ฉันต้องตกตะลึงกับหมู่บ้านแห่งแสงนี้ เหมือนถูกซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติหมู่บ้านนี้เป็ที่ราบสูง โอบล้อมไปด้วยป่าไม้เขียวขจีเมื่อมองลงมาจากที่สูงเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจายตัว ท่ามกลางแสงสีทองอร่ามสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องบรรยากาศ ทำให้รู้สึกสดชื่นและความอบอุ่น มีเสียงนกร้องเบา คลอเคล้าเสียงบางใสที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ลำน้ำใสนั้นส่องเหมือนคริสตัลยามที่แสงอาทิตย์สะท้อน ถึงธรรมชาติของหมู่บ้านที่ไม่เคยเกิดขึ้นด้วยาหรือพลังมืด
บ้านเรือนของหมู่บ้านส่วนใหญ่สร้างจากหินอ่อนสีขาวและหลังคาบ้านถูกประดับด้วยดอกไม้เล็กๆตามโครงไม้ทุกบ้านมีหลังคาหลังคามุงด้วยหญ้าที่มีความยืดหยุ่น
“ เ้ามัวตกตะลึงอะไร รีบเดินสิ จะได้ไปพบท่านผู้เฒ่า” เอเมนผลักฉันให้เดินต่อ ฉันเดินไปด้วย มองซ้ายมองขวาไป เพื่อสำรวจและตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เห็น
ผู้ชายใส่เสื้อคลุมยาวสีขาวครีมหรือสีอ่อนด้วยผ้าลินินเนื้อเบา แต่งขอบด้วยลายปักสีทองหรือสีเงิน ผ้าทอสีอ่อนที่เห็นปลายขากางเกงมีลายปักอยู่มีผ้าคาดเอวนั้นมีสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้ม
ส่วนผู้หญิงสวมชุดคลุมสีอ่อน เช่นสีฟ้า สีงาช้างหรือสีฟ้าพาสเทล ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มและปักด้วยเส้นด้ายสีทองบริเวณแขน เสื้อคลุมไหล่บางผ้าสีขาวหรือสีฟ้าอ่อนประดับด้วยลูกปัดแก้วใส มีสร้อยคอโบราณรองเท้าสานเส้นใยธรรมชาติ
อีกทั้งเด็กพวกเขาสวมใส่ชุดสั้นเบาสีขาวหรือสีฟ้าอ่อนและห้อยสร้อยคอหินหยก
เมื่อเดินไปพบกับปราสาทเหมือนพระราชวังในนิยายก็มิปาน อยู่กลางหมู่บ้าน มีน้ำพุโบราณตรงกลางอีกทั้งมีลานหินโบราณอยู่คล้ายศิลาจารึกตรงกลางของลานมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา แสงที่ส่องลงมาโดนต้นไม้เป็สีทองและระยิบระยับยามสวยงามมาก ที่นี่เหมือนเมืองในนิยายเลยทีเดียว พวกเขาพากันเดินเข้าไปในปราสาทนั้น แต่ฉันกับรู้สึกเย็นะเื จนก้าวเท้าไม่ออก หยุดเดินและยืนอยู่หน้าปราสาทด้วยความรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“เข้ามาสิ ท่านผู้ถูกเลือก อย่ากลัวสิ่งใดเลย” เสียงกล่าวนั้นน้ำเสียงนุ่มลึกแฝงเยือกเย็นลอยมาตามสายลม
“เข้ามาเถอะ มีข้าอยู่เ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใด” เสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจจึงตัดสินใจเดินเข้าไป เป็ไงเป็กัน
เมื่อเข้าด้านในปราสาทกับพบว่าด้านในประดับประดาด้วยโคมไฟที่ลอยอยู่มีหลากสี ด้านพื้นโล่งไม่มีเก้าอี้หรือโต๊ะอะไรเลย นอกจากแท่นที่ยืนสำหรับคนที่มีอำนาจหรือมีศักดิ์ที่สูงกว่า ฉันกับพบว่ามีชายชราอายุราว 80 ปี แต่ดูทรงพลัง และท่าทางคงเป็ผู้เคารพที่คนในหมู่บ้านแห่งแสงให้ความสำคัญทั่วใบหน้ามีรอยย่นที่บ่งบอกถึงระยะเวลาที่ผ่านพ้น ดวงตาสีเทาเงินยังคงปล่งประกายอย่างคนหนุ่มสาวก็มิปาน ชายชรายิ้มให้อย่างอบอุ่น ฉันเดินไปยืนอยู่ด้านหลังเรฟ โดยหวังให้เขาบังด้วยตัวอันน้อยนิดของฉัน
“ท่านกลัวอะไรรึ ผู้ถูกเลือก” ชายชราถาม ฉันได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบ
“ท่านผู้เฒ่าถามทำไมเ้าไม่ตอบ” เอเมนเค้นเสียงใส่ฉัน ทันทีที่พูดจบเอเทนก็ทรุดลงกับพื้น
“อ๊ากกก ท่านผู้เฒ่าจันทราข้าขอโทษ อ๊าก!” เอเทนล้มลงนอนกลิ้งไปมากับพื้น เืไหลทะลักออกจากปาก ฉันใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่ทันตั้งตัว ผู้พิทักษ์ทั้งห้า ลอยขึ้นหัวชิดกับเพดานปราสาท ฉันรู้สึกเหมือนมีคลื่นบางอย่างมาปะทะ จนฉันต้องทรุดลงกับพื้น
“อ๊ากกกกกก” เสียงผู้พิทักษ์ทั้งห้าและเอเมนร้องระงม
“หยุดเถอะ อย่าทำรา…..ร้ายพวกเขา” ฉันกัดฟันพูด ฉันมองเห็นกลุ่มชุดดำที่เหลือร่างแตกกระจายหายไปทีละคน จนเหลือแต่เอเมนหัวหน้าชุดดำนั้น
“ฉันบอกว่าให้หยุด หยุดเดี๋ยวนี้” ฉันะโสุดเสียงทุกอย่างที่เห็นกลายเป็สีดำและไม่รู้สึกตัวอีก
“ข้าว่านะ พวกเราควรจัดการนางไปเสีย”
“ไม่ได้ถ้าจัดการนาง พวกเราเองก็ไม่รอด”
“ลูคัสเ้าคิดว่าอย่างไร”
“ข้ายังคิดอะไรไม่ออก”
“อาเธนเ้าว่าอย่างไร”
“......”
“ไม่มีใครลงมือข้าลงมือเอง”
“จะลงมืออะไร กับใคร” ฉันลืมตาขึ้นมาเห็นฟินน์ถือขวานหมายจะฟันคอฉัน ฉันมองดูฟินน์
“ฟินน์ นาย้าฆ่าฉัน ที่พวกนายพูดถึงเป็ฉัน ฉันทำอะไร” ฉันมองหน้าพวกเขา น้ำตาจะไหลอีกครั้ง เรฟเดินเข้ามาหาฉันและกอดฉันไว้
“อย่าร้อง เ้าร้องพวกข้าเดือดร้อน ชาวบ้านเดือดร้อน เ้าจะกลายเป็ฆาตกรนะ” ไม่พูดเปล่าลูบหัวฉันด้วย ฉันกลั้นน้ำตาไว้
“คราวนี้ใครจะเล่าความจริงให้ฉันฟังได้แล้ว” ฉันมองหน้าลูคัส ลูคัสถอนหายใจก่อนพูดออกมา
“เห้ออออ ได้ข้าจะเล่าให้เ้าฟัง หวังว่าคำพูดของข้าจะทำให้เ้าเข้าใจสถานะของตนนะ” ลูคัสมองหน้าทุกคน
“โลกนี้มีหมู่บ้านทั้งหมดหกหมู่บ้าน แบ่งออกเป็หมู่บ้านแห่งดิน หมู่บ้านแห่งไฟ หมู่บ้านแห่งเวท หมู่บ้านแห่งลม หมู่บ้านแห่งน้ำและที่นี่เป็ศูนย์รวมของห้าหมู่บ้าน คือหมู่บ้านแห่งจิต ซึ่งปกติแล้วหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะใช้จุดเด่นของแต่ละพื้นที่ในการดำรงชีพ และที่สำคัญสุดผู้คนจะใช้การควบคุมแสง เพราะพลังนี้ทำให้ต่อกรกับพลังเงามืดที่พยายามจะทำลายดินแดน และกักสิ่งชั่วร้ายของจิติญญาแต่ถ้าเมื่อใดถูกพลังเงามืดครอบงำ หมู่บ้านก็จะพบกับภัยพิบัติ ” ลูคัสหยุดพูดหันมามองหน้าฉัน
“แล้วเกิดอะไรขึ้น”
“ชิ! จะเกิดอะไร ั้แ่ผู้เฒ่าจันทราทำนาย หมู่บ้านของพวกข้าก็ถูกเงามืดทำลาย” ฟินน์พูดหันมามองเหยียดที่ฉัน
“ทำลาย ยังไง”
“ยังไงน่ะเหรอ หมู่บ้านแห่งดินใช้ต้นกำเนิดของดินในการดำรงชีวิต พอรู้เื่ที่เ้าจะมาหมู่บ้านก็ถูกพื้นดินสูบหายไปทั้งหมู่บ้าน เหลือแต่ลูคัส” ฟินน์พูด ลูคัสหน้าตาปวดร้าว ฉันเห็นตัวลูคัสสั่นนิดๆและกำมือแน่น
“หมู่บ้านข้า หมู่บ้านแห่งไฟ ถูกไฟแผดเผาทั้งหมู่บ้าน โชคดีวันนั้นข้าออกไปล่าสัตว์กลับมาไม่เหลืออะไรเลย” ฟินน์กัดฟันอย่างโกรธเคือง
“หมู่บ้านแห่งเวท หายไปพริบตา เหลือแต่นักเวทฝึกหัดอย่างอาเธน หมู่บ้านแห่งลม เชื่อว่าเป็หมู่แห่งนักฆ่า นักรบ ที่แข็งแกร่งสุด กับถูกพายุพัดทีเดียวหายไปทั้งหมู่บ้านแต่โชคดีที่คนของหมู่บ้านที่เป็วัยฉกรรจ์ หลงเหลืออยู่แต่ที่ตายเป็ครอบครัวของพวกเขา และหมู่บ้านแห่งน้ำกับถูกกลืนกินด้วยคลื่นั์” จากที่ลูคัสพูดฉันเห็นสีหน้าและท่าทางแต่ละคน เ็ป ฉันเข้าใจในการสูญเสียเพราะฉันเองก็สูญเสียคนอันเป็ที่รักไปเช่นกัน
“หมู่บ้านแห่งเวท คงเป็บ้านของอาเธน หมู่บ้านแห่งลม เรฟ หมู่บ้านแห่งน้ำ เฟย์ ฉันไม่เข้าใจทำไมผู้เฒ่าแสงจันทร์ทำนาย แล้วเื่ราวไปถึงหมู่บ้านพวกนายทำไมเกิดภัยพิบัติได้ ฉันว่ามันแปลกๆนะใช่ไหม อาเธน ใช่ไหมเรฟ ลองคิดดูนะ ถ้าข่าวไม่ถึงหมู่บ้านพวกนาย อาจไม่หาย ไม่ตายก็ได้ แล้วทำไมจงใจเลือกให้พวกนายเหลืออยู่อย่างละคนล่ะ ถ้าเป็ภัยพิบัติจริงพวกนายไม่น่ารอด และฉันก็ไม่น่าเกี่ยวนะ ” ฉันวิเคราะห์จากการที่พวกเขาเล่า
“จะไม่เกี่ยวได้ไง ถ้าเป็แค่คำทำนาย เ้าจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เฟย์เดินเข้ามาหาฉัน
“นั่นสินะ แล้วสรุปฉันมาเพื่ออะไร”
“เ้าเป็คนที่ผู้เฒ่าแสงจันทร์ทำนายไว้ว่า จะมีผู้ถูกเลือกมาจากโลกอื่นเพื่อมาช่วยหมู่บ้านให้พ้นภัยพิบัติ ” ลูคัสพูด เฟย์เปลี่ยนมาจับลูกธนูหมายจะแทงฉัน แต่ฉันมองหน้าเฟย์
“ถ้าเป็แบบนั้นจริง ฉันไม่ได้มาช่วยหรอก ฉันมาทำลายมากกว่าอย่างที่ฟินน์ และ เฟย์บอก” พูดเสร็จฉันจับมือเฟย์นำลูกธนูหวังปักลงที่หัวใจ แต่เฟย์และลูกธนูเหมือนมีพลังบางอย่างดีดออกไปอย่างรวดเร็วจนเฟย์และลูกธนูกระเด็นไปคนละทาง
ตุบ! เสียงเฟย์ตกลงบนพื้น ฉันงงกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ฉันเดินไปช่วยเฟย์ลุกขึ้น เฟย์ปัดมือฉันอย่างแรง
“ไม่ต้อง ข้าไม่้าให้เ้าช่วย” เฟย์พยายามยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล
“เรฟ เ้าเอาเวทผูกิญญากับนางใช่ไหม? ” เฟย์ยืนขึ้นแต่ยังคงเซเล็กน้อย
“เวทผูกิญญา!” ลูคัสและคนอื่นๆพูดพร้อมกัน
“เ้าเสียสติไปแล้วหรือไง” ลูคัสส่ายหน้า
“เวทผูกิญญา?????”
“เวทผูกิญญาจะใช้ตอนแต่งงาน หมายถึง เป็คน คนเดียวกัน รับรู้ได้ถึงอีกฝ่าย ถ้าอีกฝ่ายตายก็จะตายด้วยกัน เรียกอีกอย่างว่า เวทมนต์คู่รัก” อาเธนอธิบาย
“เดี๋ยวนะ เวทผูกิญญา เวทมนต์คู่รัก” ฉันหันไปมองหน้าเรฟ เรฟนั่งขอบหน้าต่างโดยพิงขอบบานไว้ สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนอะไร
“นายจะบ้าเหรอ ถ้าฉันตายนายก็ตายนะ” ฉันโมโหที่เรฟทำอะไรไม่ปรึกษาฉันเลย ถ้าฉันตายเขาก็ตายด้วย ฉันเจ็บเขาก็เจ็บด้วย อะไรของนาย เรฟ
“ไม่ดีเหรอไง” เรฟเอ่ยมาตามลมเหมือนเคย
“ดีบ้า ! อะไร ชีวิตนาย นายไม่รักหรือไง มาผูกไว้กับคนไม่รู้จักเนี้ยนะ จะดีหรือร้ายก็ไม่รู้ ” ฉันหันไปมองหน้าเรฟ
“เ้าน่ะไม่ฉลาด อยู่ที่นี่เ้าเชื่อใจใครไม่ได้ นอกจากข้า เ้าบอกเองไม่ใช่หรือไง ว่าข้ารู้จักเ้าก่อนมาที่นี่ ข้ารู้จักชื่อเ้า ข้ารู้จักเ้าดีที่สุด” คนไม่ค่อยพูดแต่อธิบายได้ยาวเหลือเกิ๊น
“หาว่าฉันโง่ นายฉลาดมากงั้นสิ”
“ข้าฉลาดกว่าเ้ามากแล้วกัน อย่างน้อยข้าก็เป็คนที่นี่”
“ชิ! งั้นช่วยไม่ได้” ฉันเดินไปนั่งที่เตียง ฉันพูดกับเรฟแต่ไม่มีใครได้ยินเหมือนเดิม ล่องลอยตามอากาศ ตามกระแสลม
“ถ้าเช่นนั้น เวทนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อผู้ที่ใช้ มั่นใจว่าคนที่ร่ายเวทมีใจให้เช่นกัน ไม่เช่นนั้น….”ฟินน์พูด
“เช่นนั้นอะไร ” ฉันมองหาฟินน์เพื่อหาคำตอบ
“ผู้ร่ายเวทจะหมดพลังเวท หรือไม่ก็ตาย นั่นแปลว่า เ้าทั้งสองมีใจให้กัน ” ฟินน์ตอบ
เดี๋ยวนะมีใจให้กัน แสดงว่าเรฟกับฉันมีใจตรงกัน เรฟชอบฉันใช่ไหม ใช่จริงๆไหม ฉันมองหน้าเรฟ แต่เรฟทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ นายคนนี้นะ อย่าให้เป็ทีฉันบ้าง
“พอเถอะ อย่ามัวแต่เสียเวลาเื่นี้เลย เรฟร่ายเวทนี้ก็ดีเป็การป้องกันทหารเกราะดำได้ระดับหนึ่ง”
“ชิ! ทำไปเพื่ออะไร นางตายก็ดี” เฟย์ยังคงอาฆาตแค้นฉันอยู่ เรฟโผล่ไปหาเฟย์ยืนต่อหน้าเฟย์ทันที
“ถ้าคิดจะฆ่า เซเลีย ฆ่าข้าให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้าก่อน” เรฟกัดฟันพูดแล้วยื่นมือหมายไปที่คอขาวๆของเฟย์
“นายหยุดนะ อย่าทำร้ายเฟย์เธอแค่เสียใจกับสิ่งที่เจอ ก็ไม่แปลกที่เธอจะแค้นฉัน ปล่อยไปเถอะ ถ้าอยากฆ่าฉันก็ฆ่าได้เลยนะ ฉันยอม แต่เธอคงฆ่าฉันไม่ได้หรอก ” ฉันยิ้มให้เฟย์อย่างผู้ชนะ หุหุ
“แล้วต่อไปฉันต้องทำยังไง ลูคัส” ยังไม่ทันที่ลูคัสตอบ ฉันก็เอ่ยขึ้นก่อน
“จริงสิ! ตอนนั้นพวกนายไม่เป็ไรนะ ฉันเห็นผู้เฒ่าทำร่ายพวกนายน่ะ” ฉันหันไปมองทุกคน
“ไม่เป็ไรหรอก พวกข้าสบายดี” ลูคัสเอ่ยยิ้มๆ
“สบายกะผีน่ะสิ! เกือบตายแล้ว แต่ก็โชคดีที่พลังของเ้า เอ้ย…ไม่ใช่สิ พลังของพี่เซเลียช่วยพวกข้าไว้ เออ…ขอบคุณนะพี่เซเลีย” ฟินน์หันมายิ้มแป้นให้ ฉันพยักหน้าเบาๆ
“แล้วตาเฒ่านั้นทำไปทำไม พวกนายคือผู้พิทักษ์ไม่ใช่หรือไง ฉันปลอดภัยดี ทำไมต้องทำร้ายพวกนายอีก”
“ข้าก็ไม่รู้” ลูคัสพูด
“ผู้เฒ่า้าพิสูจน์พลังของผู้พิทักษ์และผู้ถูกเลือก” เอเธนพูดขึ้น
“ทดสอบ ทดสอบจนถึงตายได้เลยนะ บ้าไปแล้ว ”
“ถ้าไม่ทำให้เกือบตาย พลังจะออกมาได้ยังไง บทพิสูจน์ก็บ่งบอกแล้วว่าเมื่อใดเซเลียรู้สึกเสียใจและร้องไห้ ฝนที่ตกลงมาเป็ฝนกรดสีเื เมื่อ้าปกป้องจะมีพลังแห่งแสง เมื่อ้าชนะจะมีพลังเปลวเพลิง ยังมีพลังต่างๆที่ยังไม่แสดงออกมา จริงสิ ข้าลืมพลังอีกอย่างของเซเลีย พลังการเชื่อมโยงมิติ เคลื่อนย้ายจากอีกทีไปอีกที่ได้ ” เอเธนอธิบายทุกคนพยักหน้าเหมือนเข้าใจ
“ที่เคลื่อนย้าย ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นายมากกว่า แต่พิสูจน์ทำไมในเมื่อทำนายไว้แล้ว” ฉันยัง งง กับการวิเคราะห์ของอาเธน
“ตาเฒ่านี่้าอะไร” ฟินน์บ่นพึมพำ
โครม! เสียงวัตถุบางอย่างล้มหน้าห้อง เรฟและฟินน์ผละออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไปดู ฉันไม่สนใจ ซ้ำรู้สึกเหนื่อยจึงล้มตัวลงนอน ไม่สนใจด้านนอกจะเอะอะ อะไร ตอนนี้ฉันไม่ไหว เพลียจริงๆ
“เ้าไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าวกินปลาก่อนรึ ” เสียงเดิมลอยมาอีกครั้งแสดงถึงความห่วงใย
“ฝากปิดประตูห้องด้วย มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้ ฉันเหนื่อย” พูดจบหลับอย่างสบายใจ
แอ๊ดดด เสียงปิดประตู คนปิดพยามทำเสียงให้เบาเท่าที่ทำได้