พวกเย่เฉินทั้งสี่คนกำลังซ่อนตัวอยู่ในถ้ำมืดที่ภูเขาด้านหลังของสำนักใน
“มาๆๆมาแบ่งของกัน” ทันทีที่เจ้าหมีสองเข้าไป ก็ได้ตะโกนเรียกเพื่อจะแบ่งของที่ชิงมาได้
ทั้งสี่คนนั่งยองๆบนพื้น และเย่เฉินก็หยิบถุงเก็บของของเจียงหยางออกมา
เพียงแต่เมื่อเปิดถุงเก็บของออกมา ทั้งสี่คนก็กระตุกมุมปากขึ้นทันที
“ล้อเล่นหรือไง?” เซี่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“ขั้นพลังหยางผู้สง่างามตลกหรือเปล่า!”
“เสียเวลาไปตั้งนานเสียแรงเปล่าจริงๆ” ฮั่วเถิงได้แต่นั่งลงไปบนพื้น
ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาตอบโต้ไปอย่างรุนแรงสาเหตุก็เพราะว่าในถุงเก็บของของเจียงหยางไม่มีอะไรเลยนอกจากเงินจำนวนแปดพันกว่าหินวิญญาณก็มีเพียงน้ำยาวิญญาณสองสามขวดและสมุนไพรวิญญาณไม่กี่ต้นซึ่งไม่มีค่าอะไรมากนักแม้แต่อาวุธวิญญาณก็ไม่มีเลยสักอย่าง
เมื่อเทียบกับพวกเขาทั้งสามคนแล้วเย่เฉินกลับลูบปลายจมูกของตนเอง
เจียงหยางเป็นผู้อยู่ในขั้นพลังหยางที่สง่างามเหตุใดในถุงเก็บของถึงมีเพียงสิ่งของเหล่านี้ หรือเป็นเพราะตัวของเย่เฉินเองที่ปล้นเอาของวิเศษที่อยู่บนตัวของเจียงหยางไปหมดแล้วในตอนที่ทดสอบในป่าร้าง จึงทำให้ตอนนี้เจียงหยางกลายเป็นคนยากไร้คนหนึ่งไปเสียแล้ว
“ได้ยินมาว่าตอนอยู่ในป่าร้างเจ้าปล้นของวิเศษไปไม่น้อยเลยนะ” เซี่ยอวิ๋นและอีกสองคนก็กวาดสายตามองไปที่เย่เฉิน
“ไม่มีแล้วใช้หมดแล้ว” เย่เฉินผายมือ“ข้าเพิ่งซื้อวัสดุสำหรับยกระดับของหุ่นเชิดรวมกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ ยันต์วิญญาณลึกลับและตอนนี้ข้าก็ยากไร้กว่าพวกเจ้าเสียอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของทั้งสามคนก็มืดมนลงทันที พวกเขาต่างหากที่น่าสงสารและดูยากไร้สาเหตุก็เพราะเย่เฉิน พวกเขาทั้งสามคนถูกทำร้ายพร้อมๆ กันและของวิเศษทั่วทั้งตัวก็ถูกปล้นไปมากมาย
“ไม่เป็นไรไม่มีเงินก็หาใหม่ได้!”เย่เฉินตบไหล่ของพวกเขาทั้งสามคน “เอาเถอะ อีกไม่กี่ชั่วยามข้าจะไปล่อลวงมาอีกหนึ่งคน เขาปล้นพวกเจ้าได้ พวกเราก็ไปปล้นกลับมาสิ ทำมาก็ทำกลับ!”
“ปล้นก็ปล้นพวกเขาไปหมดแล้ว”
ดังนั้นทั้งหมดก็นั่งยองๆอยู่ในถ้ำเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
สิ่งที่มองเห็นได้เลือนรางผ่านช่องว่างของพุ่มหญ้าทางเข้าปากถ้ำพวกเขายังสามารถมองเห็นศิษย์สำนักในซึ่งมาเก็บสมุนไพรวิญญาณที่ภูเขาด้านหลังแต่นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย
“เจ้าหนุ่มเมื่อไรพวกเราจะได้ปรุงยากันสักที” เซี่ยอวิ๋นมองไปที่เย่เฉินอย่างเบื่อหน่าย
“รอก่อนเถอะ! ข้าก็แค่คนปรุงยาอ่อนหัดจะให้สมุนไพรวิญญาณข้าสักแค่ไหนก็ปรุงเม็ดยาหลิงหยวนออกมาไม่ได้”เย่เฉินโบกมือปัดไปมา
เขากำลังพูดความจริงแม้ว่าเนตรวงล้อเทวะของเขาจะมีความสามารถในการคัดลอกและวิเคราะห์วิชาการปรุงยาและวิธีการปรุงเม็ดยาได้มากมาย เห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถปรุงออกมาได้แต่จะให้เขาไปปรุงเม็ดยาวิญญาณระดับสองที่เขาไม่เคยปรุงมาก่อนก็ต้องใช้พละกำลังจำนวนมหาศาล
ตอนนี้เขาเป็นคนยุ่งมากเพิ่งซื้อวัสดุมายกระดับหุ่นเชิด และมีอาจารย์ที่นิยมความรุนแรงอีกคนหนึ่งแค่สามารถแบ่งเวลานอนได้ก็ดีไม่เลวแล้ว จะเอาเวลาไหนไปฝึกฝนการปรุงเม็ดยา
“สามวันข้าจะให้เวลาเจ้าสามวัน” เซี่ยอวิ๋นชูสามนิ้ว“สมุนไพรวิญญาณในการปรุงยาข้าก็เตรียมไว้หมดแล้ว อีกสามวันข้าจะขึ้นไปหาเจ้าบนยอดเขาดรุณีหยก”
“สามวัน? เจ้าจะรีบไปเกิดใหม่หรืออย่างไรกัน!”
“ช่วยไม่ได้วรยุทธ์การฝึกตนของข้ามีปัญหา เดี๋ยวจะมีผลกระทบต่อจิตวิญญาณของข้าข้าจึงต้องการเม็ดยาหลิงหยวนอย่างเร่งด่วน”เซี่ยอวิ๋นบอกความจริงออกไปพลางถอนหายใจออกมาอย่างไม่จบสิ้น“หากไม่ใช่เพราะราคาที่แพงเกินไปของเม็ดยาหลิงหยวน ข้าก็คงจะไม่ต้องรบกวนเจ้า”
“ข้ารู้แล้ว”เย่เฉินตอบอย่างสบายๆ จากนั้นก็พลิกตัวและกระโดดออกจากถ้ำ “ทำตามแผนที่วางไว้เดี๋ยวข้าจะไปหลอกล่อคนเข้ามา”
พูดจบเย่เฉินก็หายลับไปและพวกเซี่ยอวิ๋นแต่ละคนก็ลุกขึ้น จากนั้นไปดักซุ่มโจมตีตามจุดที่วางแผนกันไว้ดีแล้วและได้แต่รอให้เย่เฉินไปหลอกล่อคนเข้ามา
เมื่อเย่เฉินออกไปจากถ้ำแล้วเขาก็พุ่งออกมายังภูเขาด้านหลังของสำนักใน
เช่นเดียวกันกับครั้งแรกตอนนี้เขาแบกกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งและเดินวนไปมารอบๆสำนักในพลางคาบไม้จิ้มฟันไว้ในปากและจับขากางเกงมองซ้ายมองขวาท่วงท่าไม่ต่างอะไรกับพวกอันธพาล
“เอ๊ะ? เย่เฉิน?” มีศิษย์ที่ผ่านมาเห็นเข้าแต่ละคนต่างหลีกทางให้ และชี้นิ้วมาทางเขาเป็นจำนวนไม่น้อย
“เขายังกล้าลงเขามาอีกหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่เจียงหยางกำลังตามหาเขาไปทั่วไม่ใช่หรือ?”
เย่เฉินไม่เคยให้ความสนใจกับคำพูดที่อยู่รอบตัวและยังคงชำเลืองมองซ้ายมองขวา หวังว่าจะได้พบกับเงาร่างที่คุ้นเคย
ตรงหน้าของเขามีคนในชุดคลุมสีขาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น
คนผู้นี้อายุประมาณยี่สิบปีผมดำพลิ้วไหวราวกับน้ำตก ชุดคลุมเต๋าพลิ้วโบกสะบัดเขามีรูปร่างอิดโรยซูบผอมและเดินโซเซ ใบหน้าคมราวกับใบมีดสีหน้าสงบไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกแม้ว่าเขาจะซ่อนพลังปราณของตนเองเอาไว้แต่ก็ยังคงมีรัศมีของความดุร้ายออกมาราวกับรัศมีของกระบี่
“แข็งแกร่งมาก”เมื่อเห็นคนผู้นั้น เย่เฉินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและรู้สึกได้ถึงความอึดอัดจากชายหนุ่มผู้นั้น
“คารวะศิษย์พี่เนี่ยเฟิง”เมื่อชายผู้นั้นเดินเข้ามาก็ทำให้บรรดาศิษย์สำนักในจำนวนมากต่างแสดงความเคารพ
“เนี่ยเฟิง?” เย่เฉินหรี่ตาและพึมพำในใจ “เขาคือศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเฟิงอู๋เฮิ่นเจ้าสำนักแห่งยอดเขาอวี้เจี้ยน และเป็นศิษย์ที่แท้จริงอันดับสองของสำนักใน นามว่าเนี่ยเฟิง นะหรือ?”
“มั่นคงเหมือนต้นสนพลิ้วไหวดั่งสายลม เป็นศิษย์ใหญ่ของอาจารย์ลุงเฟิงจริงๆ ด้วย” เมื่อมองไปยังเนี่ยเฟิงเย่เฉินก็บ่นพึมพำในใจอีกครั้ง
ในขณะที่พูดเนี่ยเฟิงก็ขยับเข้ามาราวกับสายลม
“คารวะศิษย์พี่เนี่ยเฟิง”เย่เฉินในฐานะศิษย์น้องก็ประสานมือแสดงความเคารพเช่นเดียวกันกับศิษย์สำนักในคนอื่นๆ
เนี่ยเฟิงไม่ได้เอ่ยวาจาอะไรออกไปได้แต่เพียงหยักหน้าและยิ้มเรียบๆ ให้กับเย่เฉินนิสัยใจคอของเขากลับเหมือนเฟิงอู๋เฮิ่นผู้เป็นอาจารย์ของเขา เยือกเย็น พูดจาน้อยแต่รอยยิ้มของเขากลับอ่อนโยนดั่งสายลมในวสันตฤดู
“คนผู้นี้ช่างลึกซึ้งจริงๆ”เมื่อมองไปที่ด้านหลังของเนี่ยเฟิง เย่เฉินแอบพูดพึมพำเบาๆ “ไม่มีความเย่อหยิ่งสงบนิ่งราวกับภูเขา แม้ว่าจะนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาแต่เขาก็ไม่มีท่าทางที่ทำตัวสูงส่ง”
“เย่เฉินข้าจะฆ่าเจ้า” จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเย่เฉินทันใดนั้นก็มีคนพุ่งออกมา และฝ่ามือหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เป็นเพราะความเชื่องช้าเขาจึงไม่ทันเห็นคนผู้นั้น เย่เฉินโบกแขนเสื้อทันทีและใช้ฝ่ามืออสุนีบาตที่แข็งแกร่งตอบโต้กลับ
ตูม!
การเผชิญหน้าปะทะกันเพียงครั้งเดียวทำให้ทั้งสองต่างสั่นไหวและกระเด็นออกจากกัน
เย่เฉินจึงเห็นได้ชัดว่าเขาผู้นั้นคือใครนี่ไม่ใช่ข่งเฉาที่ถูกเขาปล้นของวิเศษตอนอยู่ที่ป่าร้างและจากนั้นฝังทั้งเป็นก่อนหน้านี้หรือ?
“ข้ากำลังตามหาเจ้าอยู่เลยเชียว?” เย่เฉินกระตุกมุมปากเยาะเย้ย จากนั้นก็หันหลังวิ่งไปโดยไม่ได้พูดอะไร
“หยุดเดี๋ยวนี้”ข่งเฉาส่งเสียงตะโกน ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำท่าทางของเขาก็ดูดุร้ายยิ่งขึ้นราวกับปีศาจ ปลดปล่อยกระบวนท่าอันยิ่งใหญ่ออกมารอยพิมพ์ฝ่ามือขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาโจมตีเย่เฉินจนกระเด็นลอยออกไป
“ศิษย์พี่ข่งท่านเข้าใจผิดหมด เข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว” การที่หลอกล่อข่งเฉาไปยังภูเขาด้านหลังเย่เฉินไม่ได้มีความคิดที่จะทำการโจมตีเลย หลังจากลุกขึ้นได้เขาก็คลานไปที่ภูเขาด้านหลังของสำนักใน
ว้าก...!
ข่งเฉาร้องตะโกนเสียงดังลั่นอยู่ด้านหลังเขาไม่ได้สนใจอะไรอื่น ดวงตาทั้งคู่ของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นทำให้เขาตามไล่ฆ่าเย่เฉินราวกับสุนัขคลั่ง
ในไม่ช้าทั้งสองก็ไล่ล่าและวิ่งหนีเข้าไปในภูเขาด้านหลัง
ตูม!
ตูมตาม!
หลังจากนั้นไม่นานเสียงระเบิดก็ดังมาจากภูเขาด้านหลังของสำนักใน
เขาไม่คิดว่าจะมีการดักซุ่มโจมตีข่งเฉาจึงถูกพวกเย่เฉินโจมตจนล้มลงไปและสภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเจียงหยางก่อนหน้านี้เลย ไม่ต้องพูดถึงถุงเก็บของแม้แต่เสื้อผ้าก็ถูกถอดออกจนเปลือยเปล่าอีกครั้งในที่สุดเขาก็ถูกโยนลงไปในหลุมที่ขุดเอาไว้และนี่จึงเป็นครั้งที่สองที่เขาถูกฝังทั้งเป็น
วะฮะฮ่า...!
เสียงหัวเราะลั่นของเจ้าหมีสองก็ดังมาจากถ้ำมืด
วันนี้เป็นวันที่ได้แก้แค้นอย่างสาแก่ใจและการต่อสู้ก็เป็นไปอย่างดุเดือดแม้แต่กระบองฟันหมาป่าทั้งแท่งก็เกือบถูกข่งเฉาทุบออกเป็นชิ้นๆ
“ได้ระบายความโกรธแค้นแล้วข้ากลับก่อนนะ” หลังจากแบ่งของที่แย่งชิงจนเสร็จแล้ว เย่เฉินก็ปัดก้นลุกขึ้นยืนและต้องการที่จะกลับไปให้เร็วที่สุดเพื่อจะทำการยกระดับหุ่นเชิดจื่อซวนให้เป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับอีกอย่างฉู่ซวนเอ๋อร์ให้เวลาเขาลงเขามาเพียงหนึ่งวันเท่านั้นกลับไปช้าจะต้องถูกทุบตีเป็นแน่
“อย่า...อย่านะ!” ทั้งสามคนต่างเอ่ยปากรั้งเย่เฉินเอาไว้
“ยังมีเจ้าฉีหยางนั่นอีกไปหลอกล่อเขามา จัดการมันให้ได้” เซี่ยอวิ๋นกล่าวอย่างเคียดแค้นชิงชัง“เขาอยู่ในศิษย์อันดับที่แปดในบรรดาศิษย์ที่แท้จริง ซึ่งจะต้องมีความมั่งคั่งมากต้องปล้นเขาให้ได้”
เมื่อพูดถึงฉีหยางดวงตาของฮั่วเถิงและเจ้าหมีสองก็เปล่งประกายฉีหยางเทียบไม่ได้กับข่งเฉาและเจียงหยาง ในฐานะศิษย์ที่แท้จริงของสำนักเหิงเยว่ทั้งตัวล้วนมีแต่ของวิเศษทั้งสิ้น!
“ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ป่วยนะ!” เย่เฉินเหลือบมองไปที่พวกเขาทั้งสามคน “พวกเจ้าชื่นชอบการปล้นแล้วหรือไง?ฉีหยางเป็นคนที่พวกเราจะไปยั่วยุได้หรือ?แม้ว่าข้าจะหลอกล่อเขามา พวกเจ้าคิดว่าพวกเราสี่คน จะทำอะไรกับเขาได้อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรแส้เหล็กนั่นของเจ้าทรงพลังมากขนาดนั้น อย่างมากก็แค่ฟาดเขาสักสองสามหน”พวกเขาทั้งสามคนเริ่มชื่นชอบการปล้นชิงจริงๆ พลางมองไปที่เย่เฉินอย่างหิวกระหาย
“อย่าไปพูดเรื่องไร้สาระพวกนั้นเลย”เย่เฉินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์“ฉีหยางกลายเป็นหนึ่งในเก้าของศิษย์ที่แท้จริงของสำนักเหิงเยว่ได้จะเป็นไปได้หรือที่จะจัดการกับเขาได้ง่ายขนาดนั้น?เมื่อเขาเรียกอาวุธวิญญาณของเขาออกมา เกรงว่าพวกเราคงจะยืนแทบไม่ไหวนะสิ!”
“อย่างมากก็แค่โดนตีเอง!” ทั้งสามคนต่างดึงหูของตนเอง
“อยากจะตีพวกเจ้าก็ไปตีเอาเองเถอะข้าไม่มีเวลาว่าง” เย่เฉินพูดจบก็เตรียมจะยกเท้าเตะ
“อย่า...อย่านะ!” เจ้าหมีสองรีบคว้าเย่เฉินเอาไว้จากนั้นชูนิ้วอ้วนขึ้นหนึ่งนิ้ว “ครั้งเดียวปล้นอีกเป็นครั้งสุดท้ายพวกข้าจะไม่ปล้นฉีหยาง แต่จะปล้นคนอื่น”
“ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”ในที่สุดเย่เฉินก็โล่งใจ
“ได้! ครั้งนี้ข้าจะเป็นคนไปหลอกล่อเอง” เจ้าหมีสองอาสาพูดจบก็บิดร่างอ้วนและกระโดดออกจากถ้ำ
หลังจากเจ้าหมีสองออกไปฮั่วเถิงและเซี่ยอวิ๋นก็วิ่งออกไปพร้อมๆ กัน
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ตามออกไปพลางขยี้คิ้วและไปยังจุดซุ่มโจมตีที่ได้นัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้ว
ในเวลากลางคืนบรรยากาศก็เข้าสู่ความเงียบสงัด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนฮั่วเถิงลุกขึ้นยืนและมองไปข้างนอกถ้ำแล้วพึมพำเบาๆ “ทำไมยังไม่มาอีก”
“บางทีมันอาจจะมืดแล้ว”เซี่ยอวิ๋นพึมพำ
ส่วนเย่เฉินได้พิงต้นไม้ใหญ่จนหลับไปแล้ว
โฮก!
ทันใดนั้นเสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดังขึ้น ทำให้เย่เฉินสะดุ้งจนลืมตาขึ้นมาจากนั้นก็หันมองไปทางเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิง “พวกเจ้า ได้ยินเสียงคำรามหรือเปล่า”
“เสียงคำรามที่ไหนตกอกตกใจไปได้” ฮั่วเถิงและเซี่ยอวิ๋นชำเลืองมองไปข้างนอก
“ข้าได้ยินผิดไปหรือ?” เย่เฉินดึงหูของตนเอง และพิงต้นไม้ใหญ่อีกครั้ง
โฮก!
แต่ทันทีที่เขาเอนตัวลงไปเสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสียงเย่เฉินก็กระโดดขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้เซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงก็ตกใจตามไปด้วย“เจ้าอย่ากระวนกระวายไปเลย”
“มีเสียงคำรามจริงๆนะ พวกเจ้าไม่ได้ยินหรือไง?” เย่เฉินมองไปที่เซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงอีกครั้ง
“ไม่เห็นมีเลย”เซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงต่างส่ายศีรษะทีละคน
“แปลกจริงๆ”เย่เฉินลูบคางของตนเองและมั่นใจว่าเสียงคำรามนั้นมีอยู่จริง นอกจากไม่มีตัวตนแล้วก็ยังไม่รู้ว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ที่ไหน และเสียงคำรามนั้นก็แปลกมากมันมีพลังปีศาจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว้าวุ่นใจ
“มันมาแล้ว” เซี่ยอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ เตือนขึ้นและฮั่วเถิงก็ได้เรียกค้อนคู่ของตนเองออกมา
ส่วนเย่เฉินก็ระงับความว้าวุ่นในใจเอาไว้จากนั้นหยิบแส้เหล็กในการโจมตีจิตวิญญาณออกมา
“ช่วยด้วย!” ในไม่ช้า เสียงร้องตะโกนของเจ้าหมีสองก็โหยหวนดังออกมาเงาร่างที่คลานอยู่นั้นก็ปรากฏสู่สายตาของพวกเขาทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
เมื่อทั้งสามคนเห็นต่างก็ผงะและมองไปที่ข้างหลังของเจ้าหมีสองเพื่อต้องการดูว่าเจ้าอ้วนคนนี้จะดึงดูดใครมากันแน่
แต่เมื่อทั้งสามคนมองไปมุมปากของพวกเขาถึงกับกระตุกจนสั่นอย่างรุนแรงอยู่หลายหน
ให้ตายเถอะ!
เซี่ยอวิ๋นตะโกนเสียงดังและวิ่งหนีไปโดยไม่พูดอะไร
บ้าเอ๊ย!
ฮั่วเถิงจึงก่นด่าออกมาจากนั้นก็วิ่งตามเซี่ยอวิ๋นไป
เจ้าหมีอ้วนเจ้านี่มันขี้โกงจริงๆ !
เย่เฉินก็ร้องโหยหวนและหันหลังวิ่งไปด้วยความเร็วกว่ากระต่าย