กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 40 เฒ่าสีซอ

            หวงซิ่นคุกเข่าลง

            “ศิษย์ขออภัยต่อท่านประมุข นาง เอ่อ นางเป็นสตรีที่ศิษย์ช่วยเหลือไว้ คืนนี้ไม่มีที่พักพิงจึงพามายามวิกาล มิทันได้ขออนุญาตต่อท่านประมุข”

            เบย์ซาหันไปมองหวงซิ่น คนทึ่มผู้นี้เข้าใจว่าจะมีผู้เชื่อเหตุผลทื่อ ๆ เช่นนี้ของมัน

            “เจ้าเป็นชนเผ่าไป๋ใช่หรือไม่”

            เสียงหวงฮูหยินดังมาจากทางประตู นางเดินเข้ามาพร้อมเหมยฮวา

            เบย์ซามองตาสีฟ้าและผมสีน้ำตาลทองของหวงฮูหยิน

            “ท่านก็เป็นคนนอกด่าน”

            หวงฮูหยินมองสาวน้อยผู้นี้ นางอายุราวยี่สิบปี ตาคมวาว จมูกโด่ง ริมฝีปากน่ารักจิ้มลิ้ม 

            นางหันไปดูหวงซิ่นที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา

            เจ้าผู้นี้ช่างเลือกนัก

            “นั่งลงค่อยพูดจากัน”

            เบย์ซามิได้ปิดบัง นางเล่าเรื่องที่เดินทางออกจากเผ่ามาเพื่อตามหาของล้ำค่าที่ถูกขโมย โดยมีฟาร่าเป็นเป้าหมาย

            “ฟาร่าผู้นี้เป็นใคร เหตุใดจึงสงสัยนาง”

            หวงฮูหยินถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้

            “เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ นางเป็นคนของพรรคอันลึกลับทางภาคกลาง มีเชื้อสายคนนอกด่านเช่นกัน จึงถูกส่งเป็นตัวแทนไปเจรจาเรื่องสำคัญกับหัวหน้าเผ่า ผลการเจรจาไม่สำเร็จลุล่วง แต่เมื่อฟาร่าเดินทางกลับ ของล้ำค่าของเผ่าหายไป แม้เบื้องตนข้าพเจ้ามิกล้าใส่ความนาง แต่เมื่อพบกันฟาร่ากลับไม่ยอมพูดจาอธิบายหรือแม้แต่ต่อสู้ เอาแต่ป้องกันตัวแล้วหลบหนี”

            “นี่นับว่าเป็นเรื่องแปลก ฟาร่าเป็นคนของพรรคใด”

            เบย์ซาส่ายศีรษะเล็กน้อย

            “ข้าพเจ้าก็มิทราบ เรื่องนี้ท่านหัวหน้าเผ่ามิได้ให้รายละเอียดอันใด บอกแต่เพียงว่ายังมิได้ตกลงกับนางเท่านั้น”

            “นางเป็นคนของพรรคปราบมังกร”

            ทุกคนหันไปมองเหมยฮวา

            “ข้าพเจ้าบอกได้เพียงเท่านี้”

            นางไม่ต้องการพูดถึงฟางเหลาหู่

            ประมุขหวงหน้าเครียด ข้อมูลของพรรคปราบมังกรมีความสำคัญต่อฝ่ายธรรมะและทางการอย่างยิ่ง เพียงแต่เป็นเรื่องที่มิอาจพูดในที่นี้ได้

            หวงฮูหยินสังเกตสามีเฒ่าออก

            “เอาเถิด สำนักตระกูลหวงเรามีพื้นที่ใหญ่โตเพียงไหน เจ้าทั้งสองพักอยู่ที่นี่ก่อน ไว้เรื่องราวคลี่คลายค่อยคิดอ่านกัน แต่จะให้ไปนอนอยู่ตึกอื่นกับพวกศิษย์ชายคงไม่เหมาะ ให้อยู่ที่ตึกใหญ่นี่แหละ”

            เบย์ซาหันไปมองเหมยฮวา นางไม่เคยพบสตรีที่งามเพียงนี้มาก่อน ไม่ว่านอกด่านหรือภาคกลาง เหตุใดถึงมาอาศัยอยู่ที่นี่พร้อมกัน

            หวงซิ่นได้โอกาสอันดี

            “ศิษย์ขอขอบพระคุณท่านประมุขกับฮูหยิน”

            ประมุขหวงหน้าผ่อนคลายลง ยิ้มให้กับศิษย์คนโปรด

            หวงฮูหยินหันไปมองหวงซิ่นที่เริ่มกล้าเงยหน้าขึ้นมา

            “วันหลังหากเจ้าชมชอบต้องการตบแต่งสตรีนางใด ให้มาเรียนต่อท่านประมุขดี ๆ อย่าได้ลักลอบพานางเข้ามารู้ไหม”

            หวงซิ่นหน้าแดงราวดื่มสุราสักสิบไห

            เบย์ซากลับไม่สะทกสะท้านเท่าใด

            ฟางเหลาหู่นั่งอยู่ในกระท่อมริมแม่น้ำลั่ว

            ชิโนะยืนอยู่ด้านข้าง

            “เสี้ยวอู่หมิงกลับมาแล้ว”

            มันรายงานอย่างรวบรัด

            ชิโนะเป็นเช่นนี้เสมอมาและตลอดไป

            ฟางเหลาหู่พยักหน้า

            วิชาแพทย์ของวัดเส้าหลินยอดเยี่ยมนัก

            นี่จึงเป็นเป้าหมายสำคัญถัดจากสำนักตระกูลหวง

            “นางก็กลับมาแล้ว”

            ฟางเหลาหู่นิ่งไป

            “ต้องการให้สังหารนางหรือไม่”

            ฟางเหลาหู่ใช้ความคิด ข่าวเรื่องพระอาการประชวรของพระจักพรรดินีบูเช็กเทียนยิ่งมายิ่งน่าเชื่อถือ ช่วงเวลานี้ต้องเคลื่อนไหวอย่างรัดกุม มุ่งไปที่เป้าหมายหลักก่อน มิเช่นนั้นจะเสียการใหญ่ได้

            “จัดการกับตระกูลหวงก่อน หากมันรวบรวมอีกหกสำนักได้เราจะตึงมือมากขึ้น”

            สำหรับเรื่องของนาง มันทราบว่าแม่เฒ่ามอบหมายให้ชี่หยวนเฟิงไปแล้ว

            หวังว่าครึ่งบุรุษครึ่งสตรีคนนี้คงทำงานสำเร็จ

            เสี้ยวอู่หมิงตื่นขึ้นในช่วงสาย

            มันนั่งสมาธิตามคำสอนของไต้ซือฟางเว่ย

            “กำลังภายในดั้งเดิมของเจ้าถูกทำลายสิ้น ให้พยายามเดินลมปราณเพื่อรักษาความบอบช้ำและพยุงชีพจร เคล็ดวิชาจากแดนไกลเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีการทดลองมาก่อน แต่สภาพของเจ้าหากไม่ทำสิ่งใดก็มีแต่จะอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ ใจความสำคัญของลมปราณนี้ คือให้ทำตนเยี่ยงน้ำ น้ำที่รองรับได้ทุกสิ่ง ไหลไปในสถานที่ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ไปรวมตัวกันในจุดที่ต่ำที่สุด”

            เสี้ยวอู่หมิงพยายามทบทวนและฝึกฝนมาหลายเดือน แม้ไม่มีความคืบหน้ามากมาย แต่อย่างน้อยมันก็สามารถลุกขึ้นเดินและใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ นี่นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว

            หลังจากนั่งสมาธิมันออกจากห้องมาหาอาหารเช้า

            วันนี้เป็นข้าวต้ม

            ศิษย์ตระกูลหวงหลายคนเดินไปมาท่าทางวุ่นวาย

            “เกิดอันใดหรือพี่ท่าน”

            “เมื่อคืนมีสตรีสองนางบุกเข้าสำนักเรา แต่สุดท้ายเหมือนว่าท่านประมุขให้รับตัวไว้พักอยู่ที่นี่”

            สตรีถึงสองนาง เสี้ยวอู่หมิงคิด เรากลับนอนหลับไม่รู้เรื่องราว หากเป็นเมื่อก่อนย่อมมิไร้ฝีมือเช่นนี้

            มันทอดถอนใจก่อนจะเดินไปยังห้องโถง

            เหมยฮวานั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขก

            เบย์ซานั่งอยู่ข้างนาง

            เสี้ยวอู่หมิงเดินไปคารวะประมุขหวงซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ใหญ่ของเจ้าบ้าน

            “ท่านประมุข ไม่ทราบว่าทั้งสองนางมีเหตุอันใด”

            เบย์ซางุนงง เสี้ยวอู่หมิงมันเหมือนจำนางไม่ได้ แม้จะพบกันไม่กี่ครั้งที่ฉางอานเมื่อปีก่อน แต่มันไม่น่าจะลืมง่ายเช่นนี้ 

            มันซูบผอมไปมากหรือไม่สบายหนัก

            เหมยฮวามองมันด้วยดวงตาเศร้าสร้อย

            เสี้ยวอู่หมิงเหมือนคิดสิ่งใดได้

            “ข้าพเจ้าจำท่านได้ เราเคยพบกันที่อารามเจี่ยนยี่”

            คราวนี้แม้แต่ประมุขหวงยังต้องมึนงง

            “เจ้าจำนางมิได้”

            เสี้ยวอู่หมิงก็มึนงง

            “ข้าพเจ้ารู้จักนางเช่นนั้นหรือ”

            พร้อมกับหันไปมองเหมยฮวาอีกครั้ง เหตุใดมันถึงจำสตรีงามสุดหล้าฟ้าดินนางนี้มิได้ ว่าตามความจริง ไม่ควรมีบุรุษใดลืมเลือนนางได้เลยด้วยซ้ำ

            เจียเจียมาจากที่ใดมิทราบเข้ามาดึงแขนเสี้ยวอู่หมิงไป

            “ท่านไม่ต้องจำนางมารผู้นี้ วันนี้อากาศดี เราควรไปเดินเที่ยวชมตลาด เผื่อความทรงจำส่วนที่ดีงามของท่านจะได้กลับมา”

            ว่าแล้วก็ลากตัวมันออกไป ไม่ยอมมองบิดาเฒ่าและเหมยฮวาสักน้อย

            เบย์ซามองตามหลังนาง

            บุตรีของท่านประมุขหวงผู้นี้ ช่างสดใสกล้าหาญน่าสนใจยิ่งนัก

            บ๊วยหวานดักปักษากลับมาแล้ว

            เฟิงตงเปียนพอกยาและพันแผลตามร่างกาย

            ดีที่บาดแผลแต่ละแห่งไม่ลึกนัก

            ลำพังคนแคระติดมีด มันคิดว่าพอรับมือได้ แต่หากมันมาพร้อมนางงามผิวซีดคนนั้น คงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

            แต่นี่เท่ากับพรรคปราบมังกรเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น

            มีสิ่งใดเร่งเร้าพวกมัน

            การที่พวกมันไม่ตามมา แสดงว่ายังไม่ต้องการเปิดเผยตัวในที่ชุมชน

            ถ้าเช่นนั้นเป้าหมายย่อมจำกัดอยู่ในกลุ่มชาวยุทธ

            เพราะหากลงมือกับทหารหรือชาวบ้านทางการย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย

            เช้าแล้ว

            มันออกจากโรงเตี๊ยม ตั้งใจจะหาอาหารง่าย ๆ รับประทาน

            เดินผ่านตลาดที่พลุกพล่านด้วยผู้คน

            ชายชราหนวดเคราขาวผู้หนึ่งนั่งสีซอซีฉินอยู่  (ภายหลังเรียกซอเหออู้) หน้าซอขึงด้วยหนังแพะ เสียงดนตรีโศกเศร้าคล้ายคนคร่ำครวญร่ำไห้

            เฟิงตงเปียนต้องหยุดฟัง

            เมื่อชายชราบรรเลงเพลงจบ มันยกมือขึ้นคำนับ

            “บทเพลงของท่านผู้เฒ่า โศกเศร้าลึกซึ้งยิ่งนัก ท่านคงเป็นอาจารย์ดนตรีจากที่ใด”

            อาจารย์ดนตรีเช่นไรจึงมานั่งสีซอข้างถนนในตลาด

            ชายชรามองหน้ามันอย่างพินิจ

            “เล่าฮูเป็นเพียงวนิพก หากินด้วยซอคันเก่าเท่านั้น”

            เฟิงตงเปียนหยิบเหรียญเงินมาวางที่ผ้าผืนน้อยเบื้องหน้าชายชรา

            “บทเพลงของท่านผู้เฒ่าให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เป็นความเศร้าที่มิใช่เรื่องราวของความรัก มิทราบเป็นเพลงใด”

            “ย่อมเป็นเพลงที่เล่าฮูแต่งเอง ชื่อหงส์ครวญคร่ำ ท่านถือว่ามีรสนิยม กลับเข้าใจความหมายของเพลงนี้”

            ว่าแล้วชายชราก็ซีสอต่อไปโดยไม่สนใจมันอีก

            เฟิงตงเปียนเดินจากมา

            เจียเจียครึ่งลากครึ่งดึงเสี้ยวอู่หมิงมาตลาด

            นางรู้ว่ามันชอบเดินชมตลาดเป็นนิสัย

            เสี้ยวอู่หมิงติดพัดมาด้วย

            มันรู้สึกว่าการโบกสะบัดพัดล้อสายลมเป็นความสุขชนิดหนึ่ง

            เจียเจียเดินไหล่ชิดกัน

            แม้แต่ชาวบ้านในตลาดยังต้องแอบมอง

            สตรีนางนี้ใยไม่มียางอาย

            แต่เจียเจียไม่สนใจ

            นางเหมือนสูญเสียเสี้ยวอู่หมิงไปครั้งหนึ่งแล้ว

            คราวนี้จะไม่ยอมเสียไปอีก

            ชายหนุ่มรูปงามกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา

            จากลักษณะการแต่งกาย หากมิใช่ลูกคหบดีก็ย่อมเป็นบุตรหลานขุนนางใหญ่

            พอพวกมันเห็นเจียเจียก็รีบเข้ามาทักทาย

            “ไม่พบแม่นางมานาน ยังคงงดงามเช่นเคย”

            “ไม่พบพวกท่านมานาน ไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่”

            บุรุษพวกนั้นสะอึกไปรอบหนึ่ง

            แต่พวกมันเห็นเจียเจียสนิทสนมกับไผ่ตายซากคนนี้ ยังมิอาจยอมรับได้

            “ไม่ทราบพี่ชายท่านนี้ไม่สบายหรือเช่นไร คุณหนูถึงต้องคอยตามดูแล”

            เสี้ยวอู่หมิงขยับจะพูดแต่ไม่ทัน

            “มันสบายดีเป็นเพียงโรคติดต่อเท่านั้น”

            คราวนี้ชายหนุ่มกลุ่มนั้นเริ่มมีท่าทางกังวล

            ท่าทางของเสี้ยวอู่หมิงก็เป็นคนป่วยหนักจริง ๆ 

            “คุณหนูอย่าล้อเล่น”

            “ผู้ใดล้อเล่น มารดาบอกว่ารักษามันจนหายแล้ว เพียงแต่อาจแพร่ระบาดได้อยู่”

            “แล้วคุณหนูไม่กลัว”

            “ข้าพเจ้ากินยากันไว้แล้ว”

            บุรุษหนุ่มพวกนั้นมองหน้ากันไปมา แล้วจำใจล่าถอยไป มิมีผู้ใดอยากลองเสี่ยงว่านางพูดจริงหรือไม่

            เสี้ยวอู่หมิงมองนางด้วยแววตาขบขัน

            “ท่านไม่น่าพูดเช่นนั้น ชาวบ้านอาจร่ำลือให้ท่านเสียหาย”

            “จะสนใจผู้อื่นทำไม ข้าพเจ้าสนใจแต่ท่าน”

            เสี้ยวอู่หมิงไม่กล้าพูดต่อ สะบัดพัดขึ้นเดินไปตามทาง

            เจียเจียรีบตามมา

            เสียงเพลงอ่อนหวานดังขึ้น

            ชายชราสีซออยู่ข้างทาง

            เสี้ยวอู่หมิงหยุดเท้าฟัง

            ผู้เฒ่าท่านนี้บรรเลงเพลงได้ไพเราะนัก

            เจียเจียดึงแขนมันให้เดินต่อ

            เมื่อมีเสี้ยวอู่หมิงอยู่ด้วย นางมิสนใจดนตรีเท่าใด

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน