เส้นทางแนวป่าเขียวชอุ่มร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่และแมกไม้นานาพันธุ์ รถม้าคันใหญ่บ่งบอกฐานะอันสูงศักดิ์ของคนบนรถคันนี้ มีกลุ่มทหารป้องกันล้อมรอบรถม้ากำลังเดินทางผ่านป่าด้วยความเร็วราวกับกำลังหนีความตาย
หนึ่งสตรีร่างบอบบางใบหน้าดูซูบซีด แต่กลับให้ความรู้งดงามเกินกว่าผู้หญิงทั่วไปนั่งโอบกอดเด็กชายอายุร่วมขวบเดือนไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยการปกป้องอยู่ในรถม้า กำลังส่งสายตามองไปเด็กสาวสองคนที่อายุใกล้เคียงกันอย่างเป็กังวล พวกนางคือนางกำนัลคนสนิทที่เป็สินสมรสมาจากบ้านเดิมของพระชายาเอกลี่หลินหราน
พระชายาเอกลี่หลินหราน เป็บุตรีของท่านเสนาบดีลี่ซูเซินและฮูหยินเอกผู้ล่วงลับเฉินเฟยหย่า ลี่หลินหรานได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในบุปผางามแห่งแคว้น สตรีผู้เพียบพร้อมและเป็ที่หมายปองของเหล่าบุรุษทั้งหลาย
ได้รับสมรสพระราชทานเข้าตำหนักขององค์ชายห้าหลงเหยียน บุรุษผู้มีความสง่างาม สุภาพอ่อนโยน เป็บัณฑิตที่รักความสงบ พระองค์เป็บุรุษที่รักและตามใจพระชายาอย่างยิ่งในสายตาคนทั้งเมือง จนสร้างความอิจฉาริษยาแก่เหล่าสตรีทั้งหลาย
“เพ่ยเพ่ย เหมยต้าน พวกเ้าจงพาลูกของข้ารีบหนีไปให้ไกลที่สุด ดูแลเขาให้ดี ฝากบอกเขาด้วยว่า แม่รักเขามาก และพวกเ้าเองก็จงรักษาตัวเองให้ปลอดภัยด้วย”
“พระชายา” นางกำนัลเรียกเสียงเศร้าสร้อย
“ดูแล้วพวกมันคงไม่ปล่อยให้ข้ามีชีวิตได้อีกไม่นาน ข้าแค่อยากให้ลูกข้าและพวกเ้าได้อยู่รอดปลอดภัยก็พอ”
“เปลี่ยนให้เพ่ยเพ่ยพาองค์ชายหนีไป แล้วหม่อมฉันจะอยู่กับพระองค์นะเพคะ”
“นี่คือคำสั่ง พวกเ้าต้องไปพร้อมกัน พวกเ้าเป็ดั่งน้องสาวของข้า แล้วข้าจะปล่อยให้น้องของข้ามีอันตรายได้เช่นไร พวกเ้าอย่าได้ดื้อดึง”
ลี่หลินหรานมองทั้งสองคนด้วยสายตาอ่อนโอน จางเพ่ยเพ่ยและเหมยต้านปล่อยน้ำตาไหลออกมาดั่งสายธาร
ส่วนองค์ชายน้อยหลงตงอันในอ้อมแขนมารดาก็ช่างรู้ความยิ่งนัก เหมือนรู้ว่าตนนั้นต้องจากมารดาไปอีกไม่นาน ไม่ส่งเสียงร้องงอแงออกมาแม้แต่น้อย แต่กลับกดแขนและมองหน้ามารดานิ่งราวกับจะจดจำใบหน้านี้ไว้
แต่แล้วรถม้าก็หยุดลงกะทันหัน มีร่างกำยาในชุดรัดกุมจำนวนหนึ่งยืนขวางมันไว้ข้างหน้าอย่างน่าเกรงขาม พวกมันถืออาวุธในมือชี้มาทางรถม้า เหล่าทหารกล้าก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดชีวิต ทหารกลุ่มหนึ่งต้านพวกมันไว้ อีกกลุ่มก็พาพวกลี่หลินหรานหนีออกไปทางป่ารก
ลี่หลินหรานวิ่งจนอ่อนแรง คิดว่าเธอวิ่งไปได้อีกไม่ไกล จึงส่งลูกชายตัวเองให้กับจางเพ่ยเพ่ยและเหมยต้าน แล้วให้พวกนางแยกไปอีกทางหนึ่ง
ั้แ่วันนั้นมา ลี่หลินหรานก็ไม่ได้พบบุตรชายและนางกำนัลของตนอีกเลย เหตุการณ์ในวันนั้นหลังจากนางและนางกำนัลแยกทางกัน ลี่หลินหรานได้มีคนผ่านทางมากลุ่มหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้ได้
เมื่อกลับมาถึงวังหลวงก็ได้แจ้งเื่ที่เกิดขึ้นให้ทางวังหลวงทราบ ฮ่องเต้และองค์ชายห้าเมื่อรู้เื่ที่เกิดขึ้นก็ส่งทหารไปตามหาองค์ชายน้อยและนางกำนัล แต่การค้นหาไม่ประสบความสำเร็จ
จนวันหนึ่งมีศพเด็กชายและผู้หญิงคนหนึ่งได้ลอยมาตามแม่น้ำ ในสภาพอืดบวมเกินกว่าจะมองออกได้ กระทั่งพบป้ายนางกำนัลของเหมยต้านที่ศพ จึงเห็นตรงกันว่าคนคู่นี้คือร่างขององค์ชายหลงตงอันและนางกำนัลเหมยต้าน เมื่อลี่หลินหรานทราบเื่ก็ร้องไห้ปานจะขาดใจ
เวลาผ่านไปร่างกายของพระชายาเอกลี่หลินหรานก็ยิ่งอ่อนแอและมีใบหน้าที่ซูบซีดแทบไร้สีเืราวกับกระดาษขาวแตกต่างกับสตรีผู้เคยเป็บุปผางามในอดีตราวกับคนละคน
บนเตียงนอนภายในเรือนหลังหนึ่งในตำหนักรโหฐานขององค์ชายห้าหลงเหยียน มีร่างซูบผอมของผู้เป็เ้าของสถานที่แห่งนี้นอนอยู่ สีหน้าแววตาเธอดูอมทุกข์เหมือนคนไร้ซึ่งจิติญญา ขณะมองเหม่อลอยไปยังสวนดอกไม้ด้านนอกหน้าต่าง
“พวกเ้าออกไปให้หมด!” เสียงของหญิงสาวท่าทางอ่อนหวานคนหนึ่งดังขึ้น ขณะก้าวเท้าเข้ามาข้างเตียงนอนของลี่หลินหรานและออกคำสั่งให้นางกำนัลทำหน้าที่อยู่ในนั้นให้ออกไปอย่างถือวิสาสะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าของเรือน
พระชายารองลี่อิ้งเย่ว น้องสาวต่างมาดาพระชายาเอกลี่หลินหราน บุตรีคนรองของอัครเสนาบดีลี่ซูเซินและฮูหยินรองจงเจียวหวง น้องสาวที่งดงาม อ่อนหวาน มักแสดงท่าทีเหนียมอายเมื่อพบนาง แต่ทั้งหมดเป็เพียงภาพลวงตา
“พี่หญิง ท่านเป็เช่นไรบ้าง เห็นร่างกายของท่านซูบผอมลงไปมากเช่นนี้ ทำให้ข้าปวดใจยิ่งนัก”
ลี่อิ้งเย่วพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทำท่ายื่นมือออกไปข้างหน้าเกลี่ยเส้นผมให้ร่างบางบนเตียง แต่กลับถูกมือของลี่หลินหรานปัดออกและหันจ้องมองที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสแสร้งของลี่อิ้งเย่ว ทำให้นางนึกถึงวันที่ได้รู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานางช่างโง่งมเพียงใด
ลี่หลินหรานนึกย้อนไปวันที่ตัวเองได้รู้ความจริงว่า นางนั้นเป็เพียงหมากตัวหนึ่งของสามี ท่าทางสุภาพ อ่อนโยนและรักนาง เป็เพียงละครฉากหนึ่งที่ถูกแสดงขึ้นมา นางเป็เพียงหมากที่ใช้รอวันทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ตัวหนึ่งเท่านั้น เก็บไว้เพียงเพื่อพลักดันความปรารถนาให้เขาได้บรรลุเป้าหมาย และสิ่งที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกเ็ปคือการที่รู้ว่าตัวเองเป็ดั่งพรมที่ปูทางให้สตรีของเขา และคนผู้นั้นก็เป็น้องสาวของตัวเอง ลี่อิ้งเย่ว
“ลี่อิ้งเย่ว เ้าหยุดเสแสร้งเสียที เหตุผลของเ้าที่มาที่นี่คืออะไร” ลี่หลินหรานมองลี่อิ้งเย่วด้วยใบหน้าที่เฉยเมยและพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ลี่อิ้งเย่วส่งรอยยิ้มกลับมา
“ท่านยังฉลาดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนนะเพคะ แต่ก็สายไปเสียแล้ว ข้ามาพบหน้าท่านเป็ครั้งสุดท้ายเ้าค่ะ ท่านรู้หรือไม่ว่า ข้านั้นเกลียดใบหน้านี้ของท่านยิ่งหนัก”
“เพราะมันงดงามกว่าเ้า หรือเพราะใบหน้านี้เป็ที่ชื่นชอบมากกว่าเ้ารึ ลี่อิ้งเย่ว ข้ารู้สึกเสียดายเวลายิ่งนักที่รักน้องสาวเช่นเ้า”
“น้องสาวหรือเ้าคะ แต่ข้าเกียดท่าน เพลานี้ท่านช่างน่าสมเพช ท่านเ็ปเจียนตายใช่หรือไม่ที่ต้องเห็นบุตรชายที่รักนักหนาและนางกำนัลรับใช้ผู้ซื่อสัตย์พวกนั้นจากไป” ลี่อิ้งเย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ลี่หลินหรานมองลี่อิ้งเย่วอย่างนิ่งเฉย แต่มันกลับเป็เหมือนสิ่งกระตุ้นอารมณ์ของลี่อิ้งเย่ว
“ข้าอยากให้ท่านเ็ปให้เหมือนที่ข้าเป็ ั้แ่เล็กไม่ว่าใครต่างก็เชิดชูท่าน ทั้งที่พวกเราก็ทำทุกสิ่งได้ไม่ต่างกัน หน้าตาของพวกเราก็คล้ายคลึงกัน แต่ทุกคนกลับเอาแต่มองข้ามข้าไปหาท่าน ไม่ว่าท่านจะดื้อจะซนเพียงใด ทุกคนก็ล้วนเอ็นดูท่าน ทำไมมีเพียงท่านที่ถูกถนุถนอม
ทั้งท่านพ่อก็รักแต่พวกท่าน แต่กับข้ามีเพียงความเฉยชาตามหน้าที่ หรือเป็เพียงเพราะข้าไม่ได้เกิดจากฮูหยินเอก
ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้องปวดใจเพียงใดที่ต้องเห็นท่านแม่ของข้าเ็ป มารดาท่านเป็เพียงบุตรีของสกุลพ่อค้าชั้นต่ำ มีสิทธิอันใดมาเป็ฮูหยินเอก
ทั้งที่ท่านแม่ของข้าคือบุตรีขุนนางฐานะสูงส่งกว่าและรักท่านพ่อมายาวนาน แต่นางกลับเป็แค่ฮูหยินรองที่ไม่ว่าผ่านมากี่ปีก็เป็ได้เพียงเท่านี้ หากไม่มีมารดาชั้นต่ำของท่าน ตำแหน่งฮูหยินเอกก็คือท่านแม่ของข้า พวกท่านมีสิทธิอันใดมาแย่งวาสนาพวกเรา เพราะพวกท่านแย่งทุกสิ่งที่ต้องเป็ของพวกข้าไป
แม้แต่คนที่ข้ารักอย่างองค์ชายห้าก็เป็ท่านที่แย่งเขาไป ทำไมถึงเป็ท่านที่ได้สมรสพระราชทานนั่น ทั้งที่ท่านมันก็แค่คนที่มีสายเืชั้นต่ำจากสกุลคหบดีของมารดา แต่ผู้คนกลับพร้อมอ้าแขนรับท่าน ท่านมีสิทธิ์อันใดมามีความสุขกว่าข้า”
ลี่อิ้งเย่วได้ระบายความในใจออกมาด้วยความชิงชัง แต่ลี่หลินหรานทำเพียงมองลี่อิ้งเย่วด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสาร
“ลี่อิ้งเย่ว เ้าช่างน่าสงสาร เ้ามันก็แค่สตรีที่จิตใจบิดเบี้ยวขี้อิจฉาริษยา ข้าไม่เคยแย่งอันใดจากเ้า แม้แต่เื่องค์ชายห้า สมรสพระราชทานนั่น เป็องค์ชายห้าที่ทรงขอฮ่องเต้ เ้าจะมาโทษข้าได้อย่างไร
เ้าไม่คิดหรือ หากพระองค์รักเ้า เหตุใดจึงไปขอสมรสพระราชทานแต่งกับข้า เ้ากับข้าก็ต่างโง่งมทั้งคู่ คนเช่นนั้นจะรักเ้าไปมากกว่าผลประโยชน์หรือ ไม่มีทาง ลี่อิ้งเย่วต่อไปเ้าก็เป็เพียงหมากตัวหนึ่งเช่นกัน”
“ท่านไม่ต้องพูดยั่วโมโหข้า ข้าไม่สนใจ ถึงอย่างไรวันนี้ก็จะเป็วันสุดท้ายของท่านที่จะมีลมหายใจ แต่ก่อนจากกัน ข้ามีบางสิ่งอยากบอกท่าน นี่ถือเป็ของขวัญสุดท้ายจากข้า
มารดาของท่านไม่ต้องทรมานอย่างยาวนานรีบจากไปล้วนเพราะท่านแม่ของข้าที่เมตตา แต่ท่านไม่ต้องเสียใจอีกไม่นาน ท่านก็จะได้พบมารดาของท่านแล้ว”
“เ้า! เป็พวกเ้า”
“ท่านชอบของขวัญของข้าหรือไม่”
ลี่หลินหรานมองลี่อิ้งเย่วด้วยดวงตาที่แดงกล่ำเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมารดาของตนจากไปเช่นไร
การพูดคุยได้หยุดลงเพียงเท่านั้น เมื่อมีเสียงรายงานการมาถึงขององค์ชายห้าหลงเหยียน
ร่างสูงสง่าปรากฏกาย ความสูงศักดิ์แผ่กระจายออกมา ความงดงามของบุรุษผู้นี้ช่างล่อลวงให้ผู้คนหลงเชื่อและเป็หน้ากากชั้นดีในหลบซ่อนความเลวร้ายไว้ข้างใต้ได้อย่างมิดชิด
“ข้าเข้ามาขัดการพูดคุยของพวกเ้าหรือไม่” องค์ชายห้าถามขึ้นพร้อมกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนที่จะหยุดสายตามองไปที่ลี่หลินหรานที่นอนซีดเซียวอ่อนแรงอยู่บนเตียง
“ไม่เพคะ พวกหม่อมฉันพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยเพคะ” ลี่อิ้งเย่วตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ท่าทางเหนียมอายน่าเอ็นดู จนองค์ชายห้าที่หันกลับมองมาเห็นต้องยกมือลูบศีรษะนางดั่งผู้ใหญ่กำลังเอ็นดูเด็กน้อย
ร่างสูงเดินไปหาลี่หลินหราน แล้วเกลี่ยผมนางไปด้านข้าง ลี่หลินหรานหันหน้าหนีมือนั้น จ้องมองกลับด้วยแววตาแข็งกร้าว
“หรานเอ๋อ ข้าเอ็นดูเ้า ชื่นชมในความฉลาดของเ้ายิ่งนัก แต่น่าเสียที่เราเดินคนละเส้นทาง เ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า การฉลาดเกินไปอาจสร้างภัยมากกว่าการเกิดสิ่งที่ดี ดังนั้น อย่าโกรธข้าที่ทำเช่นนี้ บางครั้งเราก็ต้องจำใจกำจัดบางสิ่งทิ้งไปก่อนมันจะเป็ภัยแก่เรา”
“พระองค์มันมิต่างจากจิ้งจอกชั่วห่มหนังแกะ พระองค์เคยรักต่อหลงตงอันบ้างไหมเพคะ”
“แน่นอน ข้าย่อมรักอยู่แล้ว เขาเป็บุตรชายของข้า ความรู้สึกต่อเขาย่อมเป็จริง แต่น่าเสียดายที่บุตรชายของพวกเราอายุสั้นเกินไป” องค์ชายห้าน้ำเสียงเศร้าไร้ความเสแสร้ง
“สำหรับหม่อมฉัน สัตว์เดรัจฉานพวกนั้นช่างสูงค่ากว่าพระองค์เพคะ” ลี่หลินหรานตอบกลับ แต่องค์ชายห้าก็มองอย่างเฉยชาไม่ถือสาคำด่านั้น และส่งสายตามองไปทางลี่อิ้งเย่วและคนที่ถือถาดวางถ้วยยาด้านหลังนาง
ลี่อิ้งเย่วเห็นสายตาที่ส่งมาขององค์ชายห้าหลงเหยียน นางก็หันหลังไปยกถ้วยยามาให้องค์ชายห้าที่รอรับอยู่
“หรานเอ๋อ...เ้าควรดื่มยาและพักผ่อนได้แล้ว ข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้าเอง” น้ำเสียงคล้ายกำลังปลอบโยนบอกกับลี่หลินหราน พร้อมยกมือข้างหนึ่งโอบกอดร่างบางบนเตียงประคองขึ้น อีกข้างหนึ่งยกถ้วยยาจรดริมฝีปากบางให้ดื่มลงไป สตรีในอ้อมแขนพยายามดิ้นรนผลักออก แต่อย่างไรสตรีก็ย่อมไม่สามารถสู้แรงบุรุษได้
ลี่หลินหรานมองคนทั้งสองคนด้วยแววตาเคียดแค้น นางส่งรอยยิ้มเย้ยหยัน กล่าวคำพูดสุดท้ายทิ้งไว้ “การจากไปไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุด ทุกคนต้องได้รับผลการตอบแทน แม้ลมหายใจหม่อมฉันจะหมดลง แต่เป้าหมายยังคงอยู่”
เวลาเพียงอึดใจก่อนจะลมหายใจจะหมดลง ในห้วงความคิดสุดท้ายของลี่หลินหราน นางยังคงนึกถึงหน้าของบุตรชายที่นางแสนคิดถึงและบุคคลอันเป็ที่รัก
นางภาวนาให้ทุกสิ่งที่ได้ฝากฝังคนของตนเอาไว้จะดำเนินไปได้ด้วยดี ‘ข้าขอฝากพวกเ้าด้วย’ สุดท้ายเปลือกตาของนางก็หนักอึ้ง ความมืดมิดมาเยือนและมิอาจฝืนความเ็ปได้อีกต่อไป นางได้จากไปในที่สุด
“เ้าทำอะไรลงไป หรานเอ๋อ! ลี่หลินหราน!” องค์ชายห้าเกิดความสงสัยในประโยคทิ้งท้าย แต่ก็สามารถได้รับคำตอบนั้นอีกแล้ว
“คนใกล้ตาย อย่างไรก็เป็เพียงคนที่จะตายเท่านั้นเพคะ พระองค์อย่าได้ทรงคิดมากกับคำของคนใกล้ตายเลยนะเพคะ” ลี่อิ้งเย่วพูดปลอบโยนและเข้าไปโอบกอดองค์ชายห้าหลงเหยียน
“ข้าก็หวังว่า คำพูดของนางเป็เพียงคำสุดท้ายของคนตายและเป็ข้าเพียงคิดมากไป” องค์ชายห้าตอบกลับน้ำเสียงกังวล ก่อนจะหันไปทางข้ารับใช้
“กงกง เ้าจงไปแจ้งทางวังหลวงและสกุลลี่ รายงานออกไปว่า พระชายาเอกลี่หลินหรานทรงตรอมใจหลังจากเกิดเหตุการณ์จากไปของพระโอรส องค์ชายหลงตงอัน จนเจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอ บัดนี้พระชายาเอกลี่หลินหรานได้สิ้นพระชนม์แล้ว และเ้าจงจัดเตรียมสิ่งที่ต้องทำให้ดี”
“พะยะค่ะ” กงกงตอบรับคำสั่ง ก้มลงคำนับไปข้างหน้า สายตามองตามองค์ชายห้าโอบเอวพระชายารองลี่อิ้งเย่วเดินจากไป