บทที่ 19 หมัดเดียวสังหาร ศัตรูไม่อาจต้าน
หลี่เซี่ยวเฟยไม่ได้ตอบคำถามเชิงหยอกเย้าของตู๋กูเชวีย
เขาครุ่นคิด
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วเกินไป
เขายังไม่ทันตั้งตัว พ่อลูกตระกูลอู่ถูกฆ่าตาย แก๊งเขี้ยวัก็พังทลาย
พูดถึงอู่พั่วเทียนก็นับเป็ผู้ฝึกยุทธ์ยอดฝีมือ แต่กลับทำผิดพลาด ถูกลอบโจมตีจนตาย
ส่วนเฉินเหวินเสียนแห่งคลับสายฟ้าเพลิงที่เคยเป็พันธมิตรกับแก๊งเขี้ยวั กลับเลือกที่จะทรยศในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ตลบหลังแก๊งเขี้ยวั
ใครจะไปเชื่อว่าเื่แบบนี้ไม่ได้วางแผนมาล่วงหน้า
แผนการชั่วร้าย
การทรยศ
ลอบสังหารหมู่
นี่แหละคือยุทธภพที่แท้จริง
ยุทธภพที่โเี้และนองเื
ต่อให้คุณเป็ยอดฝีมือระดับสูงสุดในอันดับยอดฝีมือแล้วยังไง?
พลาดครั้งเดียว คุณก็อาจกลายเป็ร่างไร้ิญญาเน่าเปื่อยในรางน้ำ
และเื่นี้สอนบทเรียนอันล้ำค่าให้กับหลี่เซี่ยวเฟย
การอยู่ในยุทธภพ ต้องห้ามแสดงความเมตตาต่อศัตรูแม้แต่น้อย
ความเมตตาต่อศัตรูคือความโหดร้ายต่อตนเอง
กลิ่นคาวเืในอากาศกระตุ้นประสาทของหลี่เซี่ยวเฟยอย่างรุนแรง
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ร่างกายสั่นเทา
จงหลิงเห็นฉากนี้แล้วความรู้สึกขมขื่นท่วมท้นอก
เธอยิ่งผิดหวังในตัวหลี่เซี่ยวเฟยมากกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้เขาพูดอย่างฉะฉานว่า ‘ฉันจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง’ แล้วอย่างไร?
ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่เขาพูดโวไว้คือความอับอายขายหน้าแบบนี้
แต่เธอไม่รู้เลยว่าอาการตัวสั่นของหลี่เซี่ยวเฟยไม่ใช่เพราะความกลัว
มันเป็ความตื่นเต้น
เพราะนี่คือยุทธภพที่หลี่เซี่ยวเฟยคาดหวังไว้
ยุทธภพนองเื
ภายใต้แววตาแห่งความสงสารนับไม่ถ้วนที่จับจ้องมา หลี่เซี่ยวเฟยค่อย ๆ ก้าวออกจากฝูงชน
"นี่หรือคือเวทีเทพยุทธ์"
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเงาบนเวทีที่คล้ายกับาาปีศาจกำลังเหยียบย่ำร่างผู้วายชนม์ แล้วเขาก็หัวเราะเยาะอย่างดูถูก
"นี่เหรอที่เล่าขานกันมานานกว่าร้อยปีว่าเป็เวทีอันศักดิ์สิทธิ์และทรงเกียรติที่สุดในสลัมฐานหลิวเหอ"
ราวกับว่าเขาได้เผชิญกับเื่ตลกที่สุดในใต้หล้า หัวเราะหนักจนแทบหลั่งน้ำตา
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในสลัมบางคนก้มหน้าลง
กรงเล็บโซ่อันนั้นสังหารอู่พั่วเทียน
และยังสังหารเกียรติยศแห่งเวทีเทพยุทธ์ในสลัมที่สืบทอดกันมา
"เศษสวะอย่างแกจะไปรู้อะไร?"
ใบหน้าตู๋กูเชวียเปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "บนเวทีเทพยุทธ์ ชีวิตและความตายล้วนกำหนดด้วยโชคชะตา ก่อนที่ผู้ตัดสินจะประกาศผลแพ้ชนะ ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ แม้แต่เื่ง่าย ๆ แค่นี้ อู่พั่วเทียนยังไม่รู้ มันก็สมควรตายแล้ว แกจะมากล่าวหาว่าฉันลอบกัดได้ยังไง?"
เยี่ยเซียงในฐานะผู้ตัดสินก็กล่าวขึ้น "ถูกแล้ว การต่อสู้ยังไม่จบ จึงไม่นับว่าเป็การลอบโจมตี"
"ลอบโจมตี?"
หลี่เซี่ยวเฟยหัวเราะ "ฮ่า ๆ ๆ ฉันได้บอกว่านายลอบโจมตีหรือเปล่า ก็ไม่นี่ แล้วพวกนายจะร้อนตัวทำไม?"
ตู๋กูเชวียและเยี่ยเซียงชะงัก
ความรู้สึกโกรธเพราะถูกเยาะเย้ยถาโถมเข้ามา
"แล้วแกหมายความว่ายังไง?"
ตู๋กูเชวียถามเสียงเย็น
หลี่เซี่ยวเฟยหยุดหัวเราะ แล้วพูดเน้นทีละคำช้า ๆ "ที่ฉันหมายถึงก็คือ... แก… มันสารเลว ไอ้ชาติชั่วที่ไร้ค่าที่สุด"
เกิดความโกลาหลท่ามกลางฝูงชน
สายตานับไม่ถ้วนมองมาที่หลี่เซี่ยวเฟยด้วยความไม่เชื่อสายตา
บ้าไปแล้วเหรอ?
ในสถานการณ์ที่ศัตรูอยู่ทั่วทุกทิศทางแบบนี้ ยังกล้าที่จะด่าทออย่างเมามันอีก
"ไอ้สารเลว กล้าิ่คุณชายน้อยของฉันเหรอ? รนหาที่ตายซะแล้ว"
อดีตผู้นำหมู่บ้านจันทรา หงจิ่วเซิงรีบร้อนจะแสดงผลงาน จึงตะคอกเสียงดัง แล้วคว้าโอกาสลงมือ
กระบองยาวไทเทเนียมเริงระบำดั่งั พุ่งใส่หลี่เซี่ยวเฟย
"คนที่หนึ่ง..."
หลี่เซี่ยวเฟยโคจรพลังดวงดาว ปล่อยหมัดวัชระกระบวนท่าที่หนึ่ง
หมัดสายฟ้าวัชระ
หนึ่งหมัดปะทะกระบองยาว
หงจิ่วเซิงรู้สึกถึงพละกำลังมหาศาลถาโถมเข้ามา
ส่งให้กระบองไทเทเนียมหลุดจากการควบคุม สะท้อนกลับฟาดเข้าที่ศีรษะอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
แรงขนาดที่กะโหลกแข็งแค่ไหนก็ถูกทุบหัวบุบได้ง่าย ๆ
“ขยะขนาดนี้ ยังกล้าออกมาหนุนพวกชั่วอีกนะ”
หลี่เซี่ยวเฟยชักหมัดกลับมาอย่างใจเย็น ปัดฝุ่นที่ติดบนกำปั้นออก
คนรอบข้างอ้าปากค้าง
เกิดอะไรขึ้น?
หงจิ่วเซิงถือว่าเป็หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียง ขั้นกลั่นดาราระดับสี่ ผสานกับวิชากระบองวายุสามสิบหกกระบวนท่าที่ร้ายกาจหาตัวจับได้ยาก ครองอันดับห้าบนอันดับยอดฝีมือในสลัมมานานถึงสิบสองปี
่หลายปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ในสลัมกี่คนที่ต้องสิ้นชีพด้วยกระบองของหงจิ่วเซิง
แต่กลับถูกหลี่เซี่ยวเฟยฆ่าตายด้วยหมัดเดียวอย่างง่ายดาย
พริบตานั้น บริเวณโดยรอบพลันเงียบสงัด
ตู๋กูอี้หลงเป็คนแรกที่ตั้งสติได้ จึงะโด้วยความโกรธ “จัดการมัน!”
เซี่ยจิ้ง เฉินเหวินเสียน จวงฮุ่ยหยวนและผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ มองหน้ากันไปมา เกิดความลังเลอยู่ชั่วครู่
แม้พวกเขาจะยอมจำนนต่อกองกำลังโลหิตทมิฬ แต่พลังจากหมัดของหลี่เซี่ยวเฟยเมื่อครู่ก็น่ากลัวจนใจสั่น
ตู๋กูอี้หลงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “ยังจะยืนบื้ออยู่อีก? บุกเข้าไป ใครกล้าขัดขืนคำสั่ง ฉันจะฆ่าทิ้งซะ”
ครานี้ เซี่ยจิ้งและคนอื่น ๆ ไม่มีทางเลือกแล้ว
“โจมตี”
พวกเขาโบกมือ พาลูกน้องกรูเข้าไปหาหลี่เซี่ยวเฟย
มีดสปาต้า กระบองเหล็ก หอก เลื่อยไฟฟ้า ขวานยาว…
ล้วนมุ่งเข้าใส่หลี่เซี่ยวเฟย
“ฮ่า ๆ ๆ ดีมาก”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง หลี่เซี่ยวเฟยกลับไม่คิดถอย ยืนเผชิญหน้าอย่างอหังการ
“วันนี้ฉันจะจัดการให้สิ้นซาก แล้วกวาดล้างเศษสวะอย่างพวกแกออกจากสลัมนี้”
ยังคงเป็กระบวนท่า ‘หมัดสายฟ้าวัชระ’
เปรี้ยง!
หมัดพุ่งออกไป
ผู้ฝึกยุทธ์กองกำลังโลหิตทมิฬสี่ห้าคนหลบไม่ทัน ถูกหมัดซัดจนกลายเป็ละอองเืในทันที
ดั่งพยัคฆ์ร้ายตะปบฝูงแกะ ไม่มีใครต้านทานได้
หมัดพุ่งออกไปอีกครั้ง
เปรี้ยง!
กำปั้นปกคลุมด้วยพลังดวงดาว แขนขาปลิวว่อน ซากกระดูกและเศษเนื้อปะปนกัน
วงล้อมทลายลงด้วยหมัดของหลี่เซี่ยวเฟย ทะลวงพื้นที่จนกลายเป็สุญตา
"ฆ่า"
หลี่เซี่ยวเฟยไม่คิดเมตตา
พวกอันธพาลในสลัมส่วนใหญ่เป็พวกปลิง
โดยเฉพาะพวกหัวโจกอย่างกองกำลังโลหิตทมิฬ เลวร้ายยิ่งกว่าขยะ
วันนี้ เขาจะฆ่าพวกมันให้หมด
ฆ่าจนกว่าจะได้โลกใหม่ที่สดใส
"คนต่อไป"
หลี่เซี่ยวเฟยล็อกเป้าหมาย
ตู้ม!
พุ่งตัวดุจอัสนีฟาด หมัดทะลวงเข้าที่หน้าอกเซี่ยจิ้ง
ร่างของผู้นำในสลัมะเิเป็สองส่วน
"คนที่สาม"
หมัดของหลี่เซี่ยวเฟยตรงไปยังจวงฮุ่ยหยวน ผู้นำแห่งพันธมิตรมีดสั้น
"อย่าเข้ามานะ..."
จวงฮุ่ยหยวนเองก็ช่ำชองในการต่อสู้ไม่น้อย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เซี่ยวเฟยที่เปรียบดั่งเทพมรณะ เขาก็ต้องผวาจนหันหลังหนี
แต่จะหนีได้อย่างไร
หลี่เซี่ยวเฟยรุดไล่ราวสายฟ้า เข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว แล้วปล่อยหมัดทะลวงอากาศเข้ากลางหลังอีกฝ่าย
"อั๊ก"
พลังดวงดาวระดับสี่ของจวงฮุ่ยหยวนมลายสิ้นทันที เขากระอักเื แล้วกระเด็นไปแปดเก้าเมตร ก่อนที่จะร่วงลงสู่ฝูงชน แน่นิ่งคาที่
อวัยวะภายในแหลกเหลว
"คนที่สี่"
หลี่เซี่ยวเฟยฉวยจังหวะไล่ต้อนเฉินเหวินเสียน ผู้นำคลับสายฟ้าเพลิง
เขา้าล้างบางเหล่าผู้นำที่คอยกดขี่ข่มเหงชาวบ้านในสลัมให้สิ้นซาก
หมัดที่สี่พุ่งออกไป
เฉินเหวินเสียนทั้งกรุ่นโกรธและหวาดกลัว ถูกหมัดกระแทกจนกลายเป็ฝนโลหิตสาดกระเซ็น
เพียงพริบตา ผู้นำทั้งสี่คนในสลัมที่ความยิ่งใหญ่มาหลายสิบปีก็จบชีวิตลงภายใต้หมัดของหลี่เซี่ยวเฟย
ไม่ว่าเขาเคลื่อนตัวไปทางไหน ศัตรูก็ไม่อาจต้านทานได้เลย
ผ่านไปเพียงยี่สิบสามสิบวินาที ในรัศมีสิบเมตรรอบตัวหลี่เซี่ยวเฟย ก็ไร้ผู้ที่ยืนหยัดอยู่อีกต่อไป
ชั่วขณะนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายมาใกล้
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์แห่งกองกำลังโลหิตทมิฬต่างสั่นเทาจนร่นถอยออกไป
หลี่เซี่ยวเฟยเหยียบย่ำเืและกระดูก ก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีเทพยุทธ์
เขาแสยะยิ้มเผยฟันสีขาว
จากนั้นยกนิ้วกลางให้ตู๋กูเชวีย
แล้วดีดนิ้วเบา ๆ
"ออกมารับความตายซะ"
เขาเอ่ยเสียงเย็น
ยามนี้ ท้องฟ้าเปลี่ยนสี สุริยันจันทราไร้แสง
มีเพียงเด็กหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่กลางเวทีประลอง