หวงซิ่นคุกเข่าลง
“ศิษย์ขออภัยต่อท่านประมุข นาง เอ่อ นางเป็นสตรีที่ศิษย์ช่วยเหลือไว้ คืนนี้ไม่มีที่พักพิงจึงพามายามวิกาล มิทันได้ขออนุญาตต่อท่านประมุข”
เบย์ซาหันไปมองหวงซิ่น คนทึ่มผู้นี้เข้าใจว่าจะมีผู้เชื่อเหตุผลทื่อ ๆ เช่นนี้ของมัน
“เจ้าเป็นชนเผ่าไป๋ใช่หรือไม่”
เสียงหวงฮูหยินดังมาจากทางประตู นางเดินเข้ามาพร้อมเหมยฮวา
เบย์ซามองตาสีฟ้าและผมสีน้ำตาลทองของหวงฮูหยิน
“ท่านก็เป็นคนนอกด่าน”
หวงฮูหยินมองสาวน้อยผู้นี้ นางอายุราวยี่สิบปี ตาคมวาว จมูกโด่ง ริมฝีปากน่ารักจิ้มลิ้ม
นางหันไปดูหวงซิ่นที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา
เจ้าผู้นี้ช่างเลือกนัก
“นั่งลงค่อยพูดจากัน”
เบย์ซามิได้ปิดบัง นางเล่าเรื่องที่เดินทางออกจากเผ่ามาเพื่อตามหาของล้ำค่าที่ถูกขโมย โดยมีฟาร่าเป็นเป้าหมาย
“ฟาร่าผู้นี้เป็นใคร เหตุใดจึงสงสัยนาง”
หวงฮูหยินถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้
“เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ นางเป็นคนของพรรคอันลึกลับทางภาคกลาง มีเชื้อสายคนนอกด่านเช่นกัน จึงถูกส่งเป็นตัวแทนไปเจรจาเรื่องสำคัญกับหัวหน้าเผ่า ผลการเจรจาไม่สำเร็จลุล่วง แต่เมื่อฟาร่าเดินทางกลับ ของล้ำค่าของเผ่าหายไป แม้เบื้องตนข้าพเจ้ามิกล้าใส่ความนาง แต่เมื่อพบกันฟาร่ากลับไม่ยอมพูดจาอธิบายหรือแม้แต่ต่อสู้ เอาแต่ป้องกันตัวแล้วหลบหนี”
“นี่นับว่าเป็นเรื่องแปลก ฟาร่าเป็นคนของพรรคใด”
เบย์ซาส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ข้าพเจ้าก็มิทราบ เรื่องนี้ท่านหัวหน้าเผ่ามิได้ให้รายละเอียดอันใด บอกแต่เพียงว่ายังมิได้ตกลงกับนางเท่านั้น”
“นางเป็นคนของพรรคปราบมังกร”
ทุกคนหันไปมองเหมยฮวา
“ข้าพเจ้าบอกได้เพียงเท่านี้”
นางไม่ต้องการพูดถึงฟางเหลาหู่
ประมุขหวงหน้าเครียด ข้อมูลของพรรคปราบมังกรมีความสำคัญต่อฝ่ายธรรมะและทางการอย่างยิ่ง เพียงแต่เป็นเรื่องที่มิอาจพูดในที่นี้ได้
หวงฮูหยินสังเกตสามีเฒ่าออก
“เอาเถิด สำนักตระกูลหวงเรามีพื้นที่ใหญ่โตเพียงไหน เจ้าทั้งสองพักอยู่ที่นี่ก่อน ไว้เรื่องราวคลี่คลายค่อยคิดอ่านกัน แต่จะให้ไปนอนอยู่ตึกอื่นกับพวกศิษย์ชายคงไม่เหมาะ ให้อยู่ที่ตึกใหญ่นี่แหละ”
เบย์ซาหันไปมองเหมยฮวา นางไม่เคยพบสตรีที่งามเพียงนี้มาก่อน ไม่ว่านอกด่านหรือภาคกลาง เหตุใดถึงมาอาศัยอยู่ที่นี่พร้อมกัน
หวงซิ่นได้โอกาสอันดี
“ศิษย์ขอขอบพระคุณท่านประมุขกับฮูหยิน”
ประมุขหวงหน้าผ่อนคลายลง ยิ้มให้กับศิษย์คนโปรด
หวงฮูหยินหันไปมองหวงซิ่นที่เริ่มกล้าเงยหน้าขึ้นมา
“วันหลังหากเจ้าชมชอบต้องการตบแต่งสตรีนางใด ให้มาเรียนต่อท่านประมุขดี ๆ อย่าได้ลักลอบพานางเข้ามารู้ไหม”
หวงซิ่นหน้าแดงราวดื่มสุราสักสิบไห
เบย์ซากลับไม่สะทกสะท้านเท่าใด
ฟางเหลาหู่นั่งอยู่ในกระท่อมริมแม่น้ำลั่ว
ชิโนะยืนอยู่ด้านข้าง
“เสี้ยวอู่หมิงกลับมาแล้ว”
มันรายงานอย่างรวบรัด
ชิโนะเป็นเช่นนี้เสมอมาและตลอดไป
ฟางเหลาหู่พยักหน้า
วิชาแพทย์ของวัดเส้าหลินยอดเยี่ยมนัก
นี่จึงเป็นเป้าหมายสำคัญถัดจากสำนักตระกูลหวง
“นางก็กลับมาแล้ว”
ฟางเหลาหู่นิ่งไป
“ต้องการให้สังหารนางหรือไม่”
ฟางเหลาหู่ใช้ความคิด ข่าวเรื่องพระอาการประชวรของพระจักพรรดินีบูเช็กเทียนยิ่งมายิ่งน่าเชื่อถือ ช่วงเวลานี้ต้องเคลื่อนไหวอย่างรัดกุม มุ่งไปที่เป้าหมายหลักก่อน มิเช่นนั้นจะเสียการใหญ่ได้
“จัดการกับตระกูลหวงก่อน หากมันรวบรวมอีกหกสำนักได้เราจะตึงมือมากขึ้น”
สำหรับเรื่องของนาง มันทราบว่าแม่เฒ่ามอบหมายให้ชี่หยวนเฟิงไปแล้ว
หวังว่าครึ่งบุรุษครึ่งสตรีคนนี้คงทำงานสำเร็จ
เสี้ยวอู่หมิงตื่นขึ้นในช่วงสาย
มันนั่งสมาธิตามคำสอนของไต้ซือฟางเว่ย
“กำลังภายในดั้งเดิมของเจ้าถูกทำลายสิ้น ให้พยายามเดินลมปราณเพื่อรักษาความบอบช้ำและพยุงชีพจร เคล็ดวิชาจากแดนไกลเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีการทดลองมาก่อน แต่สภาพของเจ้าหากไม่ทำสิ่งใดก็มีแต่จะอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ ใจความสำคัญของลมปราณนี้ คือให้ทำตนเยี่ยงน้ำ น้ำที่รองรับได้ทุกสิ่ง ไหลไปในสถานที่ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ไปรวมตัวกันในจุดที่ต่ำที่สุด”
เสี้ยวอู่หมิงพยายามทบทวนและฝึกฝนมาหลายเดือน แม้ไม่มีความคืบหน้ามากมาย แต่อย่างน้อยมันก็สามารถลุกขึ้นเดินและใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ นี่นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว
หลังจากนั่งสมาธิมันออกจากห้องมาหาอาหารเช้า
วันนี้เป็นข้าวต้ม
ศิษย์ตระกูลหวงหลายคนเดินไปมาท่าทางวุ่นวาย
“เกิดอันใดหรือพี่ท่าน”
“เมื่อคืนมีสตรีสองนางบุกเข้าสำนักเรา แต่สุดท้ายเหมือนว่าท่านประมุขให้รับตัวไว้พักอยู่ที่นี่”
สตรีถึงสองนาง เสี้ยวอู่หมิงคิด เรากลับนอนหลับไม่รู้เรื่องราว หากเป็นเมื่อก่อนย่อมมิไร้ฝีมือเช่นนี้
มันทอดถอนใจก่อนจะเดินไปยังห้องโถง
เหมยฮวานั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขก
เบย์ซานั่งอยู่ข้างนาง
เสี้ยวอู่หมิงเดินไปคารวะประมุขหวงซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ใหญ่ของเจ้าบ้าน
“ท่านประมุข ไม่ทราบว่าทั้งสองนางมีเหตุอันใด”
เบย์ซางุนงง เสี้ยวอู่หมิงมันเหมือนจำนางไม่ได้ แม้จะพบกันไม่กี่ครั้งที่ฉางอานเมื่อปีก่อน แต่มันไม่น่าจะลืมง่ายเช่นนี้
มันซูบผอมไปมากหรือไม่สบายหนัก
เหมยฮวามองมันด้วยดวงตาเศร้าสร้อย
เสี้ยวอู่หมิงเหมือนคิดสิ่งใดได้
“ข้าพเจ้าจำท่านได้ เราเคยพบกันที่อารามเจี่ยนยี่”
คราวนี้แม้แต่ประมุขหวงยังต้องมึนงง
“เจ้าจำนางมิได้”
เสี้ยวอู่หมิงก็มึนงง
“ข้าพเจ้ารู้จักนางเช่นนั้นหรือ”
พร้อมกับหันไปมองเหมยฮวาอีกครั้ง เหตุใดมันถึงจำสตรีงามสุดหล้าฟ้าดินนางนี้มิได้ ว่าตามความจริง ไม่ควรมีบุรุษใดลืมเลือนนางได้เลยด้วยซ้ำ
เจียเจียมาจากที่ใดมิทราบเข้ามาดึงแขนเสี้ยวอู่หมิงไป
“ท่านไม่ต้องจำนางมารผู้นี้ วันนี้อากาศดี เราควรไปเดินเที่ยวชมตลาด เผื่อความทรงจำส่วนที่ดีงามของท่านจะได้กลับมา”
ว่าแล้วก็ลากตัวมันออกไป ไม่ยอมมองบิดาเฒ่าและเหมยฮวาสักน้อย
เบย์ซามองตามหลังนาง
บุตรีของท่านประมุขหวงผู้นี้ ช่างสดใสกล้าหาญน่าสนใจยิ่งนัก
บ๊วยหวานดักปักษากลับมาแล้ว
เฟิงตงเปียนพอกยาและพันแผลตามร่างกาย
ดีที่บาดแผลแต่ละแห่งไม่ลึกนัก
ลำพังคนแคระติดมีด มันคิดว่าพอรับมือได้ แต่หากมันมาพร้อมนางงามผิวซีดคนนั้น คงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
แต่นี่เท่ากับพรรคปราบมังกรเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น
มีสิ่งใดเร่งเร้าพวกมัน
การที่พวกมันไม่ตามมา แสดงว่ายังไม่ต้องการเปิดเผยตัวในที่ชุมชน
ถ้าเช่นนั้นเป้าหมายย่อมจำกัดอยู่ในกลุ่มชาวยุทธ
เพราะหากลงมือกับทหารหรือชาวบ้านทางการย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย
เช้าแล้ว
มันออกจากโรงเตี๊ยม ตั้งใจจะหาอาหารง่าย ๆ รับประทาน
เดินผ่านตลาดที่พลุกพล่านด้วยผู้คน
ชายชราหนวดเคราขาวผู้หนึ่งนั่งสีซอซีฉินอยู่ (ภายหลังเรียกซอเหออู้) หน้าซอขึงด้วยหนังแพะ เสียงดนตรีโศกเศร้าคล้ายคนคร่ำครวญร่ำไห้
เฟิงตงเปียนต้องหยุดฟัง
เมื่อชายชราบรรเลงเพลงจบ มันยกมือขึ้นคำนับ
“บทเพลงของท่านผู้เฒ่า โศกเศร้าลึกซึ้งยิ่งนัก ท่านคงเป็นอาจารย์ดนตรีจากที่ใด”
อาจารย์ดนตรีเช่นไรจึงมานั่งสีซอข้างถนนในตลาด
ชายชรามองหน้ามันอย่างพินิจ
“เล่าฮูเป็นเพียงวนิพก หากินด้วยซอคันเก่าเท่านั้น”
เฟิงตงเปียนหยิบเหรียญเงินมาวางที่ผ้าผืนน้อยเบื้องหน้าชายชรา
“บทเพลงของท่านผู้เฒ่าให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เป็นความเศร้าที่มิใช่เรื่องราวของความรัก มิทราบเป็นเพลงใด”
“ย่อมเป็นเพลงที่เล่าฮูแต่งเอง ชื่อหงส์ครวญคร่ำ ท่านถือว่ามีรสนิยม กลับเข้าใจความหมายของเพลงนี้”
ว่าแล้วชายชราก็ซีสอต่อไปโดยไม่สนใจมันอีก
เฟิงตงเปียนเดินจากมา
เจียเจียครึ่งลากครึ่งดึงเสี้ยวอู่หมิงมาตลาด
นางรู้ว่ามันชอบเดินชมตลาดเป็นนิสัย
เสี้ยวอู่หมิงติดพัดมาด้วย
มันรู้สึกว่าการโบกสะบัดพัดล้อสายลมเป็นความสุขชนิดหนึ่ง
เจียเจียเดินไหล่ชิดกัน
แม้แต่ชาวบ้านในตลาดยังต้องแอบมอง
สตรีนางนี้ใยไม่มียางอาย
แต่เจียเจียไม่สนใจ
นางเหมือนสูญเสียเสี้ยวอู่หมิงไปครั้งหนึ่งแล้ว
คราวนี้จะไม่ยอมเสียไปอีก
ชายหนุ่มรูปงามกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา
จากลักษณะการแต่งกาย หากมิใช่ลูกคหบดีก็ย่อมเป็นบุตรหลานขุนนางใหญ่
พอพวกมันเห็นเจียเจียก็รีบเข้ามาทักทาย
“ไม่พบแม่นางมานาน ยังคงงดงามเช่นเคย”
“ไม่พบพวกท่านมานาน ไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่”
บุรุษพวกนั้นสะอึกไปรอบหนึ่ง
แต่พวกมันเห็นเจียเจียสนิทสนมกับไผ่ตายซากคนนี้ ยังมิอาจยอมรับได้
“ไม่ทราบพี่ชายท่านนี้ไม่สบายหรือเช่นไร คุณหนูถึงต้องคอยตามดูแล”
เสี้ยวอู่หมิงขยับจะพูดแต่ไม่ทัน
“มันสบายดีเป็นเพียงโรคติดต่อเท่านั้น”
คราวนี้ชายหนุ่มกลุ่มนั้นเริ่มมีท่าทางกังวล
ท่าทางของเสี้ยวอู่หมิงก็เป็นคนป่วยหนักจริง ๆ
“คุณหนูอย่าล้อเล่น”
“ผู้ใดล้อเล่น มารดาบอกว่ารักษามันจนหายแล้ว เพียงแต่อาจแพร่ระบาดได้อยู่”
“แล้วคุณหนูไม่กลัว”
“ข้าพเจ้ากินยากันไว้แล้ว”
บุรุษหนุ่มพวกนั้นมองหน้ากันไปมา แล้วจำใจล่าถอยไป มิมีผู้ใดอยากลองเสี่ยงว่านางพูดจริงหรือไม่
เสี้ยวอู่หมิงมองนางด้วยแววตาขบขัน
“ท่านไม่น่าพูดเช่นนั้น ชาวบ้านอาจร่ำลือให้ท่านเสียหาย”
“จะสนใจผู้อื่นทำไม ข้าพเจ้าสนใจแต่ท่าน”
เสี้ยวอู่หมิงไม่กล้าพูดต่อ สะบัดพัดขึ้นเดินไปตามทาง
เจียเจียรีบตามมา
เสียงเพลงอ่อนหวานดังขึ้น
ชายชราสีซออยู่ข้างทาง
เสี้ยวอู่หมิงหยุดเท้าฟัง
ผู้เฒ่าท่านนี้บรรเลงเพลงได้ไพเราะนัก
เจียเจียดึงแขนมันให้เดินต่อ
เมื่อมีเสี้ยวอู่หมิงอยู่ด้วย นางมิสนใจดนตรีเท่าใด