ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 ราชานกยูงเป่ยเหลียนโม่

            เหยาเชียนเชียนกระแอมเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสายตาร้อนแรงข้างกาย เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้นเอง ทว่าครั้งนี้เกินไปหน่อยกระมัง คนมากมายกำลังจับตาดูอยู่ เขาไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนบ้างเลยหรืออย่างไร?

             “เปิ่นหวังปลูกดอกไห่ถังเหล่านี้ในจวนหลายๆ ต้นน่าจะดี” เป่ยเหลียนโม่กล่าวเบาๆ “ดอกสีแดง ดอกสีขาว ให้มันผลิบานไปทั่วทั้งจวนอ๋อง ไม่ว่าหวังเฟยจะเดินไปที่ใดล้วนมองเห็นได้”

             เหยาเชียนเชียนยิ้มอย่างสุภาพทว่ายังคงหลงเหลือร่องรอยความกระอักกระอ่วน เขากล่าวเองไม่ใช่หรือว่าชอบดอกไห่ถัง เหตุใดจึงกล่าวราวกับว่านางเป็นฝ่ายอยากชื่นชมทัศนียภาพนั้นเสียเอง ความจริงแล้วนางแยกดอกไห่ถังกับดอกโบตั๋นไม่ออกเสียด้วยซ้ำ

             “หากท่านอ๋องทรงโปรดปรานจริงๆ เช่นนั้นปลูกไว้ในสวนหลายๆ ต้นก็ดีนะเพคะ” เหยาเชียนเชียนเอ่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้น

             “แขวนเถาองุ่นไว้ใต้ระเบียงทางเดินสักสองสามเถา เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะเป็นสีเขียวขจี อีกทั้งยังออกผลให้รับประทานอีกด้วย หากท่านอ๋องอยากชื่นชมทัศนียภาพ ดอกของต้นทับทิมก็สวยงามเช่นกัน ทั้งยังออกผลให้ท่านอ๋องได้อีกมากมาย”

             ถ้อยคำพรรณนาดอกไม้ในคราแรกกลายเป็นการปลูกผักผลไม้ไปเสียแล้ว ชิงผิงอ๋องหน้าแข็งเกร็ง พลันไร้ซึ่งความคิดใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นจึงหันไปดื่มสุราของตน

             เหยาเชียนเชียนปิดปากอย่างน้อยอกน้อยใจ เขาอยากหรือไม่อยากให้นางมีความสุขกันแน่ เมื่อครู่ที่ถามนางเป็นเพียงคำถามที่ถามพอเป็นพิธีเท่านั้นหรือ คำแนะนำทุกอย่างเขากลับไม่ยอมรับไปเลย ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมาถามนางอีกแล้ว

             “ได้ยินมาว่าพระชายาของชิงผิงอ๋องมีฝีมือการดีดฉินเป็นเลิศ” ซ่งอีอียืนขึ้น นางยิ้มแฝงนัย “ไม่ทราบว่าวันนี้หม่อมฉันจะพอมีวาสนาได้ฟังหวังเฟยดีดฉินสักบทเพลงหรือไม่?”

             ดีดฉินหรือ...

             เหยาเชียนเชียนหันหน้ามองไปยังเป่ยเหลียนโม่ นางไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าของร่างเดิมจะมีความรู้ความสามารถรอบด้านเช่นนี้ ทั้งเย็บปักถักร้อยทั้งดีดฉิน และดูเหมือนว่าจะเก่งกาจเสียด้วย

             “ท่านอ๋อง” นางกระซิบถามเป่ยเหลียนโม่ “หม่อมฉันไม่ดีดได้หรือไม่เพคะ?”

             เป่ยเหลียนโม่มองนางด้วยแววตาสงสัย “เหตุใดจึงไม่ดีดเล่า”

             เพราะนางดีดไม่เป็นน่ะสิ เหยาเชียนเชียนขมขื่นในใจ แต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปตรงๆ ได้ นางอ้ำอึ้งอยู่นานจนสุดท้ายทำได้เพียงยืดคอและกล่าวว่า “ก็เพราะไม่อยากดีดเพคะ”

             สายตาของเป่ยเหลียนโม่ฉายแววประหลาดใจหลายส่วน นางกำลังอ้อนเขาอยู่หรือ?

             ไม่อยากดีด เหตุผลนี้ช่างน่ารักอย่างตรงไปตรงมา ชิงผิงอ๋องกระตุกยิ้มมุมปาก ไม่อยากดีดก็ไม่ต้องดีด กลับไปค่อยดีดให้เขาฟังคนเดียวพอ

             “หลายวันก่อนหน้านี้มือของหวังเฟยได้รับบาดเจ็บ ยามนี้ยังไม่หายดี ดังนั้นวันนี้คงต้องทำให้ทุกคนผิดหวังแล้ว เพราะฉะนั้นปล่อยผ่านไปเถิด”

             ซ่งอีอีลอบกำผ้าเช็ดหน้า เรื่องนั้นนางย่อมได้ยินมาแล้วเช่นกัน ทว่านี่มันก็ผ่านมานานมากแล้ว เพียงแค่ตุ่มพุพองไม่กี่ตุ่มเท่านั้น กระทั่งต้องรักษาอย่างจริงจังเพียงนั้นเชียวหรือ?

             ชิงผิงอ๋องไม่ควรให้ความสนใจนางเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าคนที่เหยาเชียนเชียนรักคือองค์ชายสาม และเขาไม่มีทางที่จะไม่รู้ ทว่าเหตุใดถึงยังปกป้องนางต่อหน้าทุกคนอีก หรือท่านอ๋องหลงเสน่ห์ของเหยาเชียนเชียนเข้าแล้วจริงๆ?

             “อีอีบุ่มบ่ามเกินไป เพียงเพราะชื่นชมในตัวหวังเฟย ดังนั้นจึงได้เสนอเช่นนี้ หวังเฟยโปรดอย่าถือสาอีอีเลยนะเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางกล่าวขอตนโปรดอย่าถือสา ทว่าสายตากลับลอบมองเป่ยเหลียนโม่ ความคิดในนั้นไม่ต้องพูดก็เห็นได้ชัดเจน

             นางไม่ใช่คนไม่รู้กาลเทศะ แต่ดูจากท่าทางของชิงผิงอ๋องแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจในตัวคุณหนูซ่งผู้นี้ ดังนั้นนางจะยืนหยัดเป็นโล่ให้เขาอย่างไม่ลังเลใจ

             “ท่านอ๋องสงสารเปิ่นหวังเฟย ควรเป็นเปิ่นหวังเฟยที่ต้องกล่าวขอโทษคุณหนูซ่งถึงจะถูกต้อง”

             เหยาเชียนเชียนหันไปยิ้มให้เป่ยเหลียนโม่ ในสายตาของซ่งอีอีแทบจะเห็นคำว่า ‘จิ้งจอก’ ตัวใหญ่ๆ อยู่ในนั้น สตรีผู้นี้ต่อหน้าองค์ชายสามทำเป็นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง บัดนี้ได้อภิเษกสมรสกับชิงผิงอ๋องแล้ว แต่ก็ยังสามารถยิ้มแย้มได้อย่างเปี่ยมไปด้วยรักและเสน่หาเช่นนี้

             นิสัยเรียกร้องความสนใจของเหยาเชียนเชียนผู้นี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัด เพียงแต่ซ่งอีอีไม่ชอบใจที่ท่านอ๋องถูกสตรีผู้นั้นทำให้ลุ่มหลงหน้ามืดตามัวจนมองไม่เห็นธาตุแท้ของนาง

             ทันใดนั้นร่างในอาภรณ์สีเหลืองทองก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูตำหนัก ส่งผลให้ฮุ่ยเฟยนัยน์ตาวาววาบ รีบลุกขึ้นคำนับ

             “ฝ่าบาทเสด็จมาได้อย่างไรเพคะ?”

             ฮ่องเต้โบกมือเบาๆ และกล่าวบอกทุกคนว่าไม่ต้องมากพิธีรีตอง เขาเหลือบตามองเป่ยเหลียนโม่ก็พลันรู้สึกแปลกใหม่ เขาก็ได้ยินมาเช่นกันว่าวันนี้เจ้าสี่จะมาร่วมงานด้วย ปีก่อนๆ เป่ยเหลียนโม่รำคาญงานเลี้ยงประเภทนี้มาก วันนี้เกรงว่าคงจะเป็นเพราะเหยาเชียนเชียนกระมัง

             “นั่งลงเถิด” เขาพินิจมองไปรอบๆ และพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “วันนี้ครึกครื้นกว่าปีที่แล้วมาก โม่เอ๋อร์”

             เป่ยเหลียนโม่ลุกขึ้นคำนับ “พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

             “เจิ้นไม่ค่อยพบเจ้าในวังหลวงบ่อยนัก และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงในงานเลี้ยงร้อยบุปผานี้ซึ่งเป็นงานที่เจ้าไม่ชื่นชอบมาโดยตลอด วันนี้ช่างหาได้ยากนัก”

             ฮุ่ยเฟยแย้มยิ้ม นางนั่งอยู่ข้างกายฮ่องเต้และกล่าวหยอกล้อทั้งสองคนว่าเป็นคู่สามีภรรยาตัวน้อยที่รักใคร่กันยิ่งนัก ท่านอ๋องมาร่วมงานได้เพราะพระชายา

             ฮ่องเต้พยักหน้า เป็นเช่นนั้นโดยแท้ เขาเห็นว่าดวงตาของบุตรชายผู้นี้มีความอ่อนโยนมากขึ้นหลายส่วน บางทีเจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ

             ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องกล่าวว่าไม่ถือเป็นเรื่องดีอะไร ในฐานะเจ้าเหนือหัว ข้อห้ามสูงสุดคือห้ามให้ผู้อื่นมีอิทธิพลเหนือหัวใจของตนเอง ดูท่าว่าชายาชิงผิงอ๋องผู้นี้เขาจะเลือกมาได้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

             “ฝ่าบาท” ซ่งอีอีก้าวไปคุกเข่ากลางตำหนัก “หม่อมฉันอยากเต้นรำถวายสักบทเพลงเพคะ เป็นการถวายแด่เหนียงเหนี่ยงและฝ่าบาทเพคะ”

             “ดี” ฮ่องเต้พยักหน้า “หากเต้นรำดี เจิ้นมีรางวัลมอบให้”

             เหยาเชียนเชียนกลืนขนมในปากอย่างยากลำบาก มีการมอบรางวัลด้วยหรือ ไม่ว่าอยู่ที่ใด คนที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายย่อมขอรางวัลจากผู้อาวุโสได้เสมอ

             ถ้ากลับไปนางจะไปหาอาจารย์สักคน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสช่วงชิงรางวัลใดๆ ไปแม้แต่โอกาสเดียว

             คุณหนูตระกูลอัครมหาเสนาบดีย่อมได้รับการสั่งสอนอย่างประณีตมาตั้งแต่ยังเล็ก กระทั่งเหยาเชียนเชียนซึ่งเป็นคนที่ไม่รู้ทักษะใดๆ เลย ก็ยังรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เต้นรำได้งดงามยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเอวช่วงล่างฝึกซ้อมมานานเท่าไร หรือว่ากระดูกของนางแข็งเกินไปหรือ?

             “งดงามหรือไม่?” เป่ยเหลียนโม่เอ่ยถามเสียงเรียบ

             เหยาเชียนเชียนพยักหน้ายอมรับ นั่นย่อมงดงามเป็นธรรมดา เขาไม่เห็นหรือว่าฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรโดยไม่ละสายตาเลย

             “ดูเหมือนว่าหวังเฟยจะสนใจผู้คนหรือสิ่งที่ไม่ใช่เปิ่นหวังเป็นพิเศษ กระทั่งการแสดงเต้นรำยังสามารถทำให้หวังเฟยรับชมได้อย่างเพลิดเพลิน ระหว่างทางมาเมื่อครู่หวังเฟยไม่แม้แต่จะมองเปิ่นหวังตรงๆ ด้วยซ้ำ”

             ใบหน้าของเหยาเชียนเชียนฉายแววสงสัย นี่มันคำพูดหาเรื่องแบบใดอีกเล่า หากเขาเต้นรำนางก็จะตั้งใจดูเช่นนี้เหมือนกัน เขาก็ลองไปเต้นรำดูสิ

             “ท่านอ๋อง คุณหนูซ่งทุ่มเทความสามารถเช่นนี้ ถ้าหม่อมฉันไม่ดูจะถือเป็นการเสียมารยาทนะเพคะ”

             “ผู้ที่สามารถแสดงต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ได้ย่อมต้องทำงานหนักมากขึ้น หวังเฟยจะเฝ้าดูทุกคนหรือ?”

             ก็ใช่น่ะสิ เหยาเชียนเชียนพยักหน้า มองพวกเขาร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานย่อมดีกว่าต่างคนต่างมองหน้ากันกับเขาอยู่แล้ว

             เป่ยเหลียนโม่ลอบขบฟัน ทว่ายังคงรักษาใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติไว้ได้

             เมื่อการแสดงเสร็จสิ้น หน้าผากของซ่งอีอีประดับเหงื่อบางๆ ชั้นหนึ่ง แม้จะคุกเข่าไปทางฮ่องเต้อย่างเคารพนบนอบ ทว่าสายตากลับเหลือบมองไปทางเป่ยเหลียนโม่ นางฝึกฝนการเต้นรำนี้มาเป็นเวลาหลายวัน แม้จะรู้ว่าปีก่อนๆ ชิงผิงอ๋องไม่เคยเข้าร่วมงาน ทว่านางยังคงกอดความหวังเอาไว้

             และก็เป็นไปตามคาด สวรรค์เข้าข้างนาง ในที่สุดนางก็มีโอกาสได้แสดงการเต้นรำนี้ให้ท่านอ๋องทอดพระเนตรแล้ว

             “เสด็จพ่อ” เป่ยเหลียนโม่ลุกขึ้นยืน “ลูกอยากรำกระบี่ถวายแด่เสด็จพ่อ ในปีก่อนหน้าลูกเอาแต่ใจเกินไป ครั้งนี้ถือเป็นการชดเชยความผิดต่อเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”

             กล่าวว่าชดเชยความผิดก็ดูหนักหนาเกินไป ทุกคนล้วนรู้ว่าชิงผิงอ๋องไม่ชื่นชอบงานเลี้ยงน่าเอือมระอาเหล่านี้ ฮ่องเต้แย้มยิ้มพลางพยักหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่บุตรชายผู้นี้เป็นผู้ริเริ่มต้องการจะแสดงฝีมือด้วยตัวเอง

             เขาทั้งดีใจทั้งเป็นกังวล ด้วยเกรงว่าครั้งนี้บุตรชายคงจะไม่ได้ตั้งใจแสดงให้เขารับชมจริงๆ อย่างปากว่า

             เป่ยเหลียนโม่รับกระบี่ยาวมาจากมือของข้าหลวง เขาอยู่ในค่ายทหารมานานจึงมีไอสังหารเย็นเยือกสายหนึ่ง เพียงยืนถือดาบเฉยๆ ก็ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองแล้ว 

             ทุกกระบวนท่าดุจเมฆาล่องลอยสายธารไหลริน [1] แม้ว่าเจตนาฆ่าจะถูกยับยั้งเพื่อการรับชม แต่ก็ยังทำให้ผู้คนเกรงขาม ชั่วขณะหนึ่งเสียงเดียวในวังทองคำคือเสียงที่เย็นและแหลมคมของกระบี่ยาวที่ตัดผ่านอากาศ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรสักคำ

             ในขณะที่ทุกคนกำลังรับชมอย่างจริงจังและตั้งใจ เหยาเชียนเชียนกลับรู้สึกได้ถึงความพิถีพิถันแทรกอยู่ในความองอาจห้าวหาญนั้น

             จะว่าอย่างไรดี ราวกับว่าเป่ยเหลียนโม่เป็นนกยูงที่กำลังพยายามรำแพนหางตัวหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนล้วนชื่นชมในเสน่ห์ของเขา แต่นางกลับสังเกตเห็นร่างกายของเขาราวกับกำลังร้องขอนกยูงตัวเมียอย่างภาคภูมิใจ

             ความคิดนี้ทำให้เหยาเชียนเชียนอยากจะหัวเราะ เมื่อเป่ยเหลียนโม่หยุดและมองไปทางนางจากหางตาของเขา จึงทันได้เห็นรอยยิ้มที่อยู่ในดวงตาของนาง

             เป็นเพราะเขาเต้นรำได้ดีมากจนทำให้นางลุ่มหลงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงเผยให้เห็นรอยยิ้มหวานหยดอย่างไม่อาจหักห้ามใจ

             ชิงผิงอ๋องยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาเดินกลับไปยังที่นั่งอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นว่าเหยาเชียนเชียนยังคงยิ้มอยู่ก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอย่างอดไม่ได้

             พวกเขาทั้งคู่ยิ้มอะไรอยู่ไม่มีผู้ใดทราบได้ ซ่งอีอีเห็นเพียงใบหน้าเย็นชาของชายหนุ่มมาเสมอ ทว่ายามนี้ใบหน้าเขากลับประดับรอยยิ้มบางเบา ราวกับบัวหิมะที่ผลิบานรับกับสายลมบนภูเขาน้ำแข็ง ช่างสูงส่งและภาคภูมิใจ ชวนให้ผู้คนที่ได้มองไม่อาจละสายตาไปได้

             ระบำกระบี่เมื่อครู่ การร่ายรำทุกท่วงท่าของเป่ยเหลียนโม่นางล้วนจดจำไว้ในใจ เมื่อครู่นางแสดงระบำหนึ่งบทเพลง จากนั้นเขาก็ขอแสดงระบำกระบี่ต่อจากนาง เป็นไปได้หรือที่เขาจะไม่สนใจในตัวนางเลยแม้แต่น้อย

             นางได้รับการอบรมอย่างประณีตจากผู้เป็นพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก เป้าหมายของซ่งอีอีคือองค์ชายทุกพระองค์ ทว่าในหมู่องค์ชายเหล่านั้น นางเอนเอียงไปทางเป่ยเหลียนโม่ แต่กลับไม่อยากกำจัดเหยาเชียนเชียนทิ้งระหว่างทาง

             ในเมื่อยามนี้ท่านอ๋องก็สนใจในตัวนางเช่นกัน เช่นนั้นนางก็ควรแย่งชิงมาเพื่อตนเองสักครั้ง

             “ฝ่าบาท” ซ่งอีอีคุกเข่าลงด้านข้าง “หม่อมฉันหลงรักชิงผิงอ๋องมาตั้งแต่ยังเล็ก ท่านอ๋องยกทัพจับศึกในสนามรบเพื่อเป่ยจิ้ง เป็นวีรบุรุษในใจของหม่อมฉันมาเนิ่นนาน วันนี้หม่อมฉันเรียนขอฝ่าบาทตัดสินพระทัย และโปรดท่านอ๋องเห็นแก่ความรักของหม่อมฉัน สู่ขอหม่อมฉันเข้าจวนเพื่ออยู่เคียงข้างกันด้วยเถิดเพคะ”

             เหยาเชียนเชียนเบิกตาโพลง นางประเมินสตรีในยุคนี้ต่ำไปมากจริงๆ กระทั่งกล้าขอสมรสพระราชทานต่อหน้าธารกำนัลด้วย แม้ไม่ได้กล่าวต่อเป่ยเหลียนโม่ด้วยตนเอง แต่ดูท่าว่ายามนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันตรงไหน

             หากเป่ยเหลียนโม่ไม่ยินยอม ฮ่องเต้ก็คงไม่บังคับเขากระมัง?

             เมื่อคำกล่าวนี้ออกมาส่งผลให้ทุกคนตื่นตะลึง สายตาของทุกคนล้วนมองไปยังสองสามีภรรยาโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเป่ยเหลียนโม่เองก็เหลือบมองไปยังเหยาเชียนเชียนเช่นกัน

             นี่เกือบจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัวของเขา อยากรู้เหลือเกินว่าสตรีผู้นี้มีความคิดเห็นอย่างไร แต่เขาเห็นเพียงท่าทางตกตะลึงอย่างไม่อาจปิดบังของนางเท่านั้น เดิมทีก็คาดเดาไม่ได้ว่านางดีใจหรือไม่

             “เสด็จพ่อ ลูกมีหวังเฟยอยู่แล้ว อีกทั้งพิธีอภิเษกเพิ่งจบไปไม่กี่เดือน หากมีการสู่ขออีกครั้ง เกรงว่าจะทำให้หวังเฟยและคุณหนูซ่งได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ หากข่าวแพร่ออกไป ลูกจะไม่กลายเป็นคนมากรักหลายใจหรือพ่ะย่ะค่ะ”

             เป่ยเหลียนโม่คุกเข่าลง “ขอเสด็จพ่อทรงไตร่ตรองให้ดี และขอบคุณคุณหนูซ่งสำหรับความรักนี้”

             นี่เป็นการปฏิเสธที่ค่อนข้างอ้อมค้อมแล้ว เหยาเชียนเชียนกระจ่างในทันที เป่ยเหลียนโม่ไม่ได้อยากสู่ขอซ่งอีอีจริงๆ ในเวลานี้ก็ควรจะเป็นคราวของนางยืนขึ้นกล่าวอะไรบ้างแล้ว

             “เสด็จพ่อ ระยะนี้ท่านอ๋องการงานรัดตัว และไม่อาจแบ่งความสนใจมายังเรื่องนี้ได้ เดิมทีหม่อมฉันควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านอ๋อง แต่ก็ไม่กล้ารบกวนท่านอ๋องด้วยเหตุผลนี้ หากเสด็จพ่อจะตำหนิหม่อมฉันด้วยเหตุผลนี้ เช่นนั้นหม่อมฉันไม่มีคำใดจะกล่าว และยินยอมรับโทษเพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การที่พ่อของเขาเห็นด้วย แต่กลับเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่อยู่ข้างๆ เขาจะพยักหน้าอย่างมีความสุข ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และอยากจะบีบคอนางจนตาย

             “ฝ่าบาท ท่านอ๋อง” ซ่งอีอีก้มหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่นทั้งน้ำตาอาบแก้ม “หม่อมฉันไม่กล้าคิดถึงตำแหน่งหวังเฟย หม่อมฉันแค่อยากอยู่เคียงข้างพระองค์ คอยซื้อเสื้อผ้าและรับใช้ ขอเพียงได้เห็นพระองค์ทุกวันหม่อมฉันก็พอใจแล้วเพคะ”

             นางคุกเข่าลงและกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หม่อมฉันยินดีเป็นอนุเพคะ หม่อมฉันจะคอยปรนนิบัติหวังเฟย โปรดท่านอ๋องเมตตาด้วย”

     

             เชิงอรรถ

             [1] เมฆาล่องลอยสายธารไหลริน เป็นการอุปมาว่า กระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน