ตลอดวันท้องฟ้าสดใสจนตะวันชายสู่เย็น นักเขียนบทผุดลุกผุดนั่งสลับพล่านเดินกระทั่งกระบะแล่นเข้าจอดลานหลังบ้าน หล่อนปรี่ไปเปิดประตูตะปบแขนคนขับซึ่งกำลังคว้าถุงกระดาษใบโตตรงเบาะข้างเ้าตัวสะดุ้งโหยง ไม่ใช่เพราะโดนฉุดลงจากรถกะทันหันแต่เพราะเห็นหน้าคนฉุดโจ่งแจ้งแล้ว
รุ่นพี่ลากเธอมาจับนั่งที่ม้าหย่อนใจยืนค้ำตรงหน้า สภาพหน้าซีดขอบตาดำมิดหมี ยิ่งขาวจัดตัวออกกลม ๆ ด้วยพอหย่อนก้นนั่งนึกว่าแพนด้ามาจ่อมข้าง ๆ แถมขยับปากพูดภาษาคนได้
“เมื่อคืนฉันไม่ได้นอนเลยอยากรู้เื่ต่อใจจะขาด เช้ามืดเผลองีบนิดเดียวตื่นมาแกไปซะแล้ว”
หนูจ้ามองซ้ายมองขวา“แม่อยู่ไหน”
“ไม่อยู่ไปกินเลี้ยงคนแถวนี้ถูกหวย”
“ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”เธอลุกขึ้น พี่นุ่นดึงแขนให้ลงนั่งตามเดิม “จะโยกโย้ไปไหนเล่ามาเดี๋ยวนี้เลย”
เ้าของเื่ทบทวนที่แม่เล่าคืนที่ขี่จักรยานออกจากบ้าน เมื่อแม่รู้ว่าเธอหายไปก็ตื่นตระหนกหาทั่วทุกห้องกระทั่งเ้าเด่นเห่าเสียงขรมใส่ประตูบ้าน แม่เปิดออกไปพบเธอ ผ้าปิดแผลหลุดหาย น้ำฝนไหลปนเืจากหางคิ้วเปรอะหน้าก่อนจะทันหายใแม่โผผวาไปรับร่างที่ทรุดล้มลง
รู้สึกตัวอีกทีแม่กำลังหลับซบอยู่ข้างเตียงมองไปรอบ ๆ ถึงรู้ว่าอยู่ในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาล สองวันหลังจากนั้นเธอฟื้นตัวพอจะลุกจากเตียงแล้วลากเสาสายน้ำเกลือไปตู้โทรศัพท์ภายในตึกต่อสายเข้ามือถือพี่ชายแต่ติดต่อไม่ได้
“ทางแม่คุณอ้วนล่ะแกได้โทร.ไหม” พี่นุ่นตื่นเต้น
ภาพตัวเองในวัยสิบกว่าปีแจ่มชัดอย่างน่าประหลาดเด็กหญิงสวมชุดผู้ป่วยสีเขียวอ่อนยืนลังเลหน้าตู้โทรศัพท์ตรงระเบียงอาคารสูดหายใจรวบรวมความกล้ากดหมายเลข
“สวัสดีค่ะ”
ครั้นเสียงคุณน้าหญิงรับสายเข้าจริงๆ ก็ตัวแข็งทื่อพูดไม่ออก เหตุการณ์ริมฝั่งน้ำหลังฝนโปรยปรากฏโดยพลัน เด็กหญิงเขย่าและร้องเรียกพี่อ้วนที่หมดสติอีกครั้งกลัวสุดชีวิตว่าร่างแน่นิ่งจะไม่ตื่นมาพูดด้วยอีก หมดกำลังปัญญาจะแก้ไขผลร้ายที่เกิดจากนิสัยช่างแกล้งของตัวเอง
“อ้วน...ลูก!” เสียงหวีดร้องแหวกสายฝนกระหน่ำ
ก่อนจะทันแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดมีคนถลามาดึงพี่ชายไปจากอ้อมแขน เด็กหญิงตะลึงมองตรงหน้าเพิ่งรู้สึกตัวว่าเจ็บตาเพราะโดนน้ำซัดกับเม็ดฝนชะอยู่นานพอใช้หลังมือปาดถึงรู้ว่าฝนที่หยาดเข้าตามีเืเค็มปนเืจากแผลแตกตรงหางคิ้วนั่นเอง เด็กหญิงหลับตาพักความปวดแสบ
“อ้วน...ลูกตื่นลูก อ้วน ตื่น !”
ลืมตาอีกทียังเป็ภาพคุณน้าหญิงโอบพี่อ้วนไว้ลองกะพริบตาถี่ไล่เม็ดฝน ใช่ ! มีคนมาช่วยจริง ๆ ด้วยเด็กหญิงดีใจเอื้อมไปจะช่วยประคองพี่อ้วนขึ้นจากพื้น ไม่ทันได้แตะตัวมือโดนปัดทิ้งดวงตาคุณน้าจ้องมาน่ากลัวราวเสือแม่ลูกอ่อน !
“ฮัลโหลได้ยินไหมคะ” เสียงคุณน้าหญิงดังกรอกหูซ้ำ กระบอกโทรศัพท์หลุดมือราวกับมีมือล่องหนยื่นมาปัดเด็กหญิงหน้าตู้ก้มหน้านิ่ง ปล่อยเสียงปลายสายดังลอดกระบอกที่ห้อยต่องแต่งแล้วตัดสายไปเอง
ยังจำได้ดี...แววตาคุณน้าหญิงที่มองเธอเป็คนอื่น!
“ว่าไงแกได้โทร.หาแม่คุณอ้วนไหม” เสียงพี่นุ่นซ้อนขึ้นมา
“จ้าทำ...ทำลูกชายเขาสลบเหมือนตายแม่คุณอ้วนมาเห็นกับตา ไม่กล้าโทร.ไปหรอก เื่ยังหมาด ๆ อยู่”คนเล่าขยักความจริงบางส่วนไว้ ปลายนิ้วยกแตะแผลเป็ที่หางคิ้วป่านนี้ยังรู้สึกเหมือนเป็เด็กเลี้ยงแกะในนิทาน โกหกจนได้เื่เลยต้องได้รับบทเรียนตอนจบ“แล้วจากวันนั้นทางโน้นไม่เคยติดต่อมา จะให้หน้าด้านโทร.ไปยังไงไหว”
พี่นุ่นลุกขึ้นเดินใช้ความคิดสลับเหล่มองเ้าของเื่ในชุดนักศึกษากระโปรงทรงสอบกับรองเท้าแตะไม่แต่งหน้าทำผมให้สมโอกาสพิเศษแต่ก็ดูสบายตา เ้าตัวเล่าต่อ
“จ้าออกจากโรงพยาบาลก็ย้ายจากบ้านรังษิฯมาอยู่ที่นี่”
“แม่ต้องขายบ้านใช้หนี้งั้นสิ”
“อื้อ”
รุ่นพี่เว้นวรรคคำถามรุ่นน้องไกวเท้าเล่นคล้ายจะให้กิริยาหย่อนอารมณ์นั้นต้านทานความรู้สึกแท้จริงภายในภาพวันเก่าย้อนมาอีกครั้ง เด็กหญิงก้าวออกจากประตูบ้านไปพร้อมเ้าเด่นใส่กุญแจเรียบร้อยก็เดินตัดลานสนามไปประตูรั้วจากตรงนั้นมองกลับไปสู่บ้านบรรพบุรุษ หน้าต่างชั้นสองประดับเสาปูนปั้นจำลองเป็ซุ้มโค้งแบ่งแต่ละบานได้สมดุลสวยเหนือขึ้นไปประดับปูนปั้นลวดลายใบไม้ เป็ภาพประทับมาแต่เล็กแต่น้อย แต่อาวรณ์เพียงใดต้องตัดใจ
เมื่อแม่เลื่อนปิดประตูรั้วเพื่อใส่กุญแจป้ายประกาศ ‘บ้านนี้ขาย’ เปิดเผยออกมา สองแม่ลูกรับรู้ความะเืใจร่วมกันจึงต่างทำเป็ง่วนกับธุระของตน แม่หันไปทบทวนเส้นทางกับคนขับรถบรรทุกขนของทั้งที่ชายหนวดเฟิ้มพยักหน้าหงึกหงักปนรำคาญว่าเข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ส่วนลูกสาวพาสุนัขปีนขึ้นหลังรถสูงอย่างทุลักทุเล
สิบล้อใหญ่ออกตัวอืดอาดเด็กหญิงยืนเกาะซี่ไม้กั้นข้างรถ แลมองบ้านรังษิภักดีไกลสายตาไปเรื่อย ๆในใจพะว้าพะวง ่จัดของย้ายบ้านลองทักถามถึงรู้ว่าตอนไปเฝ้าเธอที่โรงพยาบาลแม่ลืมมือถือไว้ที่บ้าน กระทั่งแบตเตอรี่หมดและั้แ่นั้นยังไม่ได้ชาร์ตใหม่พอท้วงที่โทรศัพท์บ้านยกเลิกแล้วเท่ากับไม่มีใครติดต่อเราทางโทรศัพท์ได้ แม่บอกตรงๆ ว่าตอนนี้มีแต่เ้าหนี้ขยันโทร.มาให้คุยกับทนายประยุทธ์ซึ่งแม่ฝากเื่ไว้ดีแล้ว
เด็กหญิงน้ำตาปริ่มถึงกังวลแค่ไหนไม่กล้าปริปากว่ากำลังรอสายจากพี่อ้วน ตลอดจนเื่เขาไปหาที่ริมน้ำและอื่นๆ ยังไม่ใช่ตอนนี้ แม่ซักขึ้นมาต้องรู้แน่ว่าเธอทำวีรกรรมล่าสุดอะไรไว้กับเขา
หญิงสาวหยุดแกว่งเท้าพ่นลมฟู่จากปากรุ่นพี่ได้จังหวะลงแหมะข้าง
“สองบ้านผูกพันเหมือนญาติสนิทสายสัมพันธ์จะขาดหายไปเฉย ๆ ได้ยังไงถึงแกก่อเื่แต่จะว่าไปก็เป็คนช่วยคุณอ้วนขึ้นจากน้ำจนรอด”
“ที่จริงพ่อกับลุงอู๋ไม่อยู่ก็เริ่มไม่เหมือนเดิมยิ่งเราย้ายมาอยู่ที่นี่ทุกคนหายไปทั้งนั้น ไม่ใช่บ้านนั้นบ้านเดียวหรอก”
“บ๊ะ! ทำงี้ได้ไงวะ” คนฟังกระทืบเท้าตบเข่าฉาด หนูจ้าอมยิ้มในใจ ถึงจะจุ้นจ้านยังไงพี่นุ่นก็เจ็บร้อนแทนเธออย่างจริงใจเสมอ
นักเขียนบทลุกไปเดินวนคิดอีกรอบ
“ว่าแต่...แกแน่ใจนะไม่ได้เกิดการเข้าใจผิดทำให้ขาดการติดต่อ”
“อย่างเช่น?”
“เหมือนอย่างในละครพระเอกนางเอกพลัดพรากจากกันในอดีตด้วยความเข้าใจผิด แล้วกลับมาพบกันตอนโต”
หนูจ้าเบือนหน้าไปแอบขำนักเขียนบท
“แบบย้ายที่อยู่ไงแกย้ายบ้านทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่หรือ”
“ก็ใช่แต่ย้ายมาบ้านไร่เขาก็รู้จัก”
“หรือแบบเกิดการผิดพลาดโทรศัพท์ อีเมลอะไรอย่างเนี้ย ตอนอยู่โรงพยาบาลแกโทร.เข้ามือถือคุณอ้วน มันอาจจมน้ำหายหรือพังไปก็ได้”
เ้าตัวเอียงคอนึก“ก็เป็ได้ อ้อ...ใช่ ่นั้นมีปัญหาขลุกขลักกับโทรศัพท์ตอนย้ายบ้านจังหวะปีนนั่งข้างคนขับรถบรรทุก มือถือแม่คงร่วงจากกระเป๋ากางเกงจ้านี่ล่ะเห็นซากมันหลังโดนรถถอยมาทับแบนแต๊ดแต๋ ส่วนอีเมลจ้ากับเขายังไม่มีเกือบสิบปีก่อนไม่ใช่ทุกคนจะมีเหมือนเดี๋ยวนี้”
พี่นุ่นคิดตามจนคิ้วย่น
หนูจ้าพูดต่อ“ถึงงั้นก็เหอะ สมัยนี้ใครอยากติดต่อใครจริง ๆ แล้วติดต่อไม่ได้ต้องมีากลางเมือง ไม่ก็มนุษย์ต่างดาวบุกโลก”
“เออ...จริง”พี่นุ่นงึมงำกลั้วขำ แต่แล้วโพล่งร้องอย่างได้ความคิดสุดยอด “เฮ้ย !หรือคุณอ้วนประสบอุบัติเหตุ รถชนตูม ความจำเสื่อม !”
“ความจำเสื่อมจะโผล่มาบ้านนี้ถูกได้ไง”
“หรือแบบล้มหัวฟาดพื้นความทรงจำบางส่วนหายไป”นักเขียนบทยังปักใจกับทฤษฎีความจำเสื่อมของตน “จำ่ที่เขาทิ้งแกไปไม่ได้สูญเสียความทรงจำเป็บางเวลา ไม่ก็ความจำสับสน”
“เป็โรคพิสดารนั่นจะมาลอยหน้าลอยตาจำอดีตตรงนั้นตรงโน้นได้เรอะ”
“จดหมายสักฉบับก็ไม่มีจริงๆ ?” พี่นุ่นขอความมั่นใจครั้งสุดท้าย
เธอส่ายหน้า“อย่าว่าแต่จดหมาย การ์ดปีใหม่สักใบยังไม่เคยส่งมา”
“โห...หน้าตาดูไม่มีพิษมีภัยไฮโซอย่างภารินธรสิรินเภตรา นี่มันเข้าข่ายเืเย็นชัด ๆ ทิ้งขว้างแกตามยถากรรม”
“จะรู้ข่าวคราวต้องอ่านเจอเองในหนังสือพิมพ์”
คนฟังอึ้งชั่วขณะก่อนโพล่งถาม“แม่ล่ะ แกจัดการยังไงถึง...”
“เื่ครอบครัวนั้นย้ายไปกรุงเทพฯกับคุณอ้วนไปเรียนเมืองนอก จ้าไม่ได้เป็คนบอกแม่หรอกทนายคนสนิทของลุงอู๋มาซะก่อน”
“แล้วแม่ว่าไง”
“จ้าว่าแม่ะเืใจเอาการอยู่แต่ไม่พูดแปลกนะพี่นุ่น คนที่สุขก็ยิ้มหน้าบาน โมโหก็เอ็ดตะโร เสียใจก็ร้องไห้แบบแม่กลับเก็บอารมณ์เงียบ ไม่เคยซักไซ้หรือเอ่ยถึงที่บ้านโน้นย้ายไปกะทันหันอีกเลย”
“ทำไมพวกเขาใจดำกับบ้านแกจังวะ”
“ไม่รู้สิแม่คุณอ้วนไม่ใช่คนถิ่นนี้ สามีเสียชีวิตจะย้ายกลับบ้านเดิมก็เข้าใจได้แต่เท่าที่รู้ เขาไม่เคยมาเหยียบที่นี่อีกเลยทั้งที่มีกิจการไม่ใช่เล็ก ๆ แต่ก็ไม่ยักขายโรงแรมถอนรากถอนโคนไปซะอันนี้ล่ะที่จ้าไม่เข้าใจ”
“เื่คุณอ้วนหายต๋อมไปเลยล่ะ”
“แม่เข้าใจตามที่จ้าบอกเวลาแม่ถามทีก็หลอกแม่ทีว่าเขาติดต่อมา” เธอตบปากตัวเองแปะ ๆ “พูดแล้วบาปชะมัดแต่ใครจะไปเืเย็นบอกความจริงได้ จ้าต้องเลยตามเลยเพราะอีตานั่นแหละ !”
รุ่นพี่ย่อขาลงเบื้องหน้าและวางมือบนเข่ารุ่นน้อง
“คิดว่าพวกเขาตั้งใจจะตัดขาดกับบ้านแกขนาดนั้นเลยเหรอ”
เธอทอดตามองฟ้าไกลชั่วครู่เดียวอากาศปลอดโปร่งแปรปรวนเป็ฟ้าหลัว
“จะให้จ้าคิดเป็ทางอื่นทางไหนดีล่ะ”
ทั้งคู่หยุดสนทนาเมื่อโมนขับมอเตอร์ไซค์มาจอดไม่ห่างเขาตรงมาทักคนหน้าโทรมใต้ตาดำปี๋ “อ้าว...ป้า ทำไมหน้าแก่งั่กเงี้ย”
แต่หล่อนเมินคำยั่วแหย่เห็นผิดปกติไปโมนเลยถามนายจ้า
“วันนี้เขาเป็อะไร”
“หมกมุ่นเื่ชาวบ้านอยู่”ตอบจบชี้หัวก๊อกตรงมุมผนังนอกบ้าน “โมนดูให้หน่อยสิ น้ำรั่วพันเทปกาวแก้ขัดไว้”
จากนั้นสองคนเดินไปด้วยกันพอโมนย่อลงแกะเทปออกน้ำพุ่งจากก๊อกใส่จนเปียกปอน คนแกล้งหัวเราะชอบใจ โมนดึงคนแกล้งเข้ารัศมีน้ำบ้าง“มาเปียกด้วยกันเลย”