[นาฏกรรมบนความทรมาน: เสียงหัวเราะท่ามกลางควันเลือด]
มานาสีขาวนวลจากเวท [High-Heal] ของเอลินยังคงหมุนวนอยู่รอบตอแผลของราล์ฟประดุจดักแด้แห่งแสง แสงนั้นพยายามถักทอเส้นใยมานาเข้ากับเนื้อเยื่อที่แหลกเหลวเพื่อหยุดยั้งมัจจุราชที่กำลังพรากเอาหยาดเลือดสุดท้ายไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกคนต่างตกตะลึงและโผเข้าไปดูอาการของพญาสุนัขป่าที่บาดเจ็บสาหัส
ลูกน้องของกัลลัสทั้งสองคนที่ถือ 'ดาบใบเลื่อยสั่นสะเทือน' และ 'โล่บาเรีย' เห็นสบโอกาสที่แนวป้องกันของทีมดอนตะวันพราวแตกพ่าย พวกมันกระชับอาวุธในมือแน่น แววตาฉายประกายอำมหิตหมายจะพุ่งเข้าไปสังหารทุกคนให้สิ้นซากในคราเดียว
“จังหวะนี้แหละ! ฆ่ามันให้หมด!”
ชายที่ถือดาบใบเลื่อยคำรามพลางถีบตัวพุ่งออกไป ทว่า...
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไอ้พวกโง่”
น้ำเสียงที่แหบพร่าทว่าทรงพลังประดุจแรงกดดันมหาศาลดังมาจากเบื้องหลัง กัลลัสยกแขนขวาที่ยังคงมีไอความร้อนระอุขึ้นขวางทางลูกน้องทั้งสองไว้ สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องมาที่การโจมตี แต่กลับจ้องมองไปยังภาพของเอลินที่กำลังร่ายเวทด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา และเซนที่ยืนนิ่งตะลึงอยู่ข้างๆ
“หัวหน้า? แต่โอกาส...” ลูกน้องคนหนึ่งถามอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าบอกให้หยุด!” กัลลัสตวาดลั่นจนแกนกลางโกเลมในอกส่งเสียงครางครืด แววตามรกตที่บิดเบี้ยวของเขาจับจ้องไปยัง 'ตอแผล' ของราล์ฟด้วยความหิวกระหาย “พวกแกอย่าบังอาจมาขัดขวางภาพอันแสนสำราญของข้าได้ไหม... เห็นไหมว่ามันบันเทิงใจเพียงใด?”
กัลลัสก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินดังกึกกักประดุจเสียงมัจจุราชที่เดินย่ำบนกระดูกคนตาย เขาเหยียดรอยยิ้มกว้างจนแผลเป็นบนหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“ดูแววตาสิ้นหวังนั่นสิ... ดูหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้าของนักบวชหญิงนั่นสิ มันช่าง... งดงามยิ่งกว่าอัญมณีชิ้นใดในโลก!” กัลลัสสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับจะเสพเอากลิ่นอายของความเศร้าสลดเข้าสู่ปอดที่กลายเป็นเครื่องจักร
“ข้าขอเสพความสุขนี้ให้เต็มคราบหน่อยเถอะ ความอัปยศที่ข้าแบกรับมา 16 ปี บัดนี้มันกำลังถูกชำระด้วยเสียงร้องไห้ของพวกแก!”
กัลลัสหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทีมที่กำลังอ่อนแอ ปล่อยให้เวลาแห่งความตายค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหาเหยื่ออย่างเชื่องช้า เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่สุดก่อนจะลงมือปิดเกม
[ขีดจำกัดของปาฏิหาริย์ และความเสียใจของนักบวชหญิง]
แสงสว่างเจิดจ้าจากม่านพลังเวท [High-Heal] ของเอลินยังคงอาบไล้ไปบนร่างของราล์ฟที่นอนแน่นิ่ง ใบหน้าของนักรบหมาป่าซีดเผือดจนเกือบเป็นสีเทา มานาสีขาวบริสุทธิ์ของเอลินไหลพุ่งประดุจสายน้ำที่พยายามเข้าเติมเต็มรอยแยกแห่งความตาย มันทำงานหน้าที่เป็น "กาวชีวภาพ" (Biological Glue) ที่มองไม่เห็น พุ่งเข้ายึดเกาะกับหลอดเลือดที่ฉีกขาดและเนื้อเยื่อที่เหวอะหวะ
ทว่าในขณะที่ร่ายเวท เอลินกลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตระหนก หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติแล้วด้วยพลังระดับเธอ บาดแผลฉกรรจ์แค่ไหนเพียงชั่วพริบตาแสงแห่งการรักษาก็ควรจะทำให้แผลปิดสนิทและฟื้นฟูเนื้อเยื่อขึ้นมาได้เกือบสมบูรณ์ แต่นี่กลับต่างออกไป... มานาที่เธอส่งลงไปดูเหมือนจะถูกดูดซับหายไปในหลุมดำ เนื้อเยื่อที่ควรจะสมานตัวกลับผลักไสกันเองประดุจมีแรงต้านมหาศาล
‘ทำไม... ทำไมมันถึงช้าขนาดนี้! มานาที่เสียไปมันมากกว่าการรักษาแผลดาบทั่วไปนับสิบเท่า!’ เอลินคิดด้วยความตื่นตระหนก
เธอไม่รู้เลยว่า บาดแผลที่เกิดจากดาบเลื่อยความถี่สูง [Vibrating Saw] นั้นทำลายลึกถึงระดับจุลทรรศน์ เนื้อเยื่อรอบบริเวณหัวไหล่ไม่ได้ถูกตัดขาดเป็นเส้นตรง แต่มันถูกแรงสั่นสะเทือนมหาศาลเขย่าจนโปรตีนบิดเบี้ยวและผนังเซลล์แหลกเหลวประดุจเจลลี่ การจะดึงมานามาประสานโครงสร้างเซลล์ที่สูญเสียสภาพดั้งเดิมไปเช่นนี้จึงเป็นงานที่หนักอึ้งและสิ้นเปลืองพลังงานอย่างเทียบกันไม่ได้
เอลินกัดฟันแน่นจนกรามสั่น พยายามประคองสมาธิบีบอัดให้บาดแผลที่เคยเปิดกว้างจนเห็นกระดูกที่แตกละเอียดเริ่มสมานตัวและหยุดการตกเลือดภายในได้อย่างหวุดหวิด ทว่า... แม้แสงแห่งการรักษาจะสว่างเพียงใด เมื่อแสงนั้นจางหายไป บริเวณหัวไหล่ซ้ายที่เคยมีแขนล่ำสันอยู่กลับเหลือเพียงตอแผลที่ปิดสนิททิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นที่น่าสลดใจ
“แฮก... แฮก...” เอลินหอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนอกสั่น เม็ดเหงื่อไหลซึมตามไรผมหยดลงบนพื้นดินที่ชุ่มเลือด เธอรู้ดีที่สุดในใจว่าขีดจำกัดของเธอตอนนี้ทำได้เพียงรักษาชีวิตเท่านั้น วิชา [Regenerate] ที่สามารถกระตุ้น Stem Cells เพื่อสร้างอวัยวะใหม่ตามพิมพ์เขียว DNA คือความลับขั้นสูงสุดที่สงวนไว้ให้เพียงนักบวชระดับสูงที่ผ่านพิธีสถาปนาแล้วเท่านั้น แม้เธอจะเคยเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกที่โดดเด่นที่สุดและเริ่มการฝึกฝนการเป็นนักบวชขั้นสูงมาแล้ว แต่เธอก็เลือกที่จะทิ้งทุกอย่าง... ทิ้งปาฏิหาริย์ที่อาจช่วยราล์ฟได้ในตอนนี้ เพื่อหนีตามชายที่เธอรักมาในวันนั้น
“ถ้าเพียงแต่... ถ้าวันนั้นข้าไม่ออกมาจากโบสถ์... ถ้าข้ายอมรับตำแหน่งนักบวชขั้นสูงให้จบ... ราล์ฟ... แขนของเจ้า...”
เอลินพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือที่สั่นเทาของเธอ ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินใจประดุจยาพิษ พลังมานาในร่างเริ่มสั่นคลอนจากความโศกเศร้าที่ถาโถม
“ราล์ฟ... ข้าขอโทษ... ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้... ข้าขอโทษจริงๆ”
ในขณะที่แม่กำลังดิ่งจมลงสู่ก้นบึ้งของความเสียใจ สัมผัสอบอุ่นจากมือเล็กๆ คู่หนึ่งก็วางลงบนบ่าของเธอ ไคก้าวเข้ามาใกล้แม่ แววตาของเด็กชายวัย 6 ขวบยังคงนิ่งสงบดุจผืนน้ำที่ไร้รอยคลื่น เขาจ้องมองใบหน้าที่นองน้ำตาของแม่ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“แม่ครับ...” ไคเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“อย่าเสียใจไปเลยครับ... เพราะถ้าวันนั้นแม่ไม่ออกมาจากโบสถ์เพื่อตามพ่อมา... ผมก็คงไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นมาอยู่ตรงนี้? ผมขอขอบคุณการตัดสินใจของแม่ในวันนั้นจริงๆนะครับ”
เซน ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ แม้จะบาดเจ็บและเหนื่อยล้า แต่เขาก็ขยับเข้ามาวางมือลงบนไหล่อีกข้างของเอลินอย่างมั่นคง แววตาของเขาที่เคยมักจะดูขี้เล่น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นที่ลึกซึ้ง
“ใช่แล้วล่ะเอลิน... ลูกพูดถูกแล้ว” เซนกล่าวเสียงทุ้ม
“อย่าโทษตัวเองเลย ความผิดเดียวที่เกิดขึ้นคือข้าที่ปกป้องเพื่อนไม่ได้ดีพอ แต่การที่เจ้าเลือกเส้นทางนี้... มันคือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าแล้วนะ ข้ามีเจ้า มีไค... นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”
คำพูดของสองพ่อลูกทำเอาเอลินชะงักไปชั่วครู่ เธอเงยหน้ามองลูกชายที่ดูตัวเล็กแต่กลับดูมั่นคงราวกับขุนเขา และสามีที่ยืนหยัดเป็นโล่ให้เธอเสมอมา ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือนั้นช่วยชะล้างความรู้สึกผิดในใจไปได้ชั่วขณะ ไคไม่ได้ใช้เวทมนตร์ใดๆ ในการปลอบประโลม แต่เขาใช้ "ความจริง" และ "เหตุผล" ที่เข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะมีได้ เพื่อดึงแม่กลับมาจากความมืดมิด
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโศกเศร้า โวล์ฟ ที่นั่งทรุดตัวอยู่ข้างร่างของพ่อกลับตัวสั่นเทิ้ม มือที่กำหอกแน่นสั่นระริกจนได้ยินเสียงเสียดสีของโลหะ หยาดน้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลอาบแก้มที่เปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน เขาจ้องมองไปยัง ‘ตอแผล’ ที่หัวไหล่ซ้ายของพ่อด้วยสายตาที่แตกสลาย
“เป็นเพราะข้า... ทั้งหมดเป็นเพราะข้า...” โวล์ฟพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
“ถ้าข้าไม่มุทะลุ... ถ้าข้าไม่หุนหันพลันแล่นพุ่งออกไปอย่างโง่ๆ พ่อก็ไม่ต้องมาเป็นแบบนี้ ข้ามันอ่อนแอ... ข้ามันเป็นภาระ...”
โวล์ฟก้มหน้าลงจนหน้าผากเกือบชิดดิน เขาจิกเล็บลงบนพื้นหญ้าด้วยความสมเพชตัวเองที่ทำให้ผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสายตาเขาต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญไปตลอดกาล
ในขณะที่โวล์ฟกำลังดิ่งจมลงสู่หลุมดำแห่งความรู้สึกผิด แรงบีบเบาๆ จากมือขวาที่ยังเหลืออยู่ของ ราล์ฟ ก็วางลงบนศีรษะของลูกชาย แม้ใบหน้าจะซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อจากความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ดวงตาของสุนัขป่าผู้พ่อกลับยังคงฉายแววความอ่อนโยนและนิ่งสงบ
“โวล์ฟ... เงยหน้าขึ้น...” ราล์ฟกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แม้จะแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยพลัง
“เจ้าไม่ได้เป็นภาระ... และเจ้าไม่ได้อ่อนแอ สัญชาตญาณที่อยากจะช่วยเหลือนักรบร่วมสมรภูมิน่ะ มันคือหัวใจของนักรบที่แท้จริง... พ่อภูมิใจในตัวเจ้า”
ราล์ฟกระตุกยิ้มบางๆ อย่างฝืนความเจ็บปวด
“แขนข้างเดียวน่ะ... แลกกับชีวิตของลูกชายข้า มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ข้าเต็มใจที่สุดในโลกแล้ว อย่าให้หยาดเลือดของข้าเสียเปล่าด้วยการมานั่งโทษตัวเองแบบนี้เลย”
ไค ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก้าวเข้ามาแตะที่ต้นแขนของโวล์ฟ แววตาของเด็กชาย 6 ขวบเต็มไปด้วยความจริงจัง
“พี่โวล์ฟครับ...” ไคกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เสียใจได้แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ ศัตรูยังอยู่ และพวกมันยังจ้องจะเล่นงานเราอยู่ ถ้าพี่อยากจะไถ่โทษจริงๆ พี่ต้องลุกขึ้นมาเป็นแขนซ้ายที่หายไปให้ลุงราล์ฟครับ ความเศร้าไม่ได้ช่วยให้เราชนะ แต่ความตั้งใจที่จะปกป้องคนที่เหลืออยู่ต่างหากที่จะพาเราผ่านนรกนี้ไปได้”
คำพูดของไคประดุจน้ำเย็นที่ราดรดลงบนหัวใจที่กำลังรุ่มร้อนของโวล์ฟ เขาเงยหน้าขึ้นมองสายตาของพ่อ และแววตาที่เต็มไปด้วยเหตุผลของไค ก่อนจะค่อยๆ ปาดน้ำตาทิ้งอย่างเด็ดเดี่ยว โวล์ฟกระชับหอกในมืออีกครั้ง แววตาที่เคยสั่นไหวเริ่มเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“ข้าเข้าใจแล้ว... พ่อ... ไค...” โวล์ฟลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางกวาดสายตาไปทางกัลลัส
“ข้าจะเป็นโล่และจะเป็นแขนให้พ่อเอง ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องครอบครัวของข้าได้อีก!”
เอลินที่ได้รับการปลอบประโลมจากทั้งสามคน ลุกขึ้นยืนเคียงข้างเซนและไค พลังมานาในร่างที่เคยสั่นคลอนเริ่มกลับมาเสถียรอีกครั้ง แม้จะเหนื่อยล้าแต่เธอก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ 'ผู้พิทักษ์' ต่อไปจนถึงที่สุด
[รัศมีแห่งความเมตตา: แสงสุดท้ายก่อนพายุคำราม]
เอลินที่ได้รับการประคองสติจากคำพูดของลูกชายและสัมผัสอันมั่นคงของเซน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อขจัดความสับสน แววตาของนักบวชหญิงกลับมาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง เธอชูไม้เท้านักบวชขึ้นเหนือศีรษะ มานาสีขาวบริสุทธิ์นวลตาเริ่มก่อตัวเป็นทรงกลมสว่างไสวประดุจดวงจันทร์วันเพ็ญ
“ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... โปรดแผ่รัศมีแห่งความเมตตา ปกคลุมเหล่าบุตรผู้ทุกข์ยาก ให้ความเจ็บปวดมลายหายไปภายใต้แสงแห่งพระองค์ [Area Heal] !”
คลื่นพลังงานสีทองอ่อนๆ แผ่กระจายออกจากตัวเอลินเป็นวงกว้างประดุจระลอกคลื่นบนผิวน้ำ เมื่อแสงนั้นสัมผัสถูกร่างกายของทุกคน อาหารบาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงปานกลางพลันเลือนหายไป รอยถากจากกระสุนเวทที่ต้นแขนของเซนสมานตัวทันที แผลพุพองจากไอร้อนของกัลป์และราล์ฟค่อยๆ ยุบตัวลง แม้แต่บาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ของราล์ฟที่เพิ่งสมานไปเมื่อครู่ ก็ได้รับพลังเสริมจนเนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น ลดภาระความเจ็บปวดลงจนเขาสามารถกลับมายืนหยัดได้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว
ในขณะที่ฝั่งดอนตะวันพราวกำลังฟื้นฟูกำลัง กัลลัสกลับระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอีกครั้ง แววตาของมันเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว “เป็นไง! ต่อให้รักษาไปมันจะมีประโยชน์อะไร? ตอนนี้เพื่อนแกเสียแขน ต่อไปใครจะเสียขาดีล่ะ? ไม่ต้องห่วงนะเซน... ข้าจะฆ่าทุกคนที่นี่รวมถึงไอ้พวกสวะในหมู่บ้านแกให้หมด แต่ข้าจะเหลือแกไว้ดูผลงานคนสุดท้าย! วะ ฮะ ฮะ ฮ่า!!!”
[แขกที่ไม่ได้รับเชิญ และพายุ Sonic Boom]
ทว่าในวินาทีที่กัลลัสกำลังลำพอง เสียงหวีดหวิวที่ฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงครางต่ำก็ดังขึ้นจากทิศทางป่าเบื้องหลัง!
วี้ดดดดด—บึ้ม!!!
แรงอัดอากาศมหาศาลม้วนตัวเป็นพายุฝุ่นรูปกรวยพุ่งเข้าปะทะม่านบาเรียสีฟ้าครามจนมันสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ กัลลัสหน้าถอดสี รีบตวาดสั่งลูกน้อง “เร่งพลังบาเรียขึ้นถึงขีดสุดเร็วเข้า!”
“เฮ้ย! ไอ้เสือเฮงซวย! บอกว่าให้วางข้าลงไงล่ะ!” เสียงโวยวายแหลมใสสไตล์คนแคระดังลั่นมาจากใจกลางกลุ่มฝุ่นที่ยังไม่จางหาย
“หุบปากน่ะมินอส! เห็นไหมว่าสถานการณ์มันวิกฤตขนาดไหน เจ้านั่น... หมาป่านั้นแขนขาดไปข้างหนึ่งแล้วนะ!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจตอบกลับอย่างดุดัน
เมื่อฝุ่นจางลง ร่างของชายร่างยักษ์เผ่าเสือขาวผู้มีมัดกล้ามประดุจเหล็กกล้า เทียมุส ยืนตระหง่านโดยมีหญิงสาวคนแคระ มินอส โดนหิ้วอยู่บนบ่า ทั้งคู่จ้องมองกัลลัสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจราวกับมองกองขยะ เซนที่เห็นภาพความเด๋อด๋านั้น กลับมลายหายวับไปทันที
“เทียมุส! มินอส! พวกแก... มาที่นี่ได้ยังไงวะ!”
“ไม่มาช้าไปใช่ไหม... แต่ดูเหมือนจะมาทันดูแกโดนไอ้ขยะนี่ไล่ต้อนนะเซน” เทียมุสแสยะยิ้มพลางวางมินอสลงอย่างไม่เบามือนัก
“หลานข้าอยู่ไหน? ข้าอยากเห็นหน้าหลานชายที่ทำให้แกยอมทิ้งตำแหน่งหัวหน้าปาร์ตี้มาเป็นเกษตรกรจะแย่อยู่แล้ว!”
มินอสไม่ได้สนใจคำทักทาย เธอจ้องมองไปที่ดาบใบเลื่อยและปืนเวทของกัลลัสด้วยสายตาของช่างสร้างอาร์ติแฟกต์ระดับตำนาน ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้น
“ไอ้ขยะนั่นมันอาร์ติแฟกต์ดัดแปลงชั้นต่ำนี่นา! ใครเป็นคนทำฟันเลื่อยเบี้ยวๆ แบบนั้นวะ! เห็นแล้วมันหงุดหงิดชะมัด... ข้าขอรื้อมันทิ้งแล้วสร้างใหม่ได้ไหม!”
[เปิดฉากรุกฆาต: ท่วงท่าของปาร์ตี้ระดับตำนาน]
กัลลัสเห็นกำลังเสริมเพิ่มมาอีกสองคนก็ยังคงยโส “พวกไร้ค่าจะมาอีกซักกี่ตัวก็เปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ได้หรอกโว้ย!”
“เทียมุส! ฝากจัดการเจ้าบาเรียนั่นที! ส่วนมินอส อย่าพึ่งสนใจของเล่น สนใจคนใช้มันก่อน เสร็จงานแล้วจะเอาไปรื้อยังไงก็เชิญ!” เซนสั่งการอย่างเฉียบขาด
“พวกข้าจะถ่วงเวลากัลลัสให้เอง!”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับการปรากฏตัวของยอดนักรบทั้งสอง ไคไม่ได้เพียงแค่จ้องมองด้วยตาเปล่า แต่ดวงตาซ้ายของเขาเริ่มกะพริบถี่เป็นแสงสีฟ้าจางๆ ระบบ Researcher OS เริ่มทำการประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของ 'รุ่งอรุณนิรันดร์' ทันที
(Target: เทียมุส / Processing Time: 9 Seconds)
[ANALYSIS COMPLETE] NAME: เทียมุส (Tiamus)
STATUS: [ACTIVE / COMBAT MODE]
PULSE: 180 BPM (อยู่ในสถานะเร่งประสาทสัมผัสขั้นสูงสุด)
BODY TEMP: 39.5 ํC (สูงขึ้นเนื่องจากอัตราการเผาผลาญมานาเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน)
PHYSICAL STRUCTURE (Lv.2 Focus) : [SUCCESS] โครงสร้างกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นสูงกว่ามนุษย์ปกติ 4.5 เท่า มีการจัดเรียงเส้นใยกล้ามเนื้อเลียนแบบสัตว์นักล่าตระกูลเสือ (Feline Type) ทิศทางการส่งแรง (Motion Vector) เน้นการระเบิดพลังจากช่วงล่างและการบิดของกระดูกสันหลังเพื่อสร้างแรงอัดอากาศ (Sonic Boom) ทุกการขยับ
REPORT: ตรวจพบไอมานาสีขาวบริสุทธิ์ (Pure White Mana) ห่อหุ้มร่างกายเป็นชั้นฟิล์มบางที่มีความเข้มข้นสูงมากจนทำหน้าที่เป็นเกราะสะท้อนการโจมตีทางกายภาพ พลังมานาโดยรวมสูงกว่าเป้าหมาย 'เซน' อย่างชัดเจน แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 'เอลิน'
(Target: มินอส / Processing Time: 9 Seconds)
[ANALYSIS COMPLETE] NAME: มินอส (Minos)
STATUS: [ACTIVE / SUPPORT MODE]
PULSE: 95 BPM (คงที่อย่างน่าประหลาด แม้อยู่ในสมรภูมิ)
BODY TEMP: 36.8 ํC (ปกติ)
PHYSICAL STRUCTURE (Lv.2 Focus) : [SUCCESS] มวลกระดูกมีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษ (Dwarven Characteristic) เพื่อรองรับน้ำหนักอาวุธหนัก กล้ามเนื้อช่วงแขนและหัวไหล่ถูกพัฒนามาเพื่อรับแรงสะท้อนกลับ (Recoil) จากอาวุธประดิษฐ์โดยเฉพาะ
REPORT: ตรวจพบวงจรมานาที่ไหลเวียนเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก (Artifacts) ตลอดเวลา มานาในร่างมีความเสถียรระดับสมบูรณ์ (Perfect Stability) ไม่พบการรั่วไหล (Leakage) ส่งผลให้ศัตรูตรวจจับตำแหน่งได้ยากหากไม่ใช้การมองเห็นด้วยสายตา
‘เก่ง... เก่งกว่าพ่อจริงๆ ด้วย’ ไคคิดในใจพลางลอบผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความเบาใจ ข้อมูลที่ปรากฏบน UI ยืนยันว่าผู้มาใหม่ทั้งสองคนมีระดับพลังที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปไปไกลมาก โดยเฉพาะเทียมุสที่โครงสร้างร่างกายถูกออกแบบมาเพื่อ "ความเร็ว" โดยเฉพาะ
“จัดไปอย่าให้เสีย!” เทียมุสตะโกนลั่นก่อนจะหายตัวไปในพริบตา
เขากระโดดถีบเข้าใส่โล่บาเรียด้วยความเร็วเหนือเสียงจนเกิดแรงอัดอากาศกระแทกม่านพลังดัง ปัง! แม้มันจะไม่สะเทือนเท่าที่ควร แต่เทียมุสก็ไม่ได้หยุด เขาเร่งความเร็วขึ้นอีก ขึ้นอีก และขึ้นอีก! ร่างของเสือขาวกลายเป็นเงาสีขาววนรอบบาเรีย โจมตีจากทิศทางที่ไม่ซ้ำกันจนคนถือโล่หมุนตัวตามไม่ทัน เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าด้วยความตื่นตระหนก
ในขณะเดียวกัน เซน กัลป์ ราล์ฟ และโวล์ฟ ก็เข้าจู่โจมกัลลัสแบบ Hit and Away เน้นการเข้าทำแล้วฉากหลบอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของปืนเวท แม้จะยังเจาะม่านพลังคุ้มกายกัลลัสไม่ได้มากนัก แต่มันก็ทำให้มันเสียศูนย์จนหัวหมุน
“ไอ้พวกแมลงหวี่แมลงวัน! จะมาตอมกันยั้วเยี้ยก็ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกโว้ย!” กัลลัสโวยวายด้วยความหงุดหงิดก่อนจะระเบิดเปลวเพลิงมหาศาลออกจากร่างเป็นวงกว้างเพื่อสลัดการพัวพัน
ทางด้านมินอส เธอสู้ด้วยวิถี Hit and Run อย่างเหนือชั้น เธอใช้ปืนเวทรูปทรงประหลาดในมือทั้ง2ข้าง ยิงกดดันใส่คนใช้ดาบใบเลื่อยอย่างแม่นยำ ทุกนัดที่ยิงออกไปบีบให้มันต้องใช้ดาบเลื่อยขึ้นมากำบังจนไม่มีจังหวะเข้าประชิด หรือถ้ามันคิดจะหันไปโจมตีพวกเอลิน มินอสก็จะยิงดักหน้าดักหลังจนมันไปไหนไม่ได้
[จุดสิ้นสุดของปราการ และกลิ่นไหม้กลางสมรภูมิ]
และแล้ว สองเหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้นพร้อมกันในเสี้ยววินาที!
หนึ่ง... เทียมุสที่จู่โจมด้วยความเร็วแสงสบโอกาสในวินาทีที่คนถือโล่หมุนตัวพลาด เขาใช้กรงเล็บเหล็กสีเงินที่ติดสนับแขน กะซวกเข้ากลางหลัง ทะลุหัวใจของคนถือโล่จนม่านบาเรียสีฟ้าครามแตกสลายหายไปทันที มันสิ้นใจล้มลงโดยไม่มีโอกาสได้ร้องสักคำ
สอง... ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง กัลลัสที่รำคาญพวกเซนจนถึงขีดสุดได้ระเบิดคลื่นเพลิงมหาศาลออกมาล้อมรอบตัว แรงระเบิดซัดเอา เซน กัลป์ ราล์ฟ และโวล์ฟ กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง เอลินเห็นดังนั้นจะวิ่งเข้าไปช่วยด้วยความตกใจ แต่มาคัสและไคที่ยืนคุมเชิงอยู่กลับห้ามไว้
“เดี๋ยวก่อนครับแม่! ทุกคนยังปลอดภัย!” ไคตะโกนบอกแม่ขณะที่ตาซ้ายยังคงกะพริบข้อมูลสแกนเนอร์
“ผิวหนังภายนอกอาจจะไหม้ ผมและขนอาจจะเกรียมไปบ้าง แต่ค่าสัญญาณชีพยังปกติครับ!”
กลิ่นไหม้ของเส้นผมและเส้นขนลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างของทั้งสี่คนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากพื้นดินด้วยสภาพสะบักสะบอม ผมเผ้าหงิกเกรียมจากความร้อนสูง แต่ดวงตาของทุกคนกลับวาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิม
[วิถีกระสุนตัดสิน: การเล็งที่เหนือชั้นของคนแคระสาว]
ในสนามรบที่ฝุ่นคลุ้งและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไหม้ การไล่ล่าระหว่างมินอสและโจรผู้ใช้ดาบใบเลื่อยสั่นสะเทือนมาถึงจุดตัดสิน มินอสไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ ทว่าเธอเคลื่อนที่ด้วยท่วงท่าที่มั่นคงประดุจจักรกลสังหาร ปืนเวทคู่ในมือสลับกันสาดกระสุนมานาเข้าใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่อง บีบให้มันต้องยกดาบใบเลื่อยขนาดใหญ่ขึ้นบดบังร่างอยู่ตลอดเวลาจนไม่อาจตั้งตัวโจมตีคืนได้
แต่แล้วมินอสก็เปลี่ยนจังหวะการยิง เธอเก็บปืนในมือซ้ายลงแล้วใช้เพียงมือขวาเพียงข้างเดียวชูขึ้นระดับสายตา มานาสีน้ำตาลทองหนาแน่นเริ่มถูกเร่งเร้าจากร่างกายไหลเข้าสู่กระบอกปืน อักขระรูนบนลำกล้องเรืองแสงสว่างวาบจนมองเห็นความร้อนที่แผ่ออกมา
‘บีบอัด... ให้เล็กลงอีก... ให้คมกริบยิ่งกว่าเข็ม!’ มินอสใช้สมาธิขั้นสูงสุดควบแน่นกระสุนมานาในลำกล้องให้มีขนาดเล็กลงจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยพลังงานที่หนาแน่นจนอากาศรอบลำกล้องสั่นไหว พร้อมกันนั้น ดวงตาของเธอพลันเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างผลจากการร่ายเวท [Eagle Eye] ในครรลองสายตาของมินอส ทุกอย่างเริ่มช้าลง... เธอไม่ได้มองหาเพียงแค่ตัวศัตรู แต่มองหา "ช่องว่าง" เล็กๆ ที่เกิดจากการเชื่อมต่อกันของกลไกฟันเลื่อยที่กำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง และนั่นเอง! รูเล็กๆ ขนาดไม่กี่มิลลิเมตรที่รอยต่อระหว่างใบดาบและด้ามจับโผล่ออกมาเพียงเศษเสี้ยววินาทีจากการขยับของศัตรู
“จบเกมซะ ไอ้ขยะ!”
เปรี้ยง!!!
เสียงปืนนัดสุดท้ายดังสนั่นกึกก้องกว่านัดไหนๆ กระสุนมานาที่ถูกบีบอัดจนเล็กจิ๋วพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง มันลอดผ่านช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวของดาบใบเลื่อยที่ศัตรูใช้กำบังได้อย่างแม่นยำประดุจจับวาง ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะเข้าที่กลางหน้าผากของโจรล่าทาสอย่างจัง!
แรงปะทะขั้นต้นนั้นเบาบางจนดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่วินาทีที่กระสุนจิ๋วแทรกทะลุผิวหนังและชั้นกะโหลกเข้าไปถึงแกนสมองชั้นใน... สภาวะบีบอัดมหาศาลก็ถึงขีดจำกัด!
โพละ!!!
มานาที่อัดแน่นจนเกือบระเบิดพลันคลายตัวออกทันทีในพื้นที่จำกัด แรงดันมหาศาลระเบิดออกจากภายในกะโหลกศีรษะประดุจลูกโป่งที่ถูกอัดลมจนแตก เนื้อสมองและเศษกระดูกถูกแรงดันฉีกกระชากจากภายใน
ร่างของโจรล่าทาสล้มฟาดพื้นดินดังกึก ร่างเหลืออยู่ไร้ซึ่งชีวิตและการตอบสนองใดๆ หลังจากโดนกระสุนบีบอัดของมินอสระเบิดสมองจากภายในจนถลักออกมา ทว่า... ในจังหวะที่หัวของมันระเบิดออกนั้นเอง แรงดันมหาศาลซัดเอาเศษกะโหลกและเนื้อสมองสีขาวขุ่นผสมเลือดแดงฉานกระเด็นหวือไปทางด้านข้าง ซึ่งมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นพอดี
“เฮ้ยยยยยยยยยยยย!!!”
เสียงโวยวายลั่นทุ่งดังมาจาก มาคัส ที่เพิ่งจะยันตัวลุกขึ้นมาได้ เขาเบิกตากว้างพลางยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าที่มีเศษเนื้อและคราบเลือดปริศนาแปะอยู่บนแก้มและโล่เหล็กอย่างลนลาน ใบหน้าของปราการเหล็กบิดเบี้ยวด้วยความขยะแขยงจนแทบจะอาเจียน
“ยัยคนแคระตัวแสบ! จะยิงหัวระเบิดแบบนี้ทำไมไม่เตือนกันก่อนหะ! ดูสิ... เศษสมองมันกระเด็นมาโดนหน้าข้าเต็มๆ เลยเนี่ย!” มาคัสโวยวายลั่นพลางสะบัดมือทิ้งอย่างรังเกียจ
มินอสค่อยๆ ลดปืนในมือลงพลางพ่นควันจางๆ ออกจากลำกล้องอย่างใจเย็น เธอกะพริบตาปริบๆ มองมาคัสด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงมึนๆ ตามสไตล์ของเธอ
“เตือนเหรอ?” มินอสเอียงคอเล็กน้อย “ถ้าข้าตะโกนเตือนเจ้า... ศัตรูมันก็รู้ตัวสิว่าข้าจะยิงหัวน่ะ เจ้าโง่หรือเปล่า?”
“มันก็ใช่! แต่เจ้าก็น่าจะส่งสัญญาณมือ หรือรอให้ข้าขยับออกไปไกลกว่านี้อีกนิดไม่ได้รึไง!” มาคัสยังคงไม่ยอมแพ้พลางเอาแขนเสื้อเช็ดหน้าจนแดงเถือก
มินอสทำหูทวนลม เธอไม่แม้แต่จะมองหน้ามาคัสต่อ แต่กลับหันไปตรวจสอบปืนในมือพลางพึมพำกับตัวเอง
“อืม... แรงดันมานาตอนคลายตัวดูเหมือนจะสูงไปนิดแฮะ วันหลังต้องปรับลดลงสัก 5% จะได้ไม่กระเด็นเลอะเทอะ... มั้งนะ”
“นี่เจ้าไม่คิดจะขอโทษข้าสักคำเลยเรอะ!” มาคัสแยกเขี้ยวใส่
มินอสเพียงแค่ยักไหล่ประหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องของลมฟ้าอากาศ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ตรงไปหาเซนและเทียมุส ทิ้งให้มาคัสยืนแค่นหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อนกับความ 'มึน' ของเพื่อนร่วมปาร์ตี้เก่าของเซนคนนี้
สถานการณ์ความวุ่นวายเล็กๆ นี้จบลงท่ามกลางสายตาอาฆาตของ กัลลัส ที่บัดนี้เหลือเพียงตัวคนเดียวกลางวงล้อม แววตาของอสุรกายกัลลัสเริ่มเปลี่ยนจากความคั่งแค้นเป็นความสับสน เมื่อพบว่าหมากทุกตัวบนกระดานของเขาถูกฉีกกระชากทิ้งโดยกลุ่มคนที่เขาเคยมองข้าม!
สถานการณ์ตอนนี้เหลือเพียง กัลลัส เพียงคนเดียวท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือที่ล้อมกรอบเข้ามาทุกที แต่เขาหาได้มีความหวาดกลัวการล้างแค้นที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นสำหรับอสุรกายที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือทุกคน!