“คุณชื่อเปียกปูนเหรอ” เสียงกระซิบกระซาบถามวิญญาณหญิงร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ใช่ ฉันชื่อเปียกปูน ฉันเป็นหมา” ทีปกรนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ตนได้ยิน วิญญาณที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เป็นสุนัข
“อย่าเพิ่งอึ้งไปคุณ รีบเข้าไปหารุ้งเร็วเข้า” เมื่อเจ้านายแสนรักอยู่ตรงหน้า ต้องทำยังไงก็ได้ให้เธอรับรู้ว่าวิญญาณของเปียกปูนอยู่ตรงนี้ เปียกปูนจึงดันทีปกรให้เข้าไปหารุ้งใกล้ ๆ แต่พยายามเท่าไรก็ไม่เป็นผลเมื่อร่างที่โปร่งแสงของตนทะลุตัวทีปกรออกไปด้านหน้า
“นี่เราคุยกับวิญญาณหมาจริงเหรอวะเนี่ย” ทีปกรบ่นพึมพำกับตนเอง ก่อนที่จะรู้ตัวว่ามีวิญญาณทะลุร่างของตน
“โอ๊ย…พอได้แล้วคุณ ผมขนลุกไปหมดแล้ว” เสียงกระซิบกระซาบบอกเปียกปูนให้หยุดการกระทำนี้ ก่อนจะลูบแขนที่สแตนด์อัปของตัวเองให้หุบลง และเดินเข้าไปหารุ้งตามที่เปียกปูนต้องการ
“ขอโทษนะครับ คุณรุ้งใช่ไหมครับ คุณกำลังตามหาหมาตัวสีดำใช่ไหม” ทีปกรเอ่ยขึ้นในขณะที่รุ้งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ตามหาสุนัขแสนรักตามใต้ท้องรถ
“ใช่ค่ะ คุณรู้ได้ยังไง” คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยในตัวของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า
“เอ่อ… คุณกลับบ้านเถอะครับไม่ต้องหาแล้ว หมาของคุณตายแล้วครับ” ทีปกรหันไปมองเปียกปูนอีกครั้งและพูดตามในสิ่งที่เปียกปูนต้องการ มือที่สั่นเทาของรุ้งกำไฟฉายจนแน่น แสดงถึงความรู้สึกโกรธก็ถาโถมเข้ามาภายในจิตใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดออกมา แววตาแข็งกร้าวขัดกับใบหน้าที่อ่อนหวานแสดงออกมาอย่างชัดเจน
“ถ้าคุณจะมาพูดอะไรไร้สาระแบบนี้ก็ไปซะ ฉันจะตามหาหมา” รุ้งพูดขึ้นก่อนที่จะหันกลับไปตามหาสุนัขแสนรักอีกครั้ง
“หมาของคุณหายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายใช่ไหมครับ เขาเป็นลมชักจมน้ำตายไปแล้ว” ทีปกรตะโกนออกมาตามคำพูดที่เปียกปูนได้บอกอยู่ด้านข้าง ซึ่งประโยคเหล่านั้นทำให้รุ้งถึงกับหยุดชะงักทันทีและหันมามองชายหนุ่มร่างบาง…เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นรู้ว่าเปียกปูนหายไปช่วงบ่ายและมีโรคประจำตัวนอกจากครอบครัว หรือว่าเขาจะพูดเรื่องจริง…
“คุณใจเย็น ๆ ก่อน สิ่งที่ผมพูดต่อจากนี้มันอาจจะฟังดูบ้า ๆ แต่ผมอยากให้คุณลองฟังดูก่อนนะครับ” ทีปกรนิ่งเงียบสักครู่ก่อนที่จะพูดต่อ “วิญญาณของเปียกปูนอยู่ตรงนี้ เธอมาขอให้ผมช่วยพามาหาคุณ เธอเล่าให้ฟังว่าเธออยู่กับคุณมาตั้งแต่เด็ก โรคประจำตัวของเขาคือลมชัก เธออยากบอกให้คุณรู้ว่าเธอรักคุณมาก ไม่ต้องตามหาเธอแล้วป่านนี้ร่างของเธอคงลอยน้ำไปไกล สาเหตุที่เธอตายเพราะว่าโรคลมชักกำเริบในระหว่างที่ยืนอยู่ริมเขื่อนและตกน้ำไป เธอไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จนลมหายใจสุดท้ายเธอก็คิดถึงคุณ”
คำพูดของเปียกปูนที่ส่งผ่านทีปกร ทำให้รุ้งถึงกับทรุดตัวลงร้องไห้กับพื้น หยดน้ำตาร่วงลงพื้นเม็ดแล้วเม็ดเล่า เมื่อนึกถึงการจากไปของสุนัขแสนรัก เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นทำคนฟังถึงกับสงสารน้ำตาคลอ
วิญญาณของเปียกปูนทรุดตัวลงกอดรุ้ง เจ้านายที่ตนรักมากที่สุดในชีวิต พลังงานแห่งความรักแผ่ซ่านออกมาทำให้รุ้งได้รับรู้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้น
“ทั้งชีวิตของฉันมีแค่เธอ ขอบคุณนะที่รักฉัน แล้วก็ออกตามหาฉัน ฉันจะคิดถึงเธอตลอดไป” ทีปกรพูดผ่านคำพูดของเปียกปูนอีกครั้ง ทำให้รุ้งร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม
“ไม่… ฮือ ๆ” มือเรียวบางปิดใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของตนเอาไว้ ด้วยความอาลัยรักที่มีต่อสุนัขสีดำที่ชื่อว่าเปียกปูน
“ฉันไม่รู้ว่าแกจะจมน้ำ ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าฉันจะไม่ไปไหน ฮือ…” เสียงสะอึกสะอื้นพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต ดั่งฟ้าจะทลายลงมาให้ได้ เปียกปูนจูบไปยังศีรษะของรุ้งด้วยความรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะยืนขึ้น และพยักหน้าให้กับทีปกร
“คุณกลับบ้านเถอะ ดึกแล้วมันอันตราย” ชายหนุ่มพยายามประคองรุ้งให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณนะ” รุ้งกล่าวกับทีปกรก่อนจะเดินจากไปทั้งน้ำตา
“รุ้งคงเสียใจน่าดู แต่เธอเป็นคนเข้มแข็ง เธอจะผ่านมันไปได้” เปียกปูนมองรุ้งจากด้านหลังด้วยแววตาแห่งความอาลัยรักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ยมทูตจะปรากฏกายขึ้นพร้อมเชือกโปร่งแสงเส้นเดิม พร้อมโยงมัดข้อมือของเปียกปูน
“ขอบคุณนะ” เมื่อเปียกปูนกล่าวกับทีปกรจบ ร่างโปร่งแสงและยมทูตก็หายวับไป เหลือไว้เพียงกลิ่นอายของความรักระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง