต้มซุปให้ท่านพ่อ” ลู่เฉินกล่าวพลางลูบแก้มที่เย็นเฉียบของน้องสาวบุญธรรมอย่างเอ็นดู “เ้าเข้าไปข้างในเถิด เดี๋ยวจะจับไข้เอาได้”
“ข้าจะไปกับท่านด้วยเ้าค่ะ ข้าช่วยถือถังน้ำได้!” เด็กสาวยืนกราน แววตาของนางแน่วแน่จนลู่เฉินไม่อาจปฏิเสธได้
สองพี่น้องเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ขนาบข้างด้วยกอไผ่และไม้หนาม แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ ทอด เงา ลายพาดขวางลงบนทางเดินหิน ชิงเอ๋อร์เดินตามหลังลู่เฉินอย่างระมัดระวัง นางจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงของพี่ชายคนรองด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางรู้ดีว่าพี่ชายคนนี้กำลังแบกรับโลกทั้งใบเอาไว้เพียงลำพัง
เมื่อมาถึงลำธารท้ายหมู่บ้าน น้ำในลำธารนั้นเย็นจัดจนแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง ลู่เฉินถกขากางเกงขึ้นแล้วก้าวลงไปในน้ำอย่างไม่ลังเล ความเย็นเยือกแล่นเข้าสู่กระดูกจนเขาต้องกัดฟันแน่น เขาค่อยๆ กู้ข่ายที่วางไว้ั้แ่เมื่อวานขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ในที่สุดก็พบปลาตะเพียนขาวตัวย่อมๆ สองตัวที่ดิ้นคลุกคลิกอยู่ในตาข่าย
“ได้ปลาแล้วชิงเอ๋อร์! วันนี้เรามีเนื้อปลากินแล้ว” ลู่เฉินร้องบอกด้วยความดีใจ
ทว่าความดีใจนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อเสียงระฆังทองเหลืองที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านดังเหง่งหง่างขึ้นสามครั้งติดต่อกัน เสียงของมันกังวานกึกก้องไปทั่วหุบเขา เป็สัญญาณเตือนภัยที่ชาวบ้านทุกคนต่างเกรงกลัวที่สุด...
สัญญาณเรียกเก็บภาษีฤดูหนาว!
ลู่เฉินรีบเก็บปลาใส่ถังน้ำแล้วจูงมือชิงเอ๋อร์วิ่งกลับบ้านด้วยความเร่งรีบ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความกังวล ครอบครัวของเขาไม่มีเงินเหลือพอที่จะชำระภาษีในรอบนี้ได้อีกต่อไป เงินสิบอีแปะสุดท้ายก็ถูกใช้ซื้อยาไปหมดแล้ว
เมื่อกลับมาถึงลานกว้างกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านนับร้อยชีวิตในสภาพสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งต่างยืนรวมตัวกันด้วยใบหน้ามืดมน กลางลานนั้นมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีสมุดบัญชีเล่มหนาและแท่นฝนหมึกวางเตรียมไว้ เื้ัโต๊ะมีบุรุษร่างอ้วนในชุดผ้าไหมสีเขียวเข้มสวมหมวกขุนนางท้องถิ่นนั่งอยู่อย่างโอหัง เขาคือ ‘หลี่ฟู่’ หัวหน้าหมู่บ้านผู้มักมากในลาภยศและขึ้นชื่อเื่การขูดรีด
ข้างกายของหลี่ฟู่มีทหารอาสาของหมู่บ้านสี่นายถือไม้พลองไม้เนื้อแข็งยืนคุมเชิงอยู่ สายตาของพวกเขากวาดมองชาวบ้านราวกับมองฝูงปศุสัตว์
“เอาล่ะ! ฟังทางนี้ให้ดี” หลี่ฟู่แผดเสียงประกาศพลางใช้พัดในมือตบลงบนโต๊ะ “ตามคำสั่งจากทางอำเภอ เนื่องจากปีนี้มีสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่องและกองทัพ้าเสบียงเพิ่ม ภาษีฤดูหนาวในรอบนี้จะมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนจากเดิม! บ้านใครไม่มีข้าวเปลือกจ่าย ก็ต้องใช้เงินทองหรือสิ่งของมีค่ามาแลก หากไม่มีสิ่งใดเลย... ก็ต้องส่งบุตรหลานไปเป็แรงงานในเหมืองหินหลังเขา!”
เสียงคร่ำครวญและเสียงอ้อนวอนดังระงมขึ้นทันที ชาวบ้านบางคนถึงกับทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอนด้วยน้ำตานองหน้า
“ใต้เท้าหลี่ เมตตาพวกเราด้วยเถิด! ปีนี้ผลผลิตนาข้าวได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด พวกเราแทบไม่มีข้าวกินประทังชีวิต จะเอาที่ไหนมาจ่ายภาษีเพิ่มสามส่วนเล่าเ้าคะ!” หญิงชราผู้หนึ่งคร่ำครวญ
“นั่นคือเื่ของพวกเ้า ไม่ใช่เื่ของข้า!” หลี่ฟู่กล่าวอย่างเ็า “กฎหมายคือกฎหมาย ใครกล้าขัดขืนถือว่าฏต่อราชสำนัก! เอ้า... ครอบครัวแรก บ้านตระกูลจาง ออกมา!”
ลู่เฉินยืนอยู่ท้ายแถว มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าในอุ้งมือ ความรู้สึกอัปยศที่ร้านผ้าเมื่อวันก่อนยังไม่จางหาย ความสิ้นหวังใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่ดุจพายุหิมะ เขาหันไปมองบิดาและมารดาที่พยุงกันออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด พี่สาวคนโตลู่จินพยายามข่มความกลัวกอดไหล่ของชิงเอ๋อร์เอาไว้
“ท่านแม่... เราจะทำอย่างไรดีเ้าคะ?” ลู่จินกระซิบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
มารดาหวังซื่อสัตย์เพียงลูบหลังลูกสาวเบาๆ โดยไร้คำพูดใดๆ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ลึกสุดหยั่ง
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ราวกับถ่วงด้วยลูกตุ้มเหล็ก ชาวบ้านคนแล้วคนเล่าถูกขูดรีดเอาทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายไป บางคนต้องยอมสละวัวเพียงตัวเดียวที่ใช้ไถนา บางคนต้องส่งบุตรชายวัยรุ่นไปให้ทหารคุมตัวไปเหมืองหินท่ามกลางเสียงร้องไห้แทบขาดใจของคนเป็แม่
ในที่สุด... “บ้านตระกูลลู่! ออกมา!” เสียงะโของผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้น
ลู่ต้าซาน บิดาของลู่เฉิน พยายามยันกายที่ซูบผอมก้าวออกไปข้างหน้า ลู่เฉินรีบเข้าไปประคองบิดาเอาไว้ ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของหลี่ฟู่ที่จดจำได้ว่าครอบครัวนี้เป็เพียงบัณฑิตสอบตกที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน
“ลู่ต้าซาน... ในบัญชีระบุว่าเ้าค้างภาษีรอบที่แล้วไว้ด้วย รวมกับรอบนี้ที่เพิ่มขึ้นสามส่วน เ้าต้องจ่ายข้าวเปลือกสิบกระสอบ หรือเงินสดห้าร้อยอีแปะ!” หลี่ฟู่เค้นเสียงข่มขู่
“ใต้เท้าหลี่... ท่านก็ทราบดีว่าร่างกายข้าเจ็บออดๆ แอดๆ มาหลายปี นาข้าวที่ทำไว้ก็ถูกน้ำป่าพัดพาไปหมดสิ้น” ลู่ต้าซานกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือพร้อมกับไอออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน “เงินที่อาเฉินหามาได้ก็นำไปซื้อยารักษาตัวข้าจนหมดแล้ว... ขอท่านเมตตา ผัดผ่อนให้พวกเราสักครั้งเถิด ปีหน้าหากอากาศดี ข้าจะทำงานหนักเป็สองเท่าเพื่อชดใช้ให้แน่นอน”
หลี่ฟู่แค่นหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ เขาขยับหมวกขุนนางให้เข้าที่ก่อนจะกวาดสายตาประเมินสมาชิกในครอบครัวตระกูลลู่ สายตาของเขาหยุดลงที่ลู่จินและชิงเอ๋อร์ แววตาแห่งความโลภและการคุกคามฉายชัดขึ้นมาทันที
“ผัดผ่อนหรือ? เ้าคิดว่าข้าเปิดโรงทานหรืออย่างไร!” หลี่ฟู่กล่าวพลางลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าลู่เฉินและบิดา “ในเมื่อไม่มีเงิน ไม่มีข้าว... เช่นนั้นก็ต้องใช้คนชดใช้แทน”
เขายื่นมืออ้วนท้วนไปหมายจะลูบไล้คางของชิงเอ๋อร์ที่ยืนหลบอยู่หลังลู่เฉิน “น้องสาวบุญธรรมของเ้าคนนี้ แม้จะดูผอมไปนิด แต่เค้าหน้างามไม่น้อย หากส่งนางไปเป็สาวใช้ในคฤหาสน์ของนายอำเภอ ข้าอาจจะยอมยกเลิกภาษีให้เ้าในรอบนี้... หรือไม่ก็นางคนนี้” เขาหันไปมองลู่จินที่ยืนตัวสั่น
“อย่าได้ริอ่านแตะต้องนาง!”
เสียงที่เย็นเยือกและทรงพลังดังออกมาจากปากของลู่เฉิน บัณฑิตหนุ่มก้าวออกมายืนบังหน้าพี่สาวและน้องสาวเอาไว้ แววตาของเขาคมกริบดุจดาบที่เพิ่งถูกลับมาอย่างดี แสงแดดที่สาดส่องลงมาทอด เงา ของลู่เฉินให้ปกคลุมร่างของเด็กสาวทั้งสองไว้ ราวกับกรงเล็บพยัคฆ์ที่ปกป้องเหยื่อ
หลี่ฟู่ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจในกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของบัณฑิตหนุ่มผู้อ่อนแอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยว “เ้าบัณฑิตสอบตก! เ้ากล้าตะคอกใส่ข้าหรือ? ทหาร! สั่งสอนมันให้รู้สำนึก!”
ทหารอาสาสองนายเงื้อไม้พลองขึ้นหมายจะฟาดลงบนบ่าของลู่เฉิน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ลู่เฉินกลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เขาคว้ามือบิดาพาล่วงถอยหลังอย่างรวดเร็ว แต่ทหารอาสาที่มีร่างกายกำยำกว่าก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความดุดัน
“ผลัวะ!”
ไม้พลองหวดเข้าที่กลางหลังของลู่เฉินอย่างแรง ชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น รสเืคาวหวานพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ ความเ็ปจากแผลเก่าและแผลใหม่หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียวจนสติเกือบดับวูบ
“พี่รอง!” ชิงเอ๋อร์ร้องลั่นด้วยความใ นางพยายามจะวิ่งเข้าไปหา แต่ถูกมารดารั้งตัวเอาไว้ด้วยความกลัวว่านางจะถูกทำร้ายไปด้วย
“หยุดเถิดใต้เท้าหลี่! อย่าทำลูกข้า!” หวังซื่อร้องไห้อ้อนวอนพลางก้มลงกราบกราบบนพื้น
หลี่ฟู่เดินเข้าไปใกล้ลู่เฉินที่นอนขดตัวอยู่อย่างผู้ชนะ เขาใช้ปลายเท้าเตะเข้าที่สีข้างของชายหนุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ความรู้ที่เ้าเล่าเรียนมาน่ะ มันช่วยกันไม้พลองของข้าได้ไหม? มันช่วยล้างหนี้ภาษีได้ไหม? เ้าเป็เพียงมดปลวกที่ไร้ค่า! หากพรุ่งนี้เช้าเ้ายังไม่ส่งตัวน้องสาวคนใดคนหนึ่งมาที่บ้านข้า ข้าจะเผาบ้านของเ้าให้วอดวาย!”
พัดในมือของหลี่ฟู่ถูกหุบลงดัง ‘ฉับ’ เขาหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะ สั่งการให้เก็บข้าวของและเดินทางกลับตัวอำเภอ ทิ้งครอบครัวตระกูลลู่และชาวบ้านคนอื่นๆ ให้นอนระเนระนาดอยู่กลางลานดิน ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมหมู่บ้านอีกครั้ง
ลู่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก เืไหลซึมออกจากมุมปากหยดลงบนพื้นหินที่เย็นจัด เขามองไปรอบข้างเห็นชาวบ้านที่ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของด้วยความหวาดกลัว เห็นบิดาที่ไอจนตัวโยนด้วยความเสียใจ เห็นมารดาและพี่สาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น และเห็นชิงเอ๋อร์ที่จ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นและความเ็ป
ในห้วงลึกของจิตใจลู่เฉิน กระแสความร้อนสายเดิมที่เขาเคยััเมื่อคืนที่ผ่านมา บัดนี้มันเริ่มขยายตัวและแผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่เพียงแค่ความร้อนแรง แต่มันคือเสียงคำรามที่สั่นะเืถึงิญญา ภายในนิมิตที่ลางเลือนของเขา เขาเห็น เงา ของพยัคฆ์ขนาดมหึมาที่มีลายจุดคล้ายดวงดารา กำลังกางกรงเล็บออกและจ้องมองลงมาจากยอดเขาสูงเทียมฟ้า
ฟ้าดินไร้เมตตา เห็นมนุษย์เป็เพียงสุนัขฟาง...ตำราขงจื๊อพร่ำสอนเื่คุณธรรม แต่มันกลับไม่เคยสอนวิธีสยบคนชั่ว...หาก์ไม่ยอมให้ปัญญาชนอยู่รอด เช่นนั้นข้าก็จะขอกลายเป็ปีศาจร้ายที่สั่นะเืทั้ง์เอง!
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า แววตาของเขาไม่มีความลังเลเหลืออยู่อีกต่อไป เขารู้ดีว่าลำพังเพียงกำลังปุถุชน ไม่อาจปกป้องสิ่งที่เขารักได้ และคืนนี้เอง... คือจุดเริ่มต้นที่เขาจะเริ่มแสวงหา ‘หนทางอื่น’ ที่นอกเหนือจากตำรากระดาษเ่าั้
ความหนาวเหน็บของเหมันต์ฤดูอาจจะพรากชีวิตของคนอ่อนแอไปได้ แต่สำหรับลู่เฉิน... มันคือสิ่งที่กำลังจะหล่อหลอมหัวใจของเขาให้กลายเป็เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า