สำหรับคนที่สองนั้นใช้เวลาเลือกอยู่นานหน่อย ในที่สุดก็ซื้อช็อกโกแลตโดยสั่งให้ห่อด้วยกระดาษสีชมพู
ผูกด้วยโบสีเดียวกัน แล้วยังประดับด้วยกล้วยไม้ผ้าไหมอีกด้วย
ขณะที่รับเงินจากเขามาใส่เข้าเครื่อง เอลิซาเบธอดลอบสังเกตลักษณะของผู้ชายคนนี้มิได้ เขาเป็คนที่มีคางกลมมนได้รูป มือทั้งสองข้างก็ประกอบด้วยนิ้วเรียวสวยเหมือนผู้หญิง แต่แสกผมแปลก ๆ ทำให้หน้าตาตลก
ไปได้ แถมแขนเสื้อนอกก็ยังยาวเกินความจำเป็ กางเกงตรงส่วนกันก็ห้อยย้อยไม่ได้เข้ารูปเข้าร่างอย่างที่ควรจะ
เป็เลย
พระเ้า..เธอครุ่นคิดอยู่ในเมื่อเขาเดินออกจากร้านไปแล้ว นี่เธอเริ่มฟังคำพูดของไลล่าแล้วเช่นนั้นหรือ...
ขอพระเ้าทรงประทานอภัยให้ด้วยเถิด ถ้าเธอจะยอมรับฟังคำแนะนำของน้องสาวช่างจำนรรจาคนนั้น...
เมื่อถึงตอนค่ำที่เธอ้าพักผ่อนอย่างสงบสุขที่สุด เธอก็น่าจะรู้ว่ามันเป็การขอที่มากเกินไป
เพราะเมื่อกลับถึงบ้านเธอก็พบกับสภาพที่นึกไม่ถึง
ขณะนั้นเมแกนลูกสาววัยแปดขวบ กับแมทวัยหกขวบกำลังอยู่กับมิสซิสอัลเดอร์พี่เลี้ยง
และทั้งสามคนกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนบ้า เอลิซาเบธดับเครื่องยนต์แล้วก็เปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว ผวาวิ่งออกไปยังสนามหลัง แน่ใจอย่างที่สุดว่าบ้านต้องเกิดไฟไหม้ขึ้นแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น...นี่มันเื่อะไรกัน...มีใครได้รับาเ็งั้นหรือ”
“เบบี้ค่ะแม่...” เมแกนสะอื้น “มันขึ้นไปติดอยู่บนต้นไม้”
“เราเรียกมันตั้งนานแล้ว แต่มันลงมาไม่ได้”
“มันขึ้นไปติดอยู่บนนั้นจริง ๆ แล้วนี่ก็มืดลงทุกทีแล้วด้วย”
“แม่ขา...ช่วยเอามันลงมาหน่อยสิคะ ได้โปรดเถอะ”
“อิฉันน่ะลองตั้งหลายครั้งแล้วนะคะ มิสซิสเบิร์คส์ ไม่ยังงั้นเื่มันก็คงไม่ยุ่งยากขนาดนี้เลย” มิสซัสอัลเดอร์แย่งพูดอีกคนด้วยเสียงที่ดังกว่าลูกทั้งสองของเธอ
เอลิซาเบธออกจะคลายใจไม่น้อยเมื่อร็ว่า แท้ที่จริงเหตุร้ายนั้น มันก็แค่ลูกแมวตัวหนึ่งขึ้นไปติดอยู่บนต้นไม้นั่นเอง ไม่มีใครถึงกับเืตกยางออก จะมีก็แต่เสียงพร่ำรำพันกับการร้องไห้ร้องห่ม เพราะสงสารลูกแมวเท่านั้น
“เอาละ...หยุดได้แล้ว ทุกคนนั่นแหละ” เธอร้องอย่างหงุดหงิด เมื่อทุกเสียงเงียบลง เธอก็ยังดุต่อว่า “เอะอะโวยวายอะไรกันก็ไม่รู้เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้เอง”
“แต่มันยังตัวเล็กเป็แค่ลูกแมวเท่านั้นนี่คะแม่”
“ใช่ แล้วมันก็กำลังกลัวมากด้วย ฟังเสียงร้องนั่นสิครับแม่” แมททำปากเบะราวจะร้องไห้ตามแมวไปด้วยอีกครั้ง
“เอาละ เราจะช่วยกันเอานังเบบี้ลงก่อนจะมืดค่ำ” เอลิซาเบธหันไปทางพี่เลี้ยง “มิสซัสอัลเดอร์คะ คุณจะช่วย...”
“อันที่จริงอิฉันก็อยากจะช่วยอยู่หรอกนะคะ มิสซัสเบิร์คส์ แต่ถ้าอิฉันไม่รีบกลับตอนนี้คงเข้างานรอบค่ำสายกว่าเวลามากทีเดียวละค่ะ แล้วนี่อิฉันก็ยังต้องไปแวะที่บ้านก่อนด้วย”
“ตายจริง...” เอลิซาเบธอุทานออกมาเบา ๆ เสียงร้องของลูกแมวตัวเมียที่ติดอยู่บนต้นซิคคะมอร์น่าสงสารนัก “งั้นก็รีบไปเถอะค่ะ มิสซิสอัลเดอร์ เดี๋ยวฉันจัดการทางนี้เอง”
“แหม...จริง ๆ แล้วอิฉันไม่อยากไปเลยนะคะนี่ อยากจะอยู่ช่วยคุณจริง ๆ เพราะก็รู้อยู่ว่า...”
“ฉันเข้าจค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้พบกันนะคะ”
พี่เลี้ยงที่จ้างให้มาอยู่เป็เพื่อนลูกออกจากบ้านไปแล้ว เอลิซาเบธมองตามหลังนางอย่างแสนเสียดาย ถึงอย่างไรการมีคนช่วยอีกสักคนก็ยังดี แม้ว่าผู้ช่วยจะเป็เพียงผู้หญิงแก่ ๆ คนหนึ่งก็ตาม
ความเป็ม่ายนั้นนอกจากจะทำให้สภาพจิตเสื่อมแล้ว ก็ยังอาจจะทำให้เสียสภาพทางสังคมได้อีกด้วย แต่บางครั้งมันก็ยังหนักหนากว่านั้นเมื่อไม่มีผู้ชายอยู่ในบ้านเลย และในเวลาอย่างนี้ ที่เธออดนึกโมโหจอห์นไม่ได้ ที่เขามาด่วนตายจากไป ทิ้งเธอไว้กับภาระความรับผิดชอบเื่ครอบครัวทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
แต่เมื่อถึงเวลาอย่างนี้อีกเหมือนกัน ที่เอลิซาเบธต้องกัดฟันจำทน พร้อมกับถามตัวเองอยู่ว่า...ก็ฉันมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ...ไอ้แมวบ้าตัวนั้นมันไม่ควรคิดว่าตัวเองจะบิดได้เหมือนนกขมิ้น แล้วยังแส่วิ่งขึ้นต้นไม้ให้คนยุ่งยากเล่นอีกด้วย
ขณะนี้เธอกับลูกทั้งสองต่างเข้าไปหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้พิจารณาหาทางแก้ไขปัญหากันอยู่
“แม่จะขึ้นไปบนต้นไม้หรือคะ”
“ผมว่าแม่ทำไม่ได้หรอกน่า” แมทตอบอย่างนึกรำคาญคำถามของพี่สาวที่แสดงความห่วงใยในตัวแม่ออกมา
“แม่ต้องขึ้นได้สิ” เอลิซาเบธฝืนยิ้มทั้งที่ไม่มั่นใจแม้แต่น้อย “แม่กับน้าไลล่าเคยแข่งกันขึ้นต้นไม้บ่อยไป”
“แต่น้าไลล่าบอกว่าเวลาขึ้นต้นไม้ทีไรแม่กลัวทุกทีนี่คะ...กลัวยิ่งกว่าแมวอีก” เมแกนว่า
“จริง ๆ แล้วแม่ไม่กลัวหรอก น้าไลล่าน่ะรู้ดีไปเสียหมดว่าไม่ว่าเื่อะไรเป็รู้ทั้งนั้น” เอลิซาเบธคำรามในใจ ว่าคราวหน้าถ้าเจอไลล่าจะเอาขวานฟันหัวให้แบะทีเดียว
“ผมว่าเราโทรศัพท์ไปกองดับเพลิงดีกว่า” แมทแสดงความคิดเห็น
“บ้าน่ะสิ” เมแกนตวาดใส่น้องชาย
เป็ครั้งแรกที่เอลิซาเบธปล่อยให้คำพูด “ไม่เพราะของเมแกนผ่านหูไป กันไปออกคำสั่งกับแมทว่า
แมทธิวไปเอาบันไดอะลูมิเนียมในโรงรถมาทีสิลูก เธอไม่อยากให้พวกลูก ๆ คิดว่าเธอเป็คนขลาด และแมทก็รีบวิ่งไปตามคำสั่งทันทีเหมือนกัน “แม่คงจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวจะ...”
“โอ...แม่ขา อย่าเพิ่งเลยค่ะ” เมแกนคว้าแขนเสื้อไว้ขณะที่เอลิซาเบธขยับจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน “แค่เบบี้เห็นแม่มันก็เงียบเสียงแล้ว ถ้าแม่เข้าบ้านมันจะต้องร้องอีกแน่เลย แล้วหนูก็คงทนไม่ได้...ทนไม่ได้จริง นะคะแม่”
หยาดน้ำตาหล่อรื้นขึ้นในดวงตาของลูกสาวซึ่งทำให้เอลิซาเบธใจอ่อนลง และมันก็เป็เวลาเดียวกันกับที่แมทแบกบันไดวิ่งกลับมา
“ผมว่ามันสูงไม่พอหรอกนะครับแม่”
“แต่ก็ช่วยได้มากทีเดียวละลูก” เธอปัดมืออย่างมาดหมาย “แม่จะขึ้นละนะ” เธอขยับบันไดเข้าไปใต้ต้นไม้ ก้าวขึ้นบันไดนั้นจนไปยืนอยู่บนแผ่นหน้า้า แต่ถึงกระนั้นก็ยังสูงกว่าพื้นดินไม่เท่าไรนัก และถ้าเขย่งเท้าก็พอเอื้อมถึงกิ่งล่างสุดของมันได้ เธอลองคำนวณอยู่ก่อนจะก้าวขึ้นเหยียบกิ่งล่างสุดนั้น
แมทะโตบมือยู่ที่พื้นดินด้านล่าง
“โอ้โฮ แม่ครับ...แม่เหมือนแรมโบ้ไม่มีผิดเลย”
“ขอบใจ” เอลิซาเบธตอบห้วน ๆ ขณะนี้ฝ่ามือเหนี่ยวอยู่กับกิ่งไม้แล้ว แต่ก็อดคิดไปถึงน้องสาวไม่ได้ ถ้าเป็ไลล่าป่านนี้ไม่เพียงแต่จด ๆ จ้อง ๆ แบบที่เธอกำลังทำอยู่ อาจจะคว้าลูกแมวแล้วก็ะโลงไปถึงพื้นดินโดยปลอดภัยแล้วก็ด้วยซ้ำ แต่ที่มันกำลังเกิดอยู่ขณะนี้ ลูกแมวก็ยังเกาะอยู่บนคาคบเดิมและยังอีกไกลนักกว่าที่เอลิซาเบธจะจับตัวมันได้
“หนูเห็นเปตติโค้ทแม่ด้วย” เมแกนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เสียใจด้วยนะ ก็มันช่วยไม่ได้จริง ๆ นี่ลูก” เอลิซาเธอรวบรวมกำลังใจก่อนจะเหนี่ยวตัวขึ้นบนคาคบไม้ เมื่อประสบความสำเร็จก็หยุดพักอยู่ตรงนั้น ลูกแมวเริ่มส่งเสียงร้องอีกแล้ว
“เร็ว ๆ สิคะแม่”
“นี่ก็รีบจะแย่อยู่แล้วนะ” เธอพูดเสียงขุ่น ก่อนจะค่อย ๆ ป่ายปีนขึ้นแบนกิ่งไม้ พยายามที่จะไม่ก้มลงมองพื้นดินเบื้องล่าง เพราะความสูงมักจะทำให้เธอเกิดความวิงเวียนได้เสมอ
ในที่สุดเธอก็ถึงเ้าลูกแมวตัวนั้น ค่อย ๆ พูดจา ปลอบโยน เมื่อเอื้อมไปจับตรงหน้าท้องยกตัวมันขึ้นจากคาคบ แต่การจะป่ายปีนลงจำเป็ต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากอีกเช่นกัน เมื่อลงมาได้ครึ่งทาง เธอก็ร้องเรียกลูกทั้งสอง
“แม่จะโยนเบบี้ลงไปจากตรงนี้นะลูก คอยรับให้ดีก็แล้วกันเมแกน...พร้อมหรือยังล่ะ”
“แม่แน่ใจหรือคะ”
“แน่ใจน่ะสิ พร้อมหรือยังล่ะ”
“พร้อมแล้วค่ะ” เมแกนตอบไม่เต็มเสียง