ป่าปีศาจ์ ปลายทางของหุบเขา
ใบหน้าของเฝินเทียนที่ควบแน่นขึ้นบนพื้นผิวของค่ายกล เต็มไปด้วยความหวาดผวา
เขาสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตราชันเซียน และกลายเป็ปรมาจารย์ค่ายกลที่ความเป็ใหญ่ในทวีปชิงซาน ย่อมเคยพบเห็นคลื่นลมลูกใหญ่มานักต่อนักแล้ว
บนโลกใบนี้ เื่ที่สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้นั้นมีอยู่น้อยมากจริง ๆ
ทว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าเขาในเวลานี้ กลับทำให้เขาต้องตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา ผู้ฝึกตนทั่วไป หากเบิกเนตรดาราได้ภายในหนึ่งปี ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะด้านค่ายกล
หากเบิกเนตรดาราได้ภายในหนึ่งเดือน ย่อมเรียกได้ว่าหาตัวจับยากในโลกหล้า
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเบิกเนตรดาราได้ภายในวันเดียว นั่นคืออัจฉริยะหาตัวจับยากในรอบหมื่นปีอย่างแน่นอน!
"เมื่อก่อนข้าก็เบิกเนตรดาราได้ภายในวันเดียว และเป็เนตรดาราสีแดงเช่นกัน แต่เวลาที่ใช้เบิกเนตรดารานั้นนานกว่าเขามากนัก!"
เฝินเทียนร้องอุทานออกมา ภาพที่กู่เฟิงเบิกเนตรดาราทำให้จิตใจของเขาสั่นะเือย่างรุนแรง
เนตรดาราก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน โดยใช้สีที่แตกต่างกันเป็ตัวแบ่งแยก
เนตรดาราสีดำจัดอยู่ในระดับสูงสุดที่ต่ำที่สุด จากนั้นจึงเป็เนตรดาราสีขาว เนตรดาราสีม่วง และเนตรดาราสีแดง
ยิ่งระดับของเนตรดาราที่ควบแน่นออกมาได้สูง ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพร์ด้านค่ายกลของคนผู้นั้นยิ่งแข็งแกร่ง
เนตรดาราสีแดงนั้น ั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันในทวีปชิงซาน มีไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำ
ในอดีตตอนที่เฝินเทียนเบิกเนตรดารา ก็สามารถควบแน่นเนตรดาราสีแดงในตำนานออกมาได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเขาใช้เวลาในการเบิกเนตรดาราไปถึงเจ็ดชั่วยามเต็ม
เมื่อนำมาเทียบกับเวลาอันแสนสั้นของกู่เฟิงแล้ว เขากลับดูด้อยค่าลงไปถนัดตา
"คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ข้าเฝ้ารอมาเนิ่นนานหลายปี รอจนแทบจะหมดหวังอยู่แล้ว กลับได้รอจนพบกับอัจฉริยะด้านค่ายกลที่มีพร์แข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าเสียอีกในเวลานี้!"
ราชันเซียนเฝินเทียนตื่นเต้นจนใบหน้าชราแดงก่ำ เขารู้สึกว่านี่คือลิขิต์ ์ยังไม่้าให้เขาสิ้นสูญ!
เพราะว่าผู้สืบทอดที่เขาตามหาได้ยิ่งแข็งแกร่ง ความเป็ไปได้ที่เขาจะกลับคืนสู่จุดสูงสุดก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
"นี่หรือที่เรียกว่าเนตรดารา?"
กู่เฟิงไม่รู้เลยว่าเื้ัของตนเองได้มีใบหน้าของสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้หนึ่งควบแน่นขึ้นมา ซ้ำยังกำลังจับจ้องมองมาที่ตนเองด้วยความตื่นเต้น
เขามองสำรวจเนตรดาราสีแดงบนหน้าผากด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเผยสีหน้ากระจ่างแจ้งออกมา
ตำราค่ายกลโบราณที่เขาได้รับมานั้น บันทึกเอาไว้เพียงเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรและรูปแบบค่ายกลต่าง ๆ ไม่ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับปรมาจารย์ค่ายกลเอาไว้เลย
ดังนั้น เขาจึงไม่รู้ว่าการที่ตนเองสามารถควบแน่นเนตรดาราออกมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็เนตรดาราสีแดงในตำนาน ตกลงแล้วมันหมายความว่าอย่างไร
เขายังคงคิดว่านี่เป็เื่ปกติธรรมดา ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากสถานการณ์ที่เขาคาดการณ์เอาไว้มากนัก
"ในเมื่อควบแน่นเนตรดาราออกมาได้แล้ว ข้าก็มีโอกาสที่จะเข้าไปในค่ายกลแห่งนี้ได้แล้วสินะ"
ในตอนที่กู่เฟิงได้รับตำราค่ายกลโบราณมา เขาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับค่ายกลเล็กน้อย และพบว่าค่ายกลนั้นก็เปรียบเสมือนหอคอยสูงที่มนุษย์สร้างขึ้น
รากฐานคือใจกลางค่ายกล เสาหลักคือตาค่ายกล เมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็โครงสร้างของค่ายกล
เขารู้สึกว่าหากสามารถค้นพบตำแหน่งของตาค่ายกลแห่งนี้ได้ ก็จะสามารถแฝงตัวเข้าไปในค่ายกล เพื่อหลบหนีจากการไล่ล่าของเสือดาวโลหิตขนแดงได้
ต้องยอมรับเลยว่า พร์ด้านค่ายกลของกู่เฟิงนั้นสูงส่งมากจริง ๆ เขาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีอาจารย์คอยชี้แนะ และคิดหาวิธีการที่ปรมาจารย์ค่ายกลใช้ในการเข้าไปในค่ายกลอื่น ๆ ได้มากมาย
เพียงแต่ว่า เขาประเมินความยากในการค้นหาและเข้าไปในค่ายกลต่ำเกินไป
"เหตุใดจึงเข้าไปไม่ได้?"
กู่เฟิงที่ควบแน่นเนตรดาราออกมาได้ ััได้ถึงกลิ่นอายของค่ายกล และค้นพบหนึ่งในตาค่ายกลของค่ายกลแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว
เขาลองพุ่งชนดูสองสามครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทะลวงเข้าไปทางตาค่ายกลได้
"เ้าคนโง่เขลา มีตบะบารมีเพียงขอบเขตแก่นทองคำ แต่กลับคิดจะใช้กำลังทะลวงเข้ามาในค่ายกลราชันเซียนที่ข้าเป็ผู้วางเอาไว้ ช่างเป็การเพ้อฝันกลางวันเสียจริง"
เฝินเทียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ทว่าในชั่วขณะต่อมา รอยยิ้มของเขาก็แข็งค้างไป
"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะทำลายตาค่ายกลแห่งนี้ไม่ได้!"
เมื่อกู่เฟิงได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์ร้ายที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างรุนแรงก็เข้าปกคลุมจิตใจ ท่ามกลางความร้อนรน เขาโคจรเคล็ดวิชากลืนกินาอย่างสุดกำลัง กลืนกินพลังิญญาในบริเวณใกล้เคียงอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ค่ายกลที่ดำรงอยู่มานานนับหมื่นปีแห่งนี้ ก็ยังมีพลังงานบางส่วนถูกดูดซับไป
"จงแตกออก!"
ตูม!
กู่เฟิงซัดหมัดออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ปลดปล่อยพลังกายาและพลังิญญาที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ตำแหน่งบนค่ายกลที่หมัดของเขาปะทะลงไปนั้น ก็คือตำแหน่งของตาค่ายกลนั่นเอง
ครืน ครืน!
ตาค่ายกลคือส่วนที่เปราะบางที่สุดของค่ายกล ประกอบกับค่ายกลแห่งนี้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานเกินไป อานุภาพจึงลดทอนลงไปมาก ภายใต้สถานการณ์ที่เฝินเทียนไม่ได้กระตุ้นการทำงานของมัน พลังป้องกันของมันจึงมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของ่เวลาที่อยู่ในจุดสูงสุดด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อตาค่ายกลของค่ายกลแห่งนี้ต้องเผชิญกับหมัดที่แฝงไปด้วยโทสะของกู่เฟิง จึงปรากฏรอยร้าวเล็ก ๆ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าขึ้นมา
รอยร้าวเหล่านี้ลุกลามออกไปอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม สะท้อนอยู่ในดวงตาของเฝินเทียน
ท้ายที่สุดแล้ว ม่านพลังก็ถูกกู่เฟิงชกจนะเิออกด้วยหมัดเดียว หมัดของเขาทะลวงเข้าไปในค่ายกล
"แตกแล้ว!"
"แตกแล้วหรือ?"
เสียงร้องอุทานด้วยความดีใจของกู่เฟิงและเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงของเฝินเทียน ดังขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน
ตึง ตึง!
โฮก! โฮก!
ในเวลานั้นเอง เสียงคำรามอันกึกก้องจนแสบแก้วหูของเสือดาวโลหิตขนแดงก็ดังแว่วมาอย่างกะทันหัน กระแทกเข้าใส่จนร่างของกู่เฟิงต้องสั่นสะท้าน
เขาหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นสัตว์ร้ายขนาดั์สองตัวที่มีลำตัวสูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบฉื่อกำลังแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ใกล้เคียงกับขอบเขตสามตำหนักอย่างไม่สิ้นสุด บดขยี้เข้าหาเขาราวกับอำนาจแห่งสรวง์ ทำให้เืลมของเขาปั่นป่วนจนเกือบจะกระอักเืออกมา
เดิมทีเขาก็มีอาการาเ็อยู่ที่ตัวอยู่แล้ว เมื่อถูกแรงกดดันของเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวนี้ปะทะเข้าใส่ ยิ่งทำให้อาการาเ็ภายในของเขาทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
"บัดซบ ถึงขนาดนี้ก็ยังเข้าไปไม่ได้อีกหรือ!"
กู่เฟิงดึงหมัดกลับมา และพบว่ารูกลวงบนค่ายกลที่ถูกเขาะเิจนเปิดออกนั้น ได้สมานตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว
หากเป็ค่ายกลที่มีความแข็งแกร่งสักหน่อย ล้วนมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองทั้งสิ้น
เมื่อเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวเห็นกู่เฟิงใช้หมัดทำลายค่ายกลจนแตกออก ดวงตาของพวกมันก็เบิกโพลง พวกมันรู้สึกว่ากู่เฟิงไม่ธรรมดาเลยจึงสบตากัน และตัดสินใจที่จะจับเป็กู่เฟิงเอาไว้ก่อน เพื่อนำมาศึกษาให้ละเอียดแล้วค่อยกิน
ฟุ่บ ฟุ่บ!
แม้พวกมันจะมีขนาดตัวที่ใหญ่โตมหึมา ทว่าความเร็วกลับไม่ได้ถูกจำกัดเลยแม้แต่น้อย พวกมันพุ่งเข้าสังหารกู่เฟิงด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวกดดันจนความว่างเปล่าะเิออกอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันอันน่าหวาดกลัวดั่งเกลียวคลื่นลูกั์ กระแทกร่างของกู่เฟิงจนไปชนเข้ากับค่ายกลอย่างจัง ทำให้เขากระอักเืออกมาคำโต
เขามองดูกรงเล็บที่บดบังท้องฟ้าและร่วงหล่นลงมา บนใบหน้าที่เด็ดเดี่ยวเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
เขาไม่ใช่คนที่จะยอมรอคอยความตายอย่างแน่นอน ต่อให้เขาต้องตาย เขาก็ขอตายอย่างห้าวหาญ!
เขาหยิบเจดีย์เจิ้นกู่ออกมา ะเิพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดพุ่งเข้าใส่เสือดาวโลหิตขนแดง
สามหมัดทะลวง์!!!
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ใช้วิชาหมัดที่แข็งแกร่งที่สุด พุ่งเข้าสังหารเสือดาวโลหิตขนแดง หวังจะตัดสินความเป็ตายกับพวกมัน!
ปัง!
เจดีย์เจิ้นกู่ถูกเสือดาวโลหิตขนแดงตบกระเด็นกลับมาในทันที โดยที่ยังไม่ทันจะได้ปลดปล่อยการโจมตีใด ๆ ออกมาเลยด้วยซ้ำ
พรวด!
กู่เฟิงถูกเสือดาวโลหิตขนแดงอีกตัวหนึ่งโจมตีเข้าใส่ โลหิตย้อมเสื้อผ้าจนแดงฉาน ร่างของเขาพุ่งตกลงกระแทกพื้นดินราวกับลูกปืนใหญ่ กระแทกจนฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า
ฟุ่บ ฟุ่บ!
เสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัวพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโลภ แย่งชิงกันพุ่งตัวเข้าหากู่เฟิง
"ข้าไม่ยอม..."
กู่เฟิงมองดูเสือดาวโลหิตขนแดงที่พุ่งเข้ามาสังหารด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามดิ้นรนจนสุดพลังเพื่อที่จะลุกขึ้นยืนให้ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งลง โลกของเขามืดมิดลงอย่างสมบูรณ์
เพียงแต่ว่า ก่อนที่สติของเขาจะหลุดลอยและสลบไสลไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้ยินเสียงของชายชราที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความร่วงโรยของกาลเวลาดังก้องแว่วมา
"พร์สูงส่งเหนือผู้ใด เจตจำนงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง"
ครืน ครืน!
ชั่วขณะต่อมา ก็มีเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวะเืฟ้าดิน เขาััได้ว่าร่างกายของตนถูกพลังงานอันอ่อนโยนขุมหนึ่งห่อหุ้มเอาไว้
อีกทั้งยังมีของเหลวอันร้อนระอุหยดลงมาบนร่างกายของเขา
เมื่อดมจากกลิ่น... มันคือเืของสัตว์ิญญา
สติของกู่เฟิงหลุดลอยและสลบไสลไปอย่างสมบูรณ์
ภายในหุบเขาที่เขาอยู่ กลิ่นอายราชันเซียนที่หยิ่งทะนงมองข้ามฟ้าดินได้แผ่ซ่านออกมาจากค่ายกล ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็แสงเซียนสองสายกวาดผ่านศีรษะของเสือดาวโลหิตขนแดงทั้งสองตัว...