ทุกสายตาต่างจับจ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง ผู้ใดก็ต่างคิดว่ามันผู้นี้คงบ้าหรือไม่ก็เสียสติ
“แต่ก่อนที่พวกเราจะไปถึงจุดนั้น คุณจะรับประกันได้ยังไงว่าทางฝั่งคุณจะปล่อยพวกเราถ้าหากพวกเรายอมแพ้น่ะ ?”
กวีเริ่มเปิดฉากจู่โจมมิใช่ด้วยท่วงท่าการต่อสู้แต่ด้วยวาจา
ทว่าซีซ่ากลับมิอาจคาดเดาได้ว่าศัตรู้าสิ่งใดกันแน่
.
< เ้าเด็กบ้านี่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาก็เพื่อพูดเื่พรรค์นี้เนี่ยนะ นี่มันกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ? >
.
เขามิอาจเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย ต่อให้เป็คนไม่รู้จักคิด ทว่ากับเด็กหนุ่มคนนี้กลับแตกต่างออกไป ทุกถ้อยคำล้วนถูกไตร่ตรองมาเป็อย่างดี ทั้งอากัปกิริยาและท่าทางที่มั่นอกมั่นใจ รอยยิ้มที่เผยขึ้นก็ปราศจากความกลัวจนมิอาจแยกออกว่ามันบ้าหรือฉลาดกันแน่
แต่แล้วมุมปากของซีซ่ากลับยกขึ้นเป็ริ้วพร้อมกล่าวว่า
“ต้องขอโทษที่ต้องตอบเช่นนี้ พวกข้าไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันทั้งนั้น แต่ข้าเองก็ไม่คิดจะโทษแกหรอกเ้าหนู คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าข้าที่กำลังเล็งปากกระบอกปืนไปที่หัวของแกจะไม่ลั่นไกล แต่สุดท้ายข้าก็ขอยืนยันคำเดิม วัตถุประสงค์เดียวของพวกข้าคือการนำตัวองค์หญิงแอนนากลับไป”
ต่อหน้าศัตรูที่ยังมีความลังเล ตัวซีซ่าย่อมรู้ดีว่าเขามิอาจทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่น
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายกวีกลับรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดพวกมันจึงไม่บุกเข้ามา พวกมันคือกลุ่มโจรผู้ปล้นฆ่าเป็ชีวิตจิตใจ แล้วไฉนมันจึงยินยอมรับฟังคำขออันน่าสงสัยที่เขาพึ่งเอ่ยไป
“เช่นนั้นก็หมายความว่าต่อให้พวกเราจะยอมแพ้ พวกคุณก็ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยของพวกเราได้ และต่อให้เป็แบบนั้น ตัวคุณก็ยังยืนกรานให้พวกเราละทิ้งอาวุธไปซะ คุณจะบอกแบบนั้นใช่ไหม?”
กวียกยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมเอ่ยพูดกับซีซ่า
“ตามนั้น”
ตัวซีซ่าเองก็ตอบรับและเปล่งวาจาโต้ตอบกับเขาอย่างเถรตรง
บรรยากาศพลันเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้งเมื่อเสียงสนทนาสิ้นสุดลง
มุมปากของกวีเริ่มขยับยกขึ้นสูงอีกครั้ง แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเสียงว่ากล่าวของเขาก็จึงดังกู่ก้องติดตามมา
“ดูเหมือนคุณจะลืมไปนะครับว่าทางนี้เองก็มีคุณโอเกอร์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่งเลยนะครับ”
พลันได้ยินถ้อยคำว่ากล่าวของกวี ดวงตาของซีซ่ากลับเบิกกว้างพร้อมมีหนึ่งความคิดได้ผุดมาในหัวของเขา
.
< เข้าใจล่ะ เ้าเด็กนี่มันพยายามจะทำให้เราไขว้เขว มัน้าข่มเราในเื่ของคุณภาพนี่เอง >
.
แม้ว่าเขาจะตระเตรียมแผนการมาเป็อย่างดี ทว่าตัวซีซ่าย่อมรู้ถึงความเสี่ยงที่ตนจำต้องแบกรับ
เื่จำนวนมิใช่เป็ปัจจัยเดียวในการกำหนดทิศทางของสนามรบ ในเื่ของพลังก็มีส่วนชักจูงให้รูปการณ์แปรเปลี่ยนไป
ยามนี้ในใจของซีซ่าเริ่มมีความลังเลก่อตัวขึ้นมา ระหว่างเขาและโอเกอร์ยังมิอาจเทียบเคียงกันได้ในเื่ของทักษะและพลัง
.
< เ้าหนูนี่มันคิดอะไรอยู่กันแน่ นี่มันแค่้าแค่จะข่มขวัญเรางั้นรึ ในเมื่อมันกล้าเสี่ยงเข้ามาทั้ง ๆ ที่สามารถถูกยิงได้ทุกเมื่อ แต่ก็พูดว่ามันบ้าไม่ได้ เพราะเราเองก็เริ่มเสียขวัญกำลังใจขึ้นมาแล้วจริงๆ >
.
ซีซ่าครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้มากมายร้อยแปด ซึ่งหากเป้าหมายของกวีคือการข่มขวัญพวกมันจริง เช่นนั้นการกระทำของเขาก็นับว่าประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
ก็หากว่ามันมีแค่นั้นจริง
ซีซ่าได้สลัดความคิดแรกและจึงเริ่มต้นคิดใหม่
.
< ไม่สิ หากลองคิดดูให้ดี เริ่มต้นจากประโยคแรกที่มันพูดขึ้นมา สิ่งเดียวที่เราทำก็คือรับฟังเท่านั้น หรือว่ามัน้าซื้อเวลา แต่จะทำไปเพื่ออะไรกันล่ะ ? >
.
หลากหลายความคิดได้ผสมปนเปกันอยู่ในหัวของเขา บางสิ่งยังแลดูคลุมเครือ จะต้องมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ในการกระทำทั้งหมดของกวี
ในขณะเดียวกัน โอเกอร์ยังคงเฝ้าลุ้นผลลัพธ์เช่นเดียวกันกับทุกคน
เพียงแต่ว่า กลับมีเพียงแค่แอนนาเท่านั้นที่มิได้สนใจกวี ดวงตาของเธอยามนี้ได้ปิดสนิทลงมิได้จ้องมองสิ่งใด
ท่ามกลางท้องทะเลทรายอันเงียบสงัด กวีและซีซ่ายังคงจ้องมองไปที่กันและกัน
แต่แล้วกลับปรากฏรูปลักษณ์ของชายคนหนึ่ง มันผู้นั้นวิ่งตรงเข้ามาหาซีซ่าจากอีกกลุ่มที่อยู่รอบนอก
มันปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสีดำ ในมือมีกิ่งไม้คล้ายเสาอากาศขนาดเท่าไม้เรียว
เมื่อมาถึง มันได้ยื่นหน้าเข้าหาซีซ่า แม้มิอาจมองเห็นปาก ทว่าจำต้องส่งเสียงกระซิบเพื่อบอกบางสิ่งให้แก่ซีซ่าได้รับรู้
ชายผู้นั้นวิ่งกลับไปยังที่ของมัน แต่แล้วบนใบหน้าของซีซ่ากลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
“ท่านกวี รีบหนีไปซะ !!”
แอนนาได้ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน สีหน้าของเธอช่างแลดูตื่นตระหนก ไม่นานเธอเร่งลุกขึ้นยืนพร้อมเปล่งเสียงะโดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
ดวงตาของกวีจดจ้องไปยังอสูรร้ายที่อยู่ตรงหน้า จิตสังหารที่แผ่ขยายเป็วงกว้างล้วนมุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียว
“เ้าหนู นี่แกคิดจะเล่นตุกติกรึ ?”
ร่างกายของกวีสั่นเทาเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของซีซ่า ทุกสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปล้วนสูญเปล่า
แต่แล้วมือขวาของมันได้ชูขึ้นอยู่เหนือศีรษะ พร้อมริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและจึงเปล่งเสียงะโดังลั่น
“พวกแกทุกคน จนกว่าข้าจะบอกให้ยิง ห้ามใครก็ตามลงมือทำสิ่งใดหากข้าไม่สั่งเป็อันขาด”
ซีซ่ามองมาพร้อมเผยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยเลศนัย ไม่รู้ว่ามัน้าสิ่งใดจึงยังคิดไว้ชีวิตเขา ความคิดของมันช่างซับซ้อนแยบยลยากเกินจะคาดเดา
“ดูเหมือนว่าเราจะมาได้เท่านี้สินะ” กวีหัวเราะแห้งๆ ทว่าสีหน้ากลับแลดูสิ้นหวัง
แผนการของเขามิได้ซับซ้อน กวีเพียง้าเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมันให้หยุดอยู่ที่เขา เหตุผลก็เพื่อยื้อเวลาจนกว่าทักษะของแอนนาจะกลับมาใช้การได้อีกครั้ง
เมื่อเ้าค้างคาวตัวน้อยโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา เป้าหมายก็คือการขอความช่วยเหลือจากเหล่านักเดินทางกลุ่มอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง
ทว่าทุกสิ่งกลับมิได้เป็ไปดังที่พวกกวี้า
“ข้าจะบอกให้ก็ได้” เสียงของซีซ่าพลันดังขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงความจริง “ในกลุ่มของพวกเราจะเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่มีสมุดนิทาน หนึ่งคือตัวข้า และสองก็คือเ้าคนที่พึ่งเดินเข้ามาหา ทักษะของมันคือการตรวจสอบการไหลเวียนของพลังในพื้นที่รอบตัว แน่นอนว่าทักษะ ‘นกน้อย’ ขององค์หญิงก็ไม่เว้น”
กวีเหลียวมองกลับไปหาแอนนา สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือภาพของเธอที่ยามนี้กำลังร่ำไห้
“ชั้นขอโทษ ชั้นขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
แอนนาเอาแต่โทษตัวเอง ความสามารถของเธอควรจะเป็ความหวังเดียวของพวกเขา ทว่าตัวเธอกลับทำมันพังทลายจนเหลือชิ้นดี
สีหน้าของเหล่าทหารเหี่ยวเฉาราวกับใบไม้ในยามย่างเข้าสู่ฤดูหนาว พร้อมกับประกายแสงแห่งความหวังดวงสุดท้ายได้มืดดับลงในท้ายที่สุด
ถึงกระนั้นซีซ่ากลับยังคงมิได้ปล่อยวาง
.
< ทำไมองค์หญิงแอนนาถึงกล้าส่งเ้าหนูนี่มาคนเดียว แต่ไม่ว่ามันจะเป็เพราะเหตุใด ทว่าตัวเธอคงจะไว้ใจในตัวมันพอสมควร >
.
แท้จริงแล้วซีซ่ามิได้้าฆ่าใครดังที่เขาได้กล่าว ทว่าความซื่อสัตย์ที่เหล่าทหารมีให้แก่แอนนาช่างมีมากล้น พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งเดียวที่รอคอยจะมีเพียงความตายที่ไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีก
“จริงสิ ทำไมเราไม่รีบนึกให้ออกเร็วกว่านี้กันนะ !!”
เสียงของซีซ่าดังก้องกังวานในฉับพลัน เรียวปากบางเม้มเข้าหากันเป็รอยยิ้มบาง ๆ แฝงเล่ห์ร้าย
.
< ในเมื่อพวกมันไม่คิดจะยอมแพ้ เช่นนั้นเราก็ต้องมอบข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้แก่พวกมันซะ !! >
.
ไม่ว่ามันจะคิดสิ่งใดอยู่ในหัว ย่อมไม่มีทางที่มันจะเป็เื่ดี
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของกวี
สีหน้าของเขายามนี้ได้แสดงออกมาถึงความสิ้นหวัง มุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ หากแต่ว่ามันช่างเหี่ยวเฉาราวกับไม้ดอกผลัดใบ
“ไม่ได้สินะ..”
ความสิ้นหวังได้แผ่ขยายเข้าบดบังดวงตาของกวี ในขณะที่หลายสิบกระบอกปืนกำลังจดจ่อมาที่เขา บริเวณรอบกายก็มีเพียงทะเลทรายอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งทางหนี ไร้ซึ่งสถานที่กำลัง สิ่งเดียวที่เฝ้ารออยู่กลับมีเพียงความตาย
แต่แล้วเสียงของซีซ่ากลับดังก้องกังวานขึ้นมาในฉับพลัน หรือนี่จะเป็ประกาศิตสั่งตายที่จักพรากชีวิตของเขาให้สิ้นลง
“เ้าหนู ข้านับถือในความแน่วแน่และกล้าหาญของแก เพราะฉะนั้นข้าจะยอมให้โอกาสสักครั้ง เอาแบบนี้เป็ไงล่ะ แกจะต้องโค่นสองนักสู้ที่ข้าเลือก หากแกทำได้ พวกข้าจะล่าถอยและไม่คิดที่จะเข้าใกล้ค่ายพักแรมของพวกแกอีก”
กวีหยุดชะงักเพราะความตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเขากลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้พร้อมกับกล่าวว่า
“ไอ้เวรนี่ คิดจะมาไม้นี้นี่เอง !!”
บนใบหน้าของโอเกอร์ฉายแววความโกรธ เขาเร่งลุกขึ้นยืนเพราะความเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เสียงของเขาพลันถูกเปล่งออกไปดังก้องกังวานประหนึ่งว่าเป็เสียงฟ้าผ่า
“เ้าขี้ขลาด ท่านกวียังเป็แค่เด็ก เพราะฉะนั้นชั้นจะเป็คนสู้เอง !!”
ได้ยินเช่นนั้น ซีซ่าจึงชี้นิ้วไปที่ยักษาสีครามพร้อมสายตาคมกริบดุดันที่จ้องมองไป
“หุบปากไปซะโอเกอร์ ถ้าแกกล้าออกมาจากประตูทางเข้าแม้แต่ก้าวเดียว เมื่อนั้นข้าจะสั่งให้ทุกคนบุกเข้าไปในทันที”
คำสั่งของเขาถือเป็คำขาด โอเกอร์จึงกำหมัดแน่นและรู้สึกด้อยค่าตนเองเพราะมิอาจทำอะไรได้
แผนการของซีซ่านั้นเรียบง่าย ไม่ว่าจะยอดนักรบหรือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ทว่ามนุษย์ก็คืุ์ แต่ละคนย่อมมีความรู้สึกนึกคิดเฉกเช่นเดียวกัน หากลองได้เห็นการเชือดไก่ให้ลิงดูแม้เพียงสักครา ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องรู้สักหวาดกลัวต่อความตายไม่มากก็น้อย
“ก็ได้ ชั้นขอรับคำท้า”
ทุกสายตาต่างตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก แม้กระทั่งตัวซีซ่าเองก็มิได้แตกต่าง
“โอเกอร์ นั่นท่านกวีคิดจะรับคำท้าของพวกมันจริง ๆ หรือคะ ?”
“ก็.. ไม่รู้สิครับ”
ในสายตาของทั้งสองคน ตัวกวีหาใช่คนโง่หรือคนบ้า เขาย่อมสามารถคาดเดาแผนการของศัตรูได้อย่างแน่นอน
“เอาล่ะมาลองกันสักตั้ง จะออกหัวหรือออกก้อย แต่คนที่รู้เื่นั้นดีก็คงมีแค่แกสินะไอ้พระเ้าเฮงซวย” กวีเร่งกล่าวพร้อมกำดาบในมือจนแน่นขนัด
ซึ่งในความเป็จริง ตัวเขาได้ลองวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียในทุกตัวเลือกที่มี
ในกรณีที่ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือการเผชิญหน้ากับกองทัพของศัตรู ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะเอาหนีรอดไปได้จริง ทว่ากองกำลังจะเสียหายไปไม่น้อยกว่าครึ่ง
ในกรณีที่เขาตอบตกลง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะสามารถโค้นล้มคู่ประลองที่ศัตรูเลือกมา แต่ก็ไม่มีสิ่งใดมายืนยันว่าซีซ่าจะยอมทำตามเงื่อนไข
หรือก็คือ ไม่ว่ากวีจะเลือกหนทางใด สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังไม่วายเป็มวยรองบ่อนอยู่ดี
โอเกอร์ก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมในมือมีดาบเล่มหนึ่ง เขาเร่งมอบมันให้แก่กวี สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้การคือฝากความหวังที่เหลือให้แก่ชายหนุ่ม
ศัตรูคนแรกได้ก้าวเดินเข้าสู่สังเวียน ใบหน้าของมันแลดูดุดันประหนึ่งนักรบแดนเถื่อน บนศีรษะไร้ซึ่งเส้นผมใดๆ ร่างกายสูงใหญ่ราว ๆ สองเมตรเศษ มันถือขวานเล่มใหญ่ในมือขวาด้วยมือเพียงข้างเดียว
“ข้าคือนักรบเอกมือขวาของท่านซีซ่าชื่อว่ารุมบาบู แม้จะไม่มีสมุดนิทานก็จริง แต่อย่าคิดว่าแกจะเอาชนะข้าได้ง่าย ๆ ล่ะเ้าหนู”
มันกล่าวพร้อมกับยิ้มแสยะ ใบหน้าของมันฉายแววความมั่นใจเอาไว้เต็มอก
ทั้งสองฝ่ายอย่างจดจ้องมองหน้ากัน แต่แล้วรุมบาบูได้เป็ฝ่ายเริ่มต้นเปิดฉากการโจมตี
“ฮ่าๆ อย่ากลัวจนหัวหดไปซะก่อนล่ะเ้าหนู !!”
มันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความบ้าคลั่ง ดูแล้วก็พลันนึกถึงเสือสมิงค์ที่โมโหหิวตัวหนึ่ง
ขวานเล่มั์ถูกเหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างรุนแรง เมื่อคมแหลมใกล้เข้าถึงตัว กวีได้เร่งขยับเท้าและหลบหลีกได้อย่างทันท่วงที
“ไอ้เด็กบ้านี่ !!”
รุมบาบูโมโหโกรธเกรี้ยวโกรธา ขวานเล่มั์พลันสะบั้นเข้าใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่องและรุนแรง
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
ทุกท่วงท่าถูกหลบเลี่ยงได้อย่างเหมาะเจาะ แววตาของกวีจดจ้องไปที่ศัตรูอย่างมีสมาธิ ทุกสิ่งที่เขาเห็นเริ่มช้าลงราวกับมองเห็นอนาคต กระทั่งขวานเล่มใหญ่ก็ไม่มีทางได้ดื่มเืของเขาแม้เพียงสักหยด
แม้ว่าการเหวี่ยงขวานจะรวดเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน ทว่าทุกท่วงท่ากลับถูกอ่านได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าเป็การละเล่นของเด็ก การเหวี่ยงขวานแต่ละครั้งจึงมิได้ผ่านกระบวนคิดหรือไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
“ข้าชักโมโหแล้วนะเว้ย !!”
เสียงของรุมบาบูดังก้องกังวานขึ้นมาประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“ซุ่ม !!”
ความเร็วของเขาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นในชั่วครู่ขณะหนึ่ง กวีมิอาจสังเกตเห็นได้ทันท่วงที มันทะยานเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจนเขาตามไม่ทัน
“ตายซะไอ้เด็กเวร !!”
ปลายเท้าของรุมบาบูเข้าประทับที่ชายโครงของกวี ร่างกายพลันปลิวไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกะุ
เรือนร่างของกวีกระทบกับผืนทรายอย่างรุนแรง ความเ็ปพลันเข้าแทรกซึมไปทั่วิั ทั่วกายเขารวดร้าวและทุกข์ทรมานจนต้องสำลักน้ำลายออกมา
“ท่านกวี !!”
แอนนาส่งเสียงเรียกด้วยความใ การโจมตีเมื่อครู่กระทบเข้าชายโครงของกวีอย่างแม่นยำ ย่อมไม่มีทางที่เขาจะสบายดีและกลับมากระปรี้กระเปร่าในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
กวีรู้สึกถึงความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง อาการของเขายามนี้สาหัสจนมิอาจลุกขึ้นยืนไหว
“เป็อะไรไป ได้แค่นี้เองรึเ้าหนู หากเมื่อกี้เป็ขวานมิใช่ลูกถีบ ป่านนี้คอของแกก็คงขาดสะบั้นไปแล้ว”
รุมบาบูแสยะยิ้มกล่าว แม้สติปัญญาของมันจะโง่เขลาเปรียบได้แค่ลิง ทว่ามันได้แลกเปลี่ยนกับร่างกายที่แข็งแกร่งดุจหินผา ทั้งความเร็ว พละกำลัง ความอดทนของร่างกาย ทุกปัจจัยช่างเหนือล้ำยิ่งกว่ากวีที่ก่อนนี้เคยเป็ผู้ป่วยติดเตียง
“เ้าโง่ เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา แต่ก็.. เอาเถอะว่ะ”
ซีซ่าแลดูจะไม่สบอารมณ์ แม้ฝ่ายตนจะยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน ศัตรูเองก็เป็เพียงเด็กหนุ่มร่างกายผอมบาง ย่อมไม่ทางที่เทพีแห่งชัยชนะจะชายตาไปที่มัน
แต่แล้วเพราะเหตุใดกันล่ะ เหตุไฉนซีซ่าจึงรู้สึกถึงความกังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
กวีเร่งเค้นแรงลุกขึ้นยืนอย่างสุดชีวิต สายตาจดจ้องแน่วแน่พร้อมสองมือจับดาบมั่นคง
“เราเทียบพลังกับมันไม่ได้เลย มันบ้าก็จริง แต่ร่างกายของมันก็แข็งแกร่งกว่าเราอยู่ดี”
แม้ความเสียหายจากการโจมตีเมื่อครู่จะยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่ามันก็มิได้หนักหนาสาหัสเท่าใดจนต้องขอยอมแพ้
กวีเสียเปรียบเื่พละกำลัง หากต้องต่อสู้ต่อไปอีกสักสิบนาที แรงกายที่มีย่อมหมดลง และฝ่ายที่ต้องตายก็คือตัวเขา
แต่แล้วมุมปากของกวีขยับยกขึ้นสูง เขารู้สึกเจ็บใจในความด้อยพลังของตนเอง
“ใคร ๆ ก็เอาแต่คิดว่าชั้นเป็พวกขยะไร้ความสามารถ เพราะแบบนั้นพวกมันทุกตัวถึงได้เอาแต่ออมมือให้ชั้น แต่ก็..”
‘ดีเลยว่ะ’
กวีจับดาบมั่นคงพร้อมเข้าต่อสู้ จิตสังหารของเขาช่างรุนแรง เมื่อมันได้เห็นใบหน้าของเขา รุมบาบูพลันเผยยิ้มออกมาราวกับว่ามันกำลังสนุกสนาน
“ยังจะเอาอีกรึเ้าหนู !!”
มือข้างขวากำขวานเล่มใหญ่จนแน่นขนัด แววตาของมันจ้องมองไปยังกวีที่ยามนี้ได้พุ่งเข้ามาอย่างสุดกำลัง
“นั่นท่านกวีกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?!!”
แอนนาเร่งเอ่ยวาจาด้วยความใ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุผลภายใต้การกระทำของกวี ต่อหน้าศัตรูผู้มีพละกำลังดุจดังช้างสาร ทว่าเขากลับพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างซึ่งหน้าราวกับว่าเขาไม่กลัวตาย
อะดรีนาลีนไหลเวียนทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง แววตาของกวีไร้ซึ่งความกลัว สองเท้าวิ่งตรงไปพร้อมมีดาบในมือเตรียมเข้าฟาดฟัน
“ต้องอย่างนี้สิวะไอ้หนู พุ่งเข้าใส่ด้วยทุกสิ่งที่มี แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันสิ้นหวังก็ตาม แม่งถูกใจฉิบหาย ข้าชอบแกว่ะไอ้หนู !!”
ขวานในมือขวาของรุมบาบูและดาบของกวีได้ปะทะกันอย่างรุนแรง เม็ดทรายพลันกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าฝ่ายกวีกลับมิอาจต้านทานพลัง ร่างกายของเขาลอยละลิ่วปลิวออกไปมิได้ต่างจากเศษกระดาษ
“ตู้มม !!”
เรือนร่างของเขากระทบกับพื้นทะเลทรายอย่างรุนแรง ดาบเหล็กกล้าหักเป็สองส่วน เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายได้หมดลงและดาบพลันร่วงหล่นออกจากมือ
ร่างกายของเขาแน่นิ่งราวกับศพ สามนาทีผ่านไป ห้านาทีผ่านไป กระนั้นกลับไร้ซึ่งท่าทีว่ากวีจะฟื้นคืนสติกลับมา
“ไม่จริงใช่ไหม ท่านกวี.. ตายแล้ว..”
หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบสองแก้มของแอนนา ความสิ้นหวังได้ปกคลุมอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าของรุมบาบูเผยรอยยิ้มอย่างชอบใจ มือซ้ายของมันชูขึ้นสู่ผืนนภาเพื่อประกาศกร้าวถึงชัยชนะ
“ข้าโค่นมันได้แล้ว !!”
เสียงะโของมันก้องกังวานราวกับเสียงคำราม เหล่าโจรงูเห่าดำต่างเร่งเปล่งเสียงะโและโห่ร้อง
พวกมันทุกคนล้วนแล้วรู้สึกปีติยินดี ยกเว้นคนคนเดียว
“ความรู้สึกแปลก ๆ นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมข้าถึงสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย”
ซีซ่ากล่าวพลางจดจ้องไปยังร่างอันนิ่งสงบของกวี หากแต่สีหน้าของเขากลับยังคงมีความรู้สึกเป็กังวล
ท่ามกลางเสียงะโของเหล่าโจร เสียงของใครบางขึ้นได้ก้องกังวานอย่างแ่เบาไร้ซึ่งผู้ใดได้ยิน
“โล่อากาศ.. ฟาเรม..”
จิตสังหารแรงกล้าพลันส่งมาถึงซีซ่าอย่างฉับพลัน
“หลบไปซะเ้าโง่ !!”
เสียงของเขาถูกะโออกมาดังลั่น แต่ก่อนที่รุมบาบูจะไหวตัวทัน ข้างกายมันกลับถูกขนาบข้างด้วยโล่แสงสีขาวขนาดใหญ่จากด้านซ้ายและขวา
“อ้ากกกกกกก !!”
โล่ทั้งสองเข้าบดขยี้ร่างของมันราวกับเป็เครื่องปิ้งขนมปัง เสียงกรีดร้องพลันดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง เรือนร่างของมันค่อย ๆ ถูกบดขยี้พร้อมมีเสียงกระดูกที่ถูกบ่อนทำลายจนแหลกละเอียด
รูทวาร รูหู รูจมูก รูองคชาต สายโลหิตสีแดงฉานได้หลั่งไหลออกจากทั่วทุกรูที่มนุษย์หนึ่งคนพึงจะมี
ร่างกายของรุมบาบูแบนราบราวกับแผ่นขนมปัง เศษชิ้นเนื้อและเครื่องในเกลื่อนนองอยู่บนพื้นทรายพร้อมมีกลิ่นโชยตลบอบอวล
ทุกเสียงโห่ร้องได้เงียบลงแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตะลึง เหล่าโจรที่เคยเปล่งเสียงะโยามนี้กลับเงียบไปราวกับซากศพ
ห่างไกลออกไปราวห้าสิบเมตร ร่างของกวีได้ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เมื่อสองเท้าตั้งมั่นกับพื้น มือขวาได้ชูขึ้นฟ้าพร้อมเผยรอยยิ้มเพื่อประกาศศักดา
“ชั้นชนะ”
ผลลัพธ์อันน่าเหลือเชื่อได้ปรากฏสู่โลกแห่งความจริง
กระทั่งซีซ่าเองยังคาดเดาผิด ตัวเขาย่อมรู้ดีว่ากลุ่มนี้นอกจากเขาล้วนแล้วมีแต่คนไร้การศึกษา ทว่าสิ่งที่คิดผิดยิ่งกว่ากลับเป็เื่สติปัญญาที่กวีมีอยู่
“เอาเถอะ ก็ถือว่ายังไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก”
ซีซ่าเริ่มกล่าว เมื่อเสียงสิ้นสุดลง เขาได้เริ่มต้นฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเผยยิ้มขึ้นอย่างไม่กลัวตาย
ทั้งสองฝ่ายมีระยะห่างราวสิบก้าว ต่างฝ่ายต่างจดจ้องมองหน้ากัน ตัวกวีมีส่วนสูงที่ราวร้อยเจ็ดสิบ ในขณะที่ซีซ่าคงมีส่วนสูงที่ราวร้อยเก้าสิบเิเ
และแล้วเขาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง
“เ้าหนู แกทำได้ดีในการต่อสู้รอบแรก แต่ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าแกจะเอาชีวิตรอดในครั้งต่อไปได้เช่นไร เพราะคู่ต่อสู้คนต่อไปของแกก็คือข้า ซีซ่า เดอะฟูล”