วันรุ่งขึ้นหลินอู๋เฉินก็บอกให้เฉินฟู่จิ้งมาที่บ้าน แล้วมอบยารักษาให้กับเธอ ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้รักษาตัวที่นี่เพราะพลังฟ้าดิน
มันเป็นครั้งแรกที่ซ่งจื่อจิงได้เห็นหน้าผู้มาใหม่
หลังจากพิจารณาผ่านสายตาไม่กี่ครั้ง เธอก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่ายายนี่เป็นเพียงคนใกล้ตายเท่านั้นไม่ถือเป็นภัยคุกคามเหมือนกับเย่หลิงหรือภรรยาปลอมๆ ของเขาที่อยู่ในฉู่หลง
สำหรับเฉินฟู่จิ้ง ซ่งจื่อจิงคือตัวตนสูงส่งไม่สามารถมีปากมีเสียงได้ ดังนั้นแม้จะรับรู้ถึงสายตาไม่เป็นมิตร ก็จะทำเพียงมองไม่เห็น แล้วยิ้มตอบไปอย่างเป็นธรรมชาติ
….
จากนั้นคุณหนูซ่งไปส่งหลินอู๋เฉินที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด
“ที่รัก ทำไมคุณถึงนั่งรถไฟแทนที่จะขับรถไปล่ะคะ” เธอถาม เพราะมองว่าการนั่งบนรถไฟเป็นสิ่งเลวร้าย
ไหนจะต้องพบผู้คนจำนวนมากระหว่างเดินทาง ความส่วนตัวไม่ค่อยมี แม้จะอยู่ในที่นั่งพิเศษก็ตาม
“บ้านเกิดของฉันคือเมืองโต่วโจว มันค่อนข้างไกลเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์ ดังนั้นฉันเลยคิดว่าพักผ่อนระหว่างเดินทางด้วยรถไฟจะดีกว่า” ชายหนุ่มตอบในขณะที่ยืนอยู่บนชานชาลา
“งั้นฉันจะส่งคนขับรถมาให้ก็ได้นี่นา ในตระกูลซ่งขอแค่คุณเอ่ยปาก แม้แต่คุณปู่ก็ยังต้องทำตาม มันเป็นเรื่องง่ายและเข้าใจได้” ซ่งจื่อจิงในตอนนี้ได้รับการดูแลจากหลินอู๋เฉิน จึงมองภาพรวมเกี่ยวกับตระกูลได้ไม่ยาก
ยิ่งได้เห็นวิธีการของคุณปู่ ก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าคุณหลินมีผลต่อการตัดสินใจ และมีอิทธิพลในตระกูลซ่ง
“ไม่ต้องหรอก ฉันแค่อยากจะผ่อนคลายด้วยการทบทวนเรื่องเก่าๆ”
เขายกมือขึ้นมาลูบผมของเธอ ในขณะเดียวกันรถไฟฟ้าขบวนสีขาวก็แล่นเข้ามาจอด
“เอาล่ะดูเหมือนว่าจะถึงเวลาแล้ว ฉันจะไปแค่ 1 สัปดาห์เพราะงั้นฝากดูแลวิลล่าด้วยล่ะ”
ซ่งจื่อจิงเชื่อฟังคำสั่งเป็นเด็กดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไร้เดียงสาหรือเป็นดังสาวน้อย
ก่อนเขาไปเธอได้โผลเข้าจูบดูดดื่ม ชนิดที่ว่าปากแทบไม่อาจแยกจากกันได้ ทำเอาคนในชานชาลาหยุดเดินแล้วหันมามองด้วยความอิจฉาตาร้อน
ชายหนุ่มโบกมือลาแล้วเดินเข้าไปข้างในตู้โดยสาร ที่นี่มีที่นั่งแบบประหยัด แบบกลางและราคาแพงสุด
ราคาแพงคุณสามารถเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนั้นยังมีเตียงสำหรับนอน ค่าโดยสารราว 1000 หยวน เมื่อก่อนเขาคงนั่งแบบประหยัดเพราะมองว่ามันแพง แต่ตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นปัญหา
ไม่นานหลินอู๋เฉินก็พบกับหมายเลขที่นั่งตามตั๋วโดยสารที่ตนซื้อ
เขาเดินทางตัวเปล่า โดยสิ่งของทั้งหมดได้เก็บไว้ใน'ถุงต่างมิติ'
ระยะทางระหว่างทั้งสองเมืองค่อนข้างมาก อย่างน้อยก็ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง มันเป็นการยากที่จะนั่งด้วยระยะเวลานานขนาดนั้น ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกนอนหรือไม่ก็เพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่ทางสถานีจัดเตรียมให้
หลังจากนั่งลง หลินอู๋เฉินก็เข้าไปใน'เว็บเทพบรรพกาล'เพื่อซื้อรถยนต์
กลับบ้านไปทั้งทีเขาก็ไม่อยากจะเดินหรือขึ้นรถโดยสารหรอก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต้องหารถสักคันดีๆ ไว้ขับขณะอยู่ที่นั่น
โดยเขาได้เพิ่มที่อยู่ในการจัดส่งเข้ามา
ระยะเวลาขนส่งคือ 2 วัน ซึ่งก็ถือว่าไม่นาน พรุ่งนี้ก็น่าจะมาถึงแล้ว
จัดการเสร็จเขาได้ปรับเบาะเป็นเตียงนอน ในขณะเดียวกันรถไฟก็กำลังวิ่งออกจากชานชาลา
…..
ห้องถัดไปจากที่หลินอู๋เฉินอยู่ มีผู้หญิงใบหน้างามงดคนหนึ่งกับชายวัยกลางคน
ท่าทางของเขาดูไม่สู้ดีนัก อยู่ในชุดจีนโบราณ ผมเผ้าเป็นสีขาว อายุอานามก็มากแล้วแทบจะไม่มีแรงเดิน แต่นัยน์ตาคู่นั้นยังทอแสงแววโรจน์
“คุณปู่คะ การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างไกลจากเมืองจูซาน ถ้ายังไงพักผ่อนเถอะค่ะ อีกประมาณ 4 ชั่วโมงเราก็จะถึงโต่วโจว จะได้พบกับลุงเล่ยแล้วไงคะ” หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเกลี้ยกล่อมด้วยความเป็นห่วง
ไป๋หงหลี่ลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย จ้องหน้าหลานสาว แม้ใบหน้าจะเหี่ยวย่นแต่รอยยิ้มและการแสดงออกของเขากลับเต็มไปด้วยอำนาจลึกลับ
“ปู้อี้ ปู่ไม่เป็นไรหรอก การเดินทางทั้งวันหรือสองวันโดยไม่พักก็ไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ที่นั่นมีสิ่งที่ปู่ต้องการ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...”
หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าการเกลี้ยกล่อมของเธอจะไม่เป็นผล
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่คุณปู่ต้องไม่ลืมว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความลับ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ ดังนั้นแล้วการพักผ่อนก็ถือเป็นเรื่องที่สมควร หากมีใคร...”
“พวกกลุ่มอ๋าวหลงเหรอ...”
เมื่อพูดถึงกลุ่มอ๋าวหลง ใบหน้าของหญิงสาวดูจะซีดเซียว มีความกังวลใจหลายส่วนประดับบนใบหน้า
“ใช่ค่ะ พวกเขาคือกลุ่มทรงอำนาจที่อยู่ๆ โผล่ออกมาจากที่ไหนไม่รู้ แม้ว่าตอนนี้ตระกูลเราและหยางจะคานอำนาจกันอยู่ ทำให้พวกเขาไม่กล้าลงมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”
ชายชรามองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำเสียงเคร่งขรึมเล็กน้อย “ขอแค่พบกับไฟอมตะ ปู่ก็จะพ้นคอขวดและก้าวขึ้นสู่ขั้นถัดไปเป็น'ราชายุทธ'ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จึงสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวตนเล็กจ้อยแบบนั้นจะทำอะไรปู่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกังวล เวลานี้เราควรจะชื่นชมทิวทัศน์นอกเมืองกันดีกว่า”
ไป๋ปู้อี้พยักหน้าเห็นด้วย
การเดินทางครั้งนี้สำหรับเธอก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน
หนีจากเมืองใหญ่ เดินทางเข้าไปในหุบเขาและลำธาร สัมผัสกับธรรมชาติและรับรู้ถึงจังหวะชีวิต นั่นจะทำให้เธอบรรลุขั้นตอนของวิถีดาบได้ง่าย
..........
ในขณะเดียวกัน ณ โรงแรมจักรพรรดิ
คนที่อยู่เบื้องหน้าซูฉางผิงคือเจ้าของที่แท้จริงของสำนักซู ซูถงเหมินที่เคยพ่ายแพ้หลินอู๋เฉินนั่นเอง
เนื่องจากมีคนต้องการชีวิตของหลินอู๋เฉิน ซูฉางผิงจึงเรียกคนที่คุ้นเคยกับเมืองชุนเหลียนมาที่นี่เพื่อถามว่าเขาพักอาศัยที่ไหนบ้าง มีที่ไหนที่ไปบ่อยๆ ไหม
แม้จะกล่าวว่าอำนาจหลักๆ ของสกุลซูอยู่ในหยูโจว แต่ไม่ได้หมายความว่าในเมืองอื่นๆ จะไม่มีเครือข่าย ดังนั้นข้อมูลของเขาจึงหาได้ไม่ยากผ่านซูถงเหมินที่คุ้นเคยกับที่นี่
ซูถงเหมินที่นั่งอยู่ไม่กล้าส่งเสียงต่อหน้าผู้อาวุโสสูงสุด เขามีอายุมากกว่าอีกฝ่ายและเรียกได้ว่าเป็นลุง แต่อนิจจาลำดับผู้อาวุโสในตระกูลเรียงลำดับตามความแข็งแกร่ง
เช่นซูฉางผิงที่แข็งแกร่งที่สุด!
“ผู้อาวุโส ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนตกปลาจะเดินทางมาถึงเมืองชุนเหลียนแล้ว แต่ว่าเขาคาดกับคุณหลินที่ขึ้นรถไฟกลับบ้านเกิด ตอนนี้คงกำลังเดินทางไปที่ป่านหลงวิลล่า” ซูถงเหมินบอกสถานการณ์ให้หล่อนได้รับฟัง
เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเพราะไม่ค่อยได้กลับไปนาน
แต่ที่รู้ๆ คือผู้อาวุโสสูงสุดได้ปกป้องหลินอู๋เฉิน
นั่นหมายความว่าหลังจากนี้อาจมีการเคลื่อนไหวภายในครั้งใหญ่ที่ตระกูล
ฉากนองเลือดที่กำลังเกิดทำเอาซูถงเหมินหายใจไม่ทั่วท้อง
“คนที่ไม่รู้จักคำว่าตาย งั้นก็ควรๆ ตายไปซะ กล้าดียังไงส่งคนมาฆ่าเขา สงสัยหลังจากจัดการกับคนตกปลาฉันคงต้องเดินทางกลับไปหยูโจวซะหน่อย”
แม้จะเป็นน้ำเสียงที่เรียบเฉยจากซูฉางผิง แต่ผู้รับฟังอย่างเขากลับหนาวลึกลงกระดูก
.....................
ภายในเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ชายในชุดคลุมเก่าๆ มองท้องฟ้าที่กำลังมีฝนพรำลงมา
ร่างของเขาเปรียบดังท่อนไม้เก่าๆ ที่ใกล้ตาย ทว่าน่าแปลกที่น้ำฝนเหล่านั้นไม่สามารถก้ำกรายเข้ามาในร่างกาย คล้ายกับมีพลังที่มองไม่เห็นเบี่ยงเบนทิศทางของมันให้ออกไป
“ท่านอาจารย์ นี่มันก็หลายเดือนแล้วที่ศิษย์น้องลงไปจากภูเขาเพื่อตามหาหยางจื่อ ผมคิดว่ามันอาจจะเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นที่นั่น เพราะฉะนั้นได้โปรดอนุญาตให้ผมลงจากเขา เพื่อหาทั้งสองคนด้วยเถอะครับ”
ถ้าหากหยางลู่ซือได้เห็นหน้าทั้งสองคน ความทรงจำเก่าๆ คงกลับมาในเร็ววัน
นี่คืออาจารย์และศิษย์พี่ พวกเขาเปรียบดังครอบครัวของเธอ
ชายในชุดคลุมเก่าๆ หันหน้ากลับมา ก้มมองลูกศิษย์คนโตด้วยอารมณ์แปรปรวน
นานแล้วที่เขาละทางโลก โบกมือลาตระกูลอันยิ่งใหญ่และอาศัยอยู่ในป่าเขา ฝึกเด็กกำพร้าทั้ง 3 คนจนกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ
กาลเวลาที่ผันผ่านทำให้ทุกคนสนิทกันดังครอบครัว แม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่ทุกคนรับรู้ได้จากสัญชาตญาณ
เนิ่นนานเขาจึงได้เอ่ยปาก หลังจากที่ตัดสินใจได้ “ก็ได้ ลงไปจากภูเขาแล้วหาตัวทั้งคู่ให้เจอ”
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์”
“อ้อ...หากมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับทั้งสองคน ให้รีบกลับมาที่นี่ทันที”
“อาจารย์ ทั้งคู่มีกำลังภายในกล้าแกร่ง ยากที่จะตกอยู่ในอัตราย...”
“ทำตามที่อาจารย์บอก!”
“ครับ” หยางค้งท้งร้องตอบ
วันนั้นเขาเก็บเสื้อผ้าใส่ลงไปในถุงย่ามเก่าๆ รอจนกระทั่งฝนซาจึงเดินทางลงจากหุบเขา
ตอนนี้จึงเหลือเพียงชายในชุดคลุมสีขาวเพียงคนเดียว ทว่าตอนนั้นเองเสียงหนึ่งกลับดังขึ้น
“มันจะแย่เอานะ หากพวกเขาต้องพบกับอันตราย ความพยายามของนายที่ผ่านมาจะถือว่าสูญสลายไปกับสายลม ต้องกลับไปเริ่มใหม่ด้วยเด็กสามคน แบบนั้นมีหวังแย่แน่ นี่...รีบๆ ลงจากเขาแล้วไปจับเด็กมาสิ จากนั้นก็จะได้...”
“หุบปาก!” เสียงของชายในชุดคลุมขาวคำรามกร้าว บรรยากาศอันน่าพรั่นพรึงกำจายไปโดยรอบ
อีกเสียงหนึ่งที่ชวนคุยก่อนหน้าหัวเราะขบขัน ก่อนจะเงียบไปในที่สุด