ตอนที่2 ปฏิวัติตัวเองใหม่
เสิ่นลี่อิงรู้สึกได้ว่าอาการเ็ปแสบร้อนทั่วร่างกายดีขึ้นแล้วจึงลุกจากเตียงไปเปิดผ้าม่านสีฟ้าสดใสภายในห้องทั้งหมดเพื่อรับแสงอาทิตย์และสำรวจสภาพแวดล้อมของบ้านด้วยความคิดถึง
เธอคิดทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นวันนี้พลันตาโตอย่างนึกขึ้นมาได้ว่า “เอ๋!เมื่อวานฉันท้องเสียนี่นา”
หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างยินดีที่พบว่าตนเองเกิดใหม่ในวันที่ยังไม่ได้พบกับสามีหรือเพื่อนสาวคนสนิทใจร้ายคนนั้นเธอตั้งใจที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตตนเองใหม่ โดยใช้พรที่เพิ่งขอไปกับเทพชราผู้ลึกลับ
“ฉันจะตั้งใจเรียนและศึกษาให้มากขึ้นคราวนี้จะต้องสอบเข้ามหาลัยชิงหวาให้ได้ ฉันจะได้ไม่ต้องเจอเพื่อนไม่ดีใจทรามและไม่ต้องเจอผู้ชายใจร้ายคนนั้นเหมือนกัน”
เสิ่นลี่อิงกำหมัดแน่นอย่างรู้สึกโกรธแค้นชายหญิงชั่วร้ายทั้งสองคนเธอสลัดความคิดเื่ราวความแค้นในอดีตไปก่อนเพราะในเวลานี้เธอยังอ่อนแอเกินไปอีกทั้งยังมีเื่สำคัญเฉพาะหน้าที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน
จากนั้นหญิงสาวรีบอาบน้ำแต่งตัวใหม่เป็ชุดกีฬาให้ทะมัดทะแมงมากยิ่งขึ้นวันนี้เป็วันอังคารที่เธอจะต้องไปเรียนตามปกติในโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งซึ่งเธอเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลายปีสาม
ใน่ต้นเดือนมิถุนายนจะเป็เวลาสอบเกาเข่าหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปกติของจีนซึ่งมีการสอบทั้งสิ้นประมาณสองหรือสามวัน แล้วแต่การจัดการสอบของแต่ละมณฑลและคณะที่เลือกเรียน
เมื่อหญิงสาววิ่งลงบันไดบ้านมายังห้องอาหารเธอรีบเข้าไปช่วยเหลือแม่บุญธรรมปรุงอาหารอย่างขมีขมัน
“อ้าว! อิงเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือลูก? หายท้องเสียแล้วหรือ? หากยังเพลียอยู่ก็ไปพักผ่อนเสียเถอะเดี๋ยวแม่ทำเอง”
สวีเหยียนหญิงวัยกลางคนอายุสี่สิบสามปีผมสั้นเดินเข้ามาใช้หลังมืออังหน้าผากลูกสาวบุญธรรมด้วยความห่วงใยเพราะ
กังวลว่าลูกสาวจะยังไม่หายป่วยจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันั้แ่เมื่อวานนี้
เสิ่นลี่อิงโผเข้ากอดแม่บุญธรรมด้วยความรักและคิดถึงเธอรับรู้แล้วว่าคำดุด่าว่ากล่าวตักเตือนทั้งหลายที่มาจากหญิงวัย
กลางคนนี้ล้วนเกิดจากความรักและจริงใจอย่างแท้จริงซึ่งดีกว่าคำพูดเอาใจของเพื่อนใจร้ายด้วยซ้ำไป
“ไม่เป็ไรค่ะแม่บุญธรรมหนูหายดีแล้ว หนูจะช่วยทำอาหารเองนะคะ”
“เอ๋! ลูกคนนี้เป็ยังไง? วันนี้มาแปลก ๆปกติไม่ชอบกอดแม่เลยนี่นา มีแต่แม่คอยกอดเราบ่อย ๆ”
สวีเหยียนตบแผ่นหลังลูกสาวคนโตเบาๆ ด้วยความแปลกใจเธอรักและห่วงใยลูกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความรักที่มีในฐานะแม่คนหนึ่งถึงแม้ว่าเสิ่นลี่อิงจะไม่ใช่ลูกสาวแท้จริงก็ตาม
เสิ่นลี่อิงระงับความดีใจและตื้นตันใจที่ได้กอดผู้เป็แม่อีกครั้งโดยไม่คาดคิดว่าตนจะมีโอกาสที่ดีเช่นนี้อีกจึงอยากทำตัวใหม่ให้พ่อแม่บุญธรรมคลายกังวลในพฤติกรรมวัยรุ่นที่เชื่อฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา
“หนูอยากกอดแม่ค่ะอ้อมกอดแม่อบอุ่นที่สุดเลย” เสิ่นลี่อิงเอ่ยชมแม่อย่างสุขใจ
เสิ่นลี่อิงผละจากอ้อมกอดแม่เพื่อเริ่มต้นทำอาหารเช้าสำหรับทุกคนอย่างมีความสุขท่าทางทำอาหารที่กระฉับกระเฉงโดยไม่แสดงสีหน้าบึ้งตึงเหมือนเช่นเคยสร้างความประหลาดใจให้กับสวีเหยียนเป็อย่างยิ่ง
สวีเหยียนปล่อยให้ลูกสาวคนโตเป็คนทำอาหารต่อไปส่วนเธอไปปลุกลูกชายให้ตื่นไปโรงเรียนพร้อมกับพี่สาว
เสิ่นลี่หยางป่วยเป็ออทิสติกั้แ่เด็กโดยมีปัญหาด้านการสื่อสาร ครอบครัวพาไปพบแพทย์และจิตแพทย์เป็ระยะจนสามารถสื่อสารได้ ทว่าเื่การอ่านและขีดเขียนตัวอักษรเขาสามารถทำได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป พ่อแม่จึงส่งไปเรียนในโรงเรียนเดียวกับพี่สาวผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับปานกลางซึ่งไม่ถือว่าเก่งมาก
เสิ่นลี่อิงทำอาหารเสร็จเรียบร้อยพอดีกับที่แม่และน้องชายแต่งตัวลงมาจากชั้นบนของบ้าน
ส่วนพ่อเพิ่งกลับมาจากตรวจและสั่งงานคนงานในสวนเขากล่าวทักทายลูกสาวด้วยความห่วงใยว่า
“อิงเอ๋อร์หายดีแล้วหรือ? อย่ากินอาหารไปทั่วอีกละหากไม่ดีขึ้นได้ไปนอนโรงพยาบาล คงได้วุ่นวายกันไปหมด”
เสิ่นลี่อิงยิ้มรับคำกล่าวของพ่ออย่างเข้าใจเมื่อปล่อยเวลาผ่านไปจนตัวเองตายไปแล้วในชาติก่อนเธอรู้ดีว่าในคำพูดของพ่อที่ดูห้วนและเสียงแข็งนั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยเธออย่างแท้จริง จึงตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“หายดีแล้วค่ะต่อไปหนูจะระวังเื่กินให้มากขึ้น พ่อกับแม่.....เสี่ยวหยางมากินข้าวก่อนเถอะค่ะรับรองว่าอาหารที่หนูทำ อร่อยกว่าเดิมแน่นอน”
หญิงสาวรีบเอ่ยชักชวนพ่อแม่ให้ลงมือกินข้าวทั้งนี้ครอบครัวเธอจะกินอาหารเช้าหนักกว่าคนทั่วไปเพราะต้องใช้แรงงานในสวนั้แ่เช้าดังนั้นครอบครัวเธอจะไม่กินข้าวต้มหรือโจ๊กเหมือนครอบครัวอื่น
เมื่อเสิ่นลี่คุนใช้ตะเกียบคีบผัดผักขึ้นมาชิมเขาเคี้ยวเล็กน้อยแล้วพยักหน้าพลางกล่าวชื่นชมลูกสาวอย่างจริงใจว่า
“ดี! ดี!อร่อยกว่าเดิมทีเดียว หายป่วยคราวนี้ก็ทำอาหารอร่อยขึ้นเชียวนะ”
สวีเหยียนได้ยินสามีเอ่ยชมลูกสาวจึงคีบผัดหมูเปรี้ยวหวานขึ้นมาชิมดูบ้างซึ่งพบว่ารสชาติหวานเค็มกำลังพอดี จึงเอ่ยชมอีกเสียงว่า
“อร่อยจริง ๆเก่งขึ้นนะเรา ”
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ชอบนั่งก้มหน้าเป็ประจำเหมือนคนไม่มั่นใจตัวเองเขาได้ยินพ่อแม่เอ่ยชมอาหารของพี่สาว จึงเงยหน้าขึ้นแล้วใช้ตะเกียบคีบผัดผักใส่ปากก่อนเอ่ยชมอีกคนตามจริงว่า
“อื้ม! อร่อยทีเดียวเจี่ยเจีย”
เสิ่นลี่อิงยิ้มกว้างอย่างยินดีเธอพบว่าทักษะบางอย่างจากชาติก่อนช่วยทำให้ครอบครัวมีความสุขขึ้น จึงตั้งใจที่จะดูแลครอบครัวให้ดีและมีฐานะร่ำรวยเพื่อตอบแทนพ่อแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูตนเองมาเป็อย่างดี
“ขอบคุณค่ะกินเยอะ ๆ นะคะ ผัดผักยังมีอีกมากค่ะ ไว้กินเสร็จแล้วหนูมีเื่จะปรึกษาพ่อกับแม่สะหน่อย”
หญิงสาวตั้งใจที่จะแจ้งข่าวเื่การสอบเกาเข่าของตนเองรวมทั้งการพัฒนางานในสวนของครอบครัวก่อนที่จะเกิดวิกฤติเธอไม่อยากให้ครอบครัวต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนในชาติที่แล้ว
ส่วนเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาซึ่งเป็มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศนั้นเธอคิดที่จะทำความใฝ่ฝันของพ่อแม่ให้เป็จริง รวมทั้งหลีกเลี่ยงที่จะต้องพบเจอเพื่อนและสามีในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
หญิงสาวยังไม่อยากพบเจอศัตรูเก่าในเวลาที่ตนยังอ่อนแออยู่เธอ้าสร้างความร่ำรวยและความแข็งแกร่งให้มาก
พอที่จะกลับไปแก้แค้นศัตรูให้ราบคาบได้
“เื่อะไรหรือ?”เสิ่นลี่คุนเคี้ยวข้าวพร้อมกับถามลูกสาวด้วยความสงสัย
เขาพบว่าลูกสาวมีความกล้าที่จะพูดคุยกับตนอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นไม่เหมือนลูกสาวขี้อายคนเดิม จึงรู้สึกสนใจเื่
ที่เธออยากปรึกษาทันที
เสิ่นลี่อิงเห็นว่าพ่ออารมณ์ดีและเปิดโอกาสที่จะรับฟังเธอแล้วจึงตัดสินใจพูดในขณะที่ทุกคนกินข้าวด้วยกันว่า
“หนูว่าจะตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยชิงหวาค่ะ”
เสิ่นลี่อิงตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดวางแผนไว้เบื้องต้นกับพ่อแม่ทันทีเธออยากให้ทุกคนในครอบครัวรับรู้เป้าหมายของตนเองพลางคิดว่าจะใช้วิธีให้สัญญากับครอบครัวเป็การกระตุ้นความตั้งใจของตนไปให้ถึงเป้าหมายได้
“หือ.....เลือกมหาลัยชิงหวาเลยหรือ?ผลการเรียนของลูกไม่เท่าไรเลยนะ”
สวีเหยียนพูดแย้งขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยที่ลูกสาวจะทุ่มเทการเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศซึ่งเป็สิ่งที่เป็ไปได้ยากยิ่ง แม้แต่นักเรียนที่เรียนเก่งอันดับหนึ่งของเมืองต้าเสิ้งยังไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาได้เลยจึงไม่อยากให้ลูกสาวต้องเสียใจที่ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป
อีกทั้งมีระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนถึง่สอบเกาเข่าฉะนั้นจึงไม่อยากให้ลูกผิดหวังในผลการสอบที่ไม่เป็ไปตามความคาดหมาย
ส่วนเสิ่นลี่คุนวิเคราะห์คำพูดของลูกสาวพลางตอบกลับอย่างแปลกใจในความคิดเกินตัวว่า
“นั่นสิ.....เรียนที่มหาลัยฉงชิ่งก็ได้ไม่ต้องฝันไปไกลขนาดนั้นหรอก”
เสิ่นลี่คุนกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของภรรยาเขาไม่อยากให้ลูกสาวฝันเกินตัวแล้วผิดหวังในภายหลัง
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่หยางพลันเงยหน้าขึ้นมาด้วยตาเป็ประกายเขากล่าวสนับสนุนความคิดของพี่สาวทันทีว่า
“ไปสิเจี่ยเจียผมอยากไปเที่ยวเมืองหลวงบ้าง”
เสิ่นลี่อิงกวาดสายตามองพ่อแม่อย่างเข้าใจเธอยิ้มน้อย ๆ พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“ไว้ให้หนูเอาคะแนนสอบประจำเดือนมาอวดก่อนละกันหากหนูสามารถสอบได้ลำดับต้น ๆ ของชั้นปีโอกาสที่หนูจะสอบเข้ามหาลัยชิงหวาก็เป็ไปได้จริงไหมคะ?”
เสิ่นลี่อิงตั้งใจที่จะใช้พรที่ขอมาเพื่อเรียนรู้และขีดเขียนอนาคตของตนเองใหม่เธออยากเป็คนเก่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตรวมทั้งสามารถเป็ที่พึ่งให้กับครอบครัวได้
“ให้มันจริงเถอะไปโรงเรียนกันได้แล้ว” เสิ่นลี่คุนไม่ได้พูดทักท้วงลูกสาวอีก
เขาเพียงแค่รอผลสอบประจำเดือนอย่างที่ลูกสาวพูดท้าทายไว้โดยมีความคาดหวังอยู่ในใจว่าลูกสาวจะสามารถปรับปรุงตัวเองให้เรียนเก่งขึ้นได้ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเหลือในการสอบประจำเดือนทุกสิ้นเดือนอีกไม่กี่วันก็ตาม
เสิ่นลี่อิงรีบกล่าวถึงอีกเื่ที่เธอคิดจะปรึกษาพ่อแม่ทันทีว่า
“ส่วนงานในสวนหนูอยากให้พ่อทำสวนแบบผสมผสานดีไหมคะ? หากผลไม้กับมันฝรั่งขายไม่ได้หรือบริษัทไม่รับซื้อจากสวนเรา พ่อจะทำยังไงคะ?หนูไม่อยากให้เราฝากความหวัง เื่ผลผลิตไว้กับบริษัทรับซื้อเพียงอย่างเดียว”
เสิ่นลี่คุนและสวีเหยียนชะวักไปทันทีที่ได้ยินคำเสนอแนะเกินตัวจากลูกสาวถึงแม้ลูกจะไปช่วยงานในสวนทุกวันหยุดก็ตาม ทว่าการบริหารงานภายในสวนนั้นลูกไม่เคยรับรู้ปัญหาอุปสรรคใด จึงสงสัยถึงที่มาของคำแนะนำนั้นจากลูกทันที
“เอ๋! อิงเอ๋อร์ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน?” เสิ่นลี่คุนสอบถามลูกสาวอย่างแปลกใจ
“พวกเราคุยกันไปตอนพ่อขับรถไปส่งโรงเรียนดีกว่าค่ะไม่งั้นเดี๋ยวหนูกับน้องได้เข้าโรงเรียนสายแน่”
เสิ่นลี่อิงเหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาติดผนังเธอพบว่าตอนนี้เป็เวลาเจ็ดนาฬิกาแล้วเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงที่ต้องเข้าห้องเรียนให้ทัน ฉะนั้นจึงคิดที่จะพูดคุยปรึกษากับพ่อระหว่างขับรถไปส่งโรงเรียนดีกว่า