แผ่นดินสีทอง (จบ)

    บทที่ 7

    เช้าวันรุ่งขึ้น มิสเตอร์เกรแฮม ครูใหญ่ได้นำนักเรียนใหม่คนหนึ่งมาส่งให้ที่ชั้นของเธอ และเมื่อพิจารณาจากใบหน้าที่เคร่งขรึมเหมือนที่พบแต่ความเศร้าหมอง แคทธี่ก็พบว่า แทด ดั๊กลาส มิได้มีความสุขกว่าตัวเธอเองเลย แม้เธอจะทำใจได้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ความรู้สึกที่ไม่พอใจในตัวพ่อส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงลูกด้วยก็ตาม แต่ในการยอมรับสภาพเงียบ ๆ นั้น แคทธี่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันช่างทำได้ยากเย็นเสียเหลือเกินกิริยาท่าทางของแทด ดั๊กลาสนั้น บอกให้รู้ได้ว่าเป็นเด็กที่ถูกเอาใจมามาก ดวงตาสีน้ำตาลของเด็กชายจะเปล่งแววอยู่เพียง 2 ประการเท่านั้น คือเคร่งขรึมและท้าทาย เป็นแววที่บอกถึงความเหินห่างต่อเด็ก ๆ ผู้ร่วมชั้นเรียนเดียวกัน ผมสีน้ำตาลอ่อนของเขายาวกว่าเด็กทุกคน เสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยของเขาผิดกว่าเสื้อเชิ้ตธรรมดาและกางเกงยีนของเด็กอื่น ๆ แคทธี่สังเกตเห็นพวกเด็ก ๆ ผุดลุกผุดนั่งอยู่ตามโต๊ะของแก ขณะที่เธอแนะนำแทดให้ทุกคนรู้จักชาร์ลี สมิท นั้นไม่มีทางปิดบังอาการของแกไว้ได้เลย จากเก้าอี้แถวสุดท้ายซึ่งเป็นที่นั่งกำบังอย่างดีนั้น เธอได้ยินเสียงเด็กจอมแก่นร้องออกมาว่า“เอ๊ะ แทด นี่มันย่อมาจากแทดโพล (ลูกเขียด) หรือเปล่านะ? ”เด็กชายที่นั่งอยู่แถวตรงข้ามกับแกกระซิบตอบทันที“เฮ่ย แทดแปลว่ากบต่างหาก”และแล้วเสียงหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ ก็ดังขึ้น และภูมิต้านทานที่เหมือนเปลือกหอยห่อหุ้มร่างของแทดไว้ก็ดูจะแข็งแกร่งขึ้น ลักษณะท่าทางกับความรู้สึกนึกคิดของแกที่ตั้งมั่นอยู่แต่ว่าตัวแกเหนือกว่าเด็กอื่น ๆ ทำให้แทดไม่อาจจะหาเพื่อนได้ง่ายนัก และในฐานะที่แคทธี่เป็นครูประจำชั้นเธอก็ได้พบว่าดูมันจะไม่มีทางที่เธอจะสามารถช่วยให้เด็กชายเข้ากับใคร ๆ ในชั้นเรียนได้ดีเช่นกัน มันต้องขึ้นอยู่กับแทดและเพื่อนร่วมชั้นของแกด้วย แต่ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะไม่มีใครอยากก้าวเข้าไปเป็นคนแรกในขณะที่แคทธี่ออกจะรู้สึกเสียใจในความเงียบเหงา ที่แทดถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เธอก็อดที่จะรู้สึกเคืองใจในท่าทีเรื่อยเฉื่อยของเด็กชายไม่ได้ ไม่มีเลยสักครั้งเดียวตลอดวันนั้นที่แทดจะมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสหรือสนใจในบทเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ แทดเป็นคนสุดท้ายที่จะออกจากห้องเรียนในระหว่างเวลาพัก และกลับเข้าห้องเมื่อใคร ๆ เขาเข้านั่งประจำที่กันหมดแล้ว เขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมชั้นคนไหนสร้างมิตรภาพขึ้นก่อนทั้งสิ้น มันมีความหยิ่ง ๆ อยู่ในท่าทีอย่างประหลาดแต่ไม่ใช่เพราะความขี้อายแน่ เพียงแต่ว่า แทด ดั๊กลาสไม่ต้องการคบหาสมาคมกับใคร ๆ เท่านั้นเมื่อถึงเวลาโรงเรียนเลิก แทดก็รวบรวมสมุดหนังสือช้า ๆ ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ วิ่งถลาออกกันไปจากห้องอย่างที่เคยทำหมดแล้ว ห้องทั้งห้องว่างเปล่าลงแล้วแทดจึงเก็บหนังสือเสร็จและเตรียมใส่เสื้อคลุม แคทธี่รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเธออย่างหนึ่งที่จะแสดงความสนใจในตัวเด็กชายผู้เป็นศิษย์บ้าง“พ่อจะมารับหรือเปล่าแทด? ” เธอถาม พยายามบังคับให้ตัวเองยิ้มกับแทดอย่างดีที่สุด“ไม่มาครับ” แทดยักไหล่ สอดแขนเข้าไปในเสื้อคลุม “พ่อไม่ชอบมายุ่งกับผมหรอก”ความไม่พอใจในตัวบิดาของเด็กชายผู้นี้เพิ่มมากขึ้น แต่แคทธี่ปกปิดมันไว้อย่างยากลำบากเต็มที“แต่ครูคิดว่าวันนี้เป็นวันแรกที่เธอมาโรงเรียน พ่ออาจจะมารับก็ได้นะ” เธอพูดอย่างสงบ “แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่ารถโรงเรียนสายไหนผ่านบ้าน”“รู้ครับ”อาการหมอง ๆ คล้ายจำเป็นต้องยอมรับอย่างไม่อาจปริปากพูด ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กชาย และพลอยทำให้แคทธี่มีความรู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองโดนกระตุกอย่างแรง ถ้าเพียงแต่ความจริงที่ว่าการเดินออกไปส่งแกที่รถโรงเรียน จะเป็นการทำให้เด็กชายยิ่งเข้ากับเพื่อร่วมชั้นไม่ได้แล้ว แคทธี่จะต้องทำทันที แต่ที่เธอทำได้ในขณะนี้ก็คือพยักหน้า และพูดด้วยน้ำเสียงที่รื่นเริงเข้าไว้ว่า“แล้วพบกันพรุ่งนี้นะ แทด” ซึ่งก็ได้รับคำตอบคือแววขรึม ๆ ในดวงตาที่เงยขึ้นมองเธอราวจะตอบเท่านั้นเมษายน และพฤษภาคม ดูจะเป็นเดือนที่มีช่วงเวลายืดยาวที่สุดสำหรับความคิดของแคทธี่ คาร์ลสันกับแทด ดั๊กลาส แต่เด็กชายได้แสดงออกในสิ่งหนึ่งให้เธอประจักษ์ก็คือ ความเป็นคนมีสติปัญญา ทำงานอย่างมีระเบียบ และฉลาดเฉลียว เขาจะส่งการบ้านตามเวลาทุกวัน และส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกต้อง แต่เด็กชายก็มิได้แสดงออกว่ามีความสนใจที่จะซักถามหรือแม้แต่จะแสดงว่าอยากจะทำเช่นนั้นเลย นอกเสียจากในวันฝนตก เด็ก ๆ ออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ แต่แทดก็ยังมีท่าทีที่ห่างเหินกับเพื่อนร่วมชั้นอยู่นั่นเอง นอกเสียจากจะมีการจับกลุ่มเล่นเกมอะไรกันหลายต่อหลายครั้งที่แคทธี่ได้ยินเสียงล้อเลียนดังมาจากพวกเด็ก ๆ“แทด แปลว่ากบ...แทดแปลว่ากบ” และเธอก็อดกังวลกับการที่พวกเด็ก ๆ กระทำในบางสิ่งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่ในตอนเย็นหลังเวลาเลิกเรียนแล้ว แทดจะรีรออยู่เป็นครู่ แคทธี่ไม่แน่ใจว่าการที่เด็กชายทำเช่นนั้นเพื่อจะหลีกเลี่ยงเสียงหัวเราะเยาะของเพื่อน ๆ หรือเขามีอะไรสำคัญที่อยากจะพูดและวันหนึ่ง แคทธี่ก็ได้ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรบ้างกับการที่ได้มาอยู่ในบ้านใหม่ เขายักไหล่อย่างที่ชอบทำ“ก็ดีนี่ครับ”คำตอบที่ขาดความกระตือรือร้น ทำให้แคทธี่ต้องเสริมอีกว่า“เมื่อสมัยที่ครูยังเป็นเด็ก อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ครูมักจะใช้เวลาช่วงฤดูร้อนกับเวลาหยุดเทอมไปอยู่ที่บ้านไร่ที่เธออยู่ทุกวันนี้นะ”เธอหวังว่าจะได้เห็นแววแห่งความสนใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กชาย แต่แทดกลับมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แล้วย้อนถามว่า“เพราะอะไรครับ?” ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนว่าบ้านไร่แห่งนั้นควรจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่ใคร ๆ ควรจะอยากไปอยู่“ก็เพราะว่าคุณปู่คุณย่าของครูอยู่ที่นั่นน่ะสิ ครูชอบไปเยี่ยมท่านบ่อย ๆ” แคทธี่พูดต่ออย่างตั้งใจ “แล้วก็เพราะว่าที่นั่นมีสถานที่ให้เราเที่ยวเล่นได้เยอะแยะเลย”เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองดูเธออีกครั้ง คล้ายกับจะบอกตรง ๆ ว่าเธอคงจะเสียสติละมังที่พูดออกมาอย่างนั้น และเขาก็เป็นฝ่ายตัดบทการสนทนาเสียด้วยคำพูดว่า“ผมต้องไปขึ้นรถแล้วครับ”เมื่อตอนที่อยู่นอกโรงเรียน แคทธี่เคยพบแทด ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่การนมัสการวันอาทิตย์ได้เสร็จสิ้นลง เธอเปลี่ยนจากชุดนักร้องในโบสถ์เรียบร้อยแล้วและกำลังเดินไปยังที่จอดรถซึ่งเคลย์เคยอยู่ แทดอยู่ในชุดสากลสีน้ำเงิน ผูกเนคไทลาย ๆ กำลังยืนพิงรั้วอยู่ใกล้รถ เอล โดเรโด คันหนึ่งที่จอดอยู่ หัวรองเท้าข้างหนึ่งจิกอยู่ในพื้นดินตรงหน้าเด็กชายเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้“กู๊ด มอร์นิ่งครับ มิสคาร์ลสัน” เขากล่าวคำทักทายเธออย่างสุภาพ“กู๊ด มอร์นิ่ง แทด” แคทธี่สวัสดีตอบ “ครูไม่ยักรู้ว่าเธอก็มาโบสถ์เหมือนกัน” ที่นั่งของเธอซึ่งอยู่ในแถวของผู้ร้องเพลงสวดไม่ทำให้เห็นอะไรได้มากนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอมองไม่เห็นลูกศิษย์คนนี้“พ่อบอกให้มาครับ” คำพูดของแทดบอกให้รู้ว่าเด็กชายไม่สนใจในเรื่องนี้ และไม่ใช่ความคิดของตัวเองที่จะมาโบสถ์ “ผมเห็นครูในคณะนักร้องด้วยครับ”“ดีจริง คราวหน้าครูจะคอยดูเธอนะ” แคทธี่ยิ้มให้ กวาดตามองไปรอบ ๆ “แล้วพ่อเธออยู่ไหนล่ะ?”“เอ้อ...กำลังคุยกับคนอื่นอยู่ครับ” แทดถอนหายใจอย่างอึดอัดตามแบบของแกตอนนั้นเองที่เคลย์เดินเข้ามาร่วมวงด้วย“อยู่นี่เอง แคทธี่ กำลังตามหาอยู่พอดี”“หยุดคุยกับแทดเขาหน่อยค่ะ เคลย์...นี่ไงคะลูกศิษย์ฉัน ชื่อ แทด ดั๊กลาส” แคทธี่แนะนำ “นี่คุณเคลย์ คาร์ลสัน ไงล่ะ แทด”“สามีของครูหรือครับ? ” แทดเงยขึ้นมองหน้าเคลย์อย่างจะสำรวจตรวจตรา“ไม่ใช่หรอก เป็นคู่หมั้นน่ะ” ซึ่งเด็กชายก็พยักหน้าอย่างไม่แยแสในความรู้อันนี้เลย“จะไปหรือยังล่ะ? ” เคลย์ถามขึ้นเมื่อแทดเบือนหน้าไปทางหนึ่งแล้ว และแคทธี่ก็มีความรู้สึกว่าเคลย์เข้ามาร่วมวงคือเหตุผลที่ทำให้แทดไม่ยอมพูดจาต่อไปอีก เธอจึงเอ่ยคำอำลาและได้รับเพียงเสียงตอบรับแผ่วเบาเต็มที“คนนี้สินะ เป็นลูกศิษย์น่ารำคาญของคุณ แล้วก็เป็นลูกของ ร็อบ ดั๊กลาส” เคลย์เอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาถึงรถ“แทดไม่ใช่เด็กน่ารำคาญหรอก” แคทธี่พูดอย่างจะปกป้อง “เพียงแต่ยังไม่คุ้นกับสถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น”“แล้วทำไมเธอถึงไม่พูดกับพ่อเขาล่ะ? ” เคลย์พูดอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เปิดประตูรถออกช่วยพยุงแคทธี่ให้เข้าไปนั่งแคทธี่ใช้เวลาช่วงนั้นหยุดคิดก่อนที่จะตอบ จัดกระโปรงจีบที่ตัดเย็บด้วยผ้าพิมพ์ลายดอกไม้สีเหลืองให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนเคลย์ก็เดินอ้อมมายังที่นั่งด้านคนขับหลังพวงมาลัย เธอไม่อยากจะคุยกับเคลย์ถึงเรื่องของร็อบ ดั๊กลาส เพราะรู้ว่าเขาจะต้องไม่เห็นด้วยกับความรู้สึกที่เธอมีต่อบิดาของแทด โดยเฉพาะในขณะที่เธอยังไม่ได้พบหรือพูดจากับผู้ชายคนนั้น ซึ่งแคทธี่ก็คิดว่าเป็นโชคดีอยู่มากที่ไม่ได้รู้จักกับเขา, อันที่จริงมันก็มีโอกาสอยู่ที่เธอจะทำเช่นนั้นได้ โดยเฉพาะเมื่อคอนนี่ เพื่อนสาวร่วมบ้านของเธอมีนัดกับเขาหลายต่อหลายครั้ง แม้จะไม่บ่อยนักก็ตาม และก็เหมือนจะโชคช่วยที่ไม่ทำให้แคทธี่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย เพราะคอนนี่มักจะเตรียมตัวพร้อมแล้วในทุกครั้งที่ร็อบ ดั๊กลาส มาถึง ค่ำวันไหนที่เธอรู้ว่าร็อบ ดั๊กลาสจะมา แคทธี่ก็ยังเก็บตัวอยู่แต่ในห้องโดยใช้การตรวจสมุดการบ้านของนักเรียนเป็นเครื่องบังหน้า