หมอภูติแห่งราตรี
ค่ำคืนแผ่ปกคลุมหมู่เรือนกลางหุบเขา. สายลมยามราตรีโชยพัดผ่านยอดสนเก่าแก่จนเกิดเสียงหวีดหวิวเบาๆ. หลี่ิยืนอยู่กลางลานหน้ากระท่อมอย่างสงบนิ่ง ตั้งสมาธิตามที่ได้ศึกษาจากตำราโบราณซึ่งพบในห้องลับเมื่อไม่นานมานี้. ในมือของเขาถือยันต์กระดาษที่ลงอักขระโบราณไว้หลายใบ. แสงริบหรี่จากโคมไฟน้ำมันข้างเรือนสะท้อนเงาร่างของบุรุษหนุ่มผู้กำลังประกอบพิธีวางค่ายกลล่องหนเพื่อปกป้องที่ซ่อนของตน
หลี่ิวางยันต์แต่ละใบลงตามจุดต่างๆ รอบบริเวณเรือนลับอย่างพิถีพิถัน. เมื่อยันต์ทุกใบถูกจัดวางครบถ้วน, เขาก็เปล่งเสียงท่องคาถาตามบทในตำราเบาๆ. ทันใดนั้นสายลมก็สงบราวกับต้องมนตร์, พลังลมปราณในกายหลี่ิถูกถ่ายทอดสู่ยันต์เ่าั้. แสงอ่อนจางสีนวลเรืองขึ้นเป็วงล้อมรอบเคหสถานก่อนจะค่อยๆ จางหายไป.
บัดนี้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่าค่ายกลเร้นลับได้ก่อตัวขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์. นับแต่นี้ไม่ว่าใครผ่านย่างกรายเข้ามา, สายตาของพวกเขาจะแลไม่เห็นตัวเรือน อีกทั้งหนทางเข้าก็มิอาจจดจำได้ถูกต้อง, ประหนึ่งถูกมนต์ลวงตาบดบัง. ค่ายกลล่องหนนี้จะปกป้องสถานที่แห่งนี้จากผู้ไม่หวังดีอย่างแ่า
เมื่อมั่นใจว่าที่ซ่อนของตนได้รับการคุ้มครองด้วยค่ายกลซ่อนเร้น, หลี่ิจึงค่อยคลายใจลง. เขาเหลือบมองตำราโบราณในมือด้วยแววตามุ่งมั่น, ตระหนักดีว่าภารกิจในอนาคตยังอีกยาวไกลและจำต้องมีเสบียงทรัพย์มากพอเพื่อดำเนินการ. หากปราศจากทรัพย์ทุน, ต่อให้มีวิชาและของวิเศษมากมายก็คงยากจะไขว่คว้าเป้าหมายได้. ดังนั้นหลี่ิจึงตัดสินใจจะหาเงินทุนด้วยสติปัญญาและความสามารถที่ตนมี
หลายวันต่อมา, หลี่ิหมั่นรวบรวมสมุนไพรหายากและปรุงโอสถตามตำรับที่สืบทอดมา. ภายในเรือนลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฉุนของตัวยาและไอร้อนจากหม้อยาต้ม. เขาใช้ทั้งความรู้ด้านโอสถและพลังปราณควบคู่กัน, บรรจงหลอมรวมวัตถุดิบิญญาลงในเม็ดยาจนครบถ้วน. ในที่สุดเขาก็ได้โอสถวิเศษมาสามชนิด, แต่ละชนิดล้วนทรงฤทธิ์น่าอัศจรรย์.
เมื่อโอสถเตรียมพร้อม, ชายหนุ่มจึงวางแผนออกเดินทางยามวิกาลพร้อมการปลอมตัว. หลี่ิหยิบหน้ากากสีดำสนิทขึ้นมาสวมปิดบังโฉมหน้า, เหลือเพียงดวงตาคมกล้าที่ส่องประกายอยู่เื้ัหน้ากาก. อาภรณ์ของเขาคือเสื้อคลุมสีดำยาวกรอมพื้นที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดแห่งราตรี. ร่างในชุดดำขยับกายอย่างว่องไวไร้สุ้มเสียง, สมกับสมญาใหม่ที่เขาเลือกใช้—“หมอภูติ”
ยามดึกสงัด, บุรุษในชุดดำสวมหน้ากากผู้เรียกขานตนเองว่า หมอภูติ ลอบเร้นออกจากเรือนลับ. สองเท้าของเขาก้าวย่ำไปตามเส้นทางป่าโดยไม่ทิ้งร่องรอย, มุ่งหน้าสู่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งผู้คนในยุทธภพล้วนรู้จักกันดี นั่นคือตลาดมืดใต้เงาคืนเดือนมืด. สถานที่นี้เป็แหล่งค้าขายที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างลับๆ ไม่เลือกว่าจะผิดกฎหมายหรืออันตรายเพียงใด. ณ ใจกลางนครหลวง, มีตรอกซอกซอยคดเคี้ยวนำไปสู่ลานกว้างซ่อนเร้นอยู่หลังโรงเตี๊ยมร้าง. ที่นั่นเองคือตลาดมืดที่เหล่าคนในโลกมืดและผู้คนในอาชีพสีเทาต่างมาชุมนุมกัน
เมื่อหมอภูติไปถึงตลาดมืด, ค่ำคืนนี้ดูจะยิ่งมืดมิดลึกลับ. แสงโคมไฟประปรายตามเต็นท์ร้านค้าส่องให้เห็นเงาผู้คนขวักไขว่. ทั้งพ่อค้าเร่ขายของต้องห้าม, นักฆ่าที่ซ่อนกายใต้เงามืด, ยาจกขอทานที่นั่งกระจัดกระจายข้างทาง, รวมถึงผู้ฝึกยุทธ์จากหลากสำนักที่ปิดบังตัวตน, ต่างมารวมกันที่แห่งนี้เพื่อตามหาสิ่งที่ตนปรารถนา. หมอภูติเดินผ่านฝูงชนไปยังมุมหนึ่งของลานลับแลนั้น, เลือกตั้งร้านเล็กๆ ใต้เงาไม้ใหญ่. ความมืดช่วยกลบเกลื่อนความโดดเด่นของเขา, แต่ดวงตาคมภายใต้หน้ากากยังคงสอดส่ายมองโดยรอบอย่างระแวดระวัง. เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ,
เขาจึงหยิบหีบไม้ใบเล็กออกมาวางบนแคร่ไม้เก่า.เปิดฝาหีบขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นขวดยาเคลือบเงาสามขวดที่บรรจุโอสถสีต่างกันวางเรียงอยู่ภายใน
แม้จะยังไม่มีการป่าวประกาศใดๆ, แต่กลิ่นหอมแปลกประหลาดที่โชยออกมาจากหีบไม้ก็พลันดึงดูดความสนใจของผู้คนใกล้เคียง. บ้างเหลียวมองด้วยความฉงนสงสัย, บ้างสูดดมกลิ่นหอมแล้วรู้สึกสดชื่นมีพลังอย่างประหลาด. ไม่นานก็เริ่มมีผู้คนขยับเข้ามาใกล้ร้านของหมอภูติทีละน้อย. ชายชราขอทานผู้หนึ่งกระแอมไอพลางเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ “นายท่าน… ท่านขายสิ่งใดหรือ?”
หมอภูติชำเลืองมองชายชรา ก่อนจะหยิบขวดยาขวดแรกขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น. ขวดกระเบื้องสีหยกขาวนั้นบรรจุเม็ดยาสีฟ้าอ่อนอยู่เต็มขวด. เขากล่าวด้วยเสียงแหบต่ำผ่านหน้ากาก “ยาล้างไขกระดูกล้างพิษ หนึ่งในโอสถวิเศษที่ข้านำมาในวันนี้”
คำประกาศนั้นทำให้ผู้คนโดยรอบหูผึ่งทันที, หลายคนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินชื่อโอสถชนิดนี้. หมอภูติกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานถึงสรรพคุณของโอสถว่า “เม็ดยานี้มีคุณวิเศษ ขับไล่พิษเรื้อรังที่ฝังลึกอยู่ในร่างให้หมดสิ้น, ล้างพิษตกค้างแม้ในไขกระดูก, ทำให้โลหิตและลมปราณบริสุทธิ์ดังเดิม. อีกทั้งยังเสริมสร้างพื้นฐานลมปราณขึ้นใหม่. ผู้ที่ได้รับพิษร้ายแรงเรื้อรัง หากได้กินโอสถนี้เข้าไปก็อาจรอดตายและฟื้นคืนพลังขึ้นมาได้” สิ้นคำอธิบายของหมอภูติ, เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มขึ้นโดยรอบ. ดวงตาหลายคู่เปล่งประกายด้วยความโลภและความหวัง
ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะซักถาม, หมอภูติก็วางขวดแรกลงและหยิบขวดที่สองขึ้นมาแทน. ขวดใบที่สองทำจากหยกสีม่วงเข้ม, ทอประกายลึกลับในแสงสลัว. เขาเอ่ยแนะนำต่อเนื่อง “ยาแห่งความเยาว์วัย โอสถที่จะชะลอความร่วงโรยแห่งสังขาร. ผู้ใดได้กินโอสถนี้เข้าไป, ร่างกายจะกลับคืนความเป็หนุ่มสาวได้ถึงสิบปี. ผิวพรรณจะผ่องใสดุจหยกเนื้อดี, เืลมไหลเวียนสะดวก ประหนึ่งวัยหนุ่มสาวได้หวนคืน” ครั้นสิ้นเสียงของหมอภูติ, ฝูงชนก็ยิ่งฮือฮาดังกว่าเดิม. หญิงสาวแม่ค้าเร่บางคนถึงกับยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง, ขณะที่ชายชราอีกหลายคนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัด
หมอภูติสังเกตปฏิกิริยานั้นอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหยิบขวดสุดท้ายขึ้นมา. ขวดนี้ทำจากแก้วสีดำทมิฬจนมองไม่เห็นภายใน, หากแต่เมื่อเขาเปิดจุกขวด กลิ่นฉุนแหลมก็พลันโชยออกมา. เพียงวินาทีนั้นหลายคนรู้สึกราวกับโลหิตในกายสูบฉีดแรงขึ้น. หมอภูติประกาศสรรพคุณของโอสถเป็ครั้งที่สามว่า “ยาเพิ่มพลังในพริบตา,
โอสถสำหรับผู้ปรารถนาพละกำลังใน่เวลาชี้เป็ชี้ตาย. เมื่อกลืนกินโอสถนี้เข้าสู่ร่าง, ภายในครึ่งชั่วยามท่านจะมีพลังกำลังเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวี, สามารถฝ่าฟันภัยหรือศัตรูตรงหน้าได้ประหนึ่งเทพาลงมาสิงร่าง” เขาหยุดเว้นระยะก่อนกล่าวเตือนเสียงเข้มว่า “ทว่า… ฤทธิ์ยานี้มีเวลาจำกัด. หลังครบครึ่งชั่วยาม, พลังกำลังที่เพิ่มมาก็จะเสื่อมสลายไป, ร่างกายอาจอ่อนล้าลงตามส่วน. จึงควรใช้เมื่อจำเป็จริงๆ เท่านั้น” คำเตือนนี้ทำให้ผู้ฟังหลายคนพยักหน้ารับรู้. แม้โอสถจะวิเศษเพียงใดแต่ก็หาได้ไร้ข้อจำกัดไม่
เมื่อโอสถวิเศษทั้งสามชนิดถูกนำเสนอจนสิ้น,
ผู้คนที่รายล้อมต่างก็เกิดความกระหายอยากขึ้นมาทันใด. ทั้งพ่อค้าเถื่อนที่หมายจะนำไปขายทำกำไรต่อ, ยาจกเข็ญใจที่หวังจะได้โอสถไปบำบัดโรคภัยของตน, นักฆ่าในเงามืดที่มุ่งหวังพลังสำหรับภารกิจอันตราย, และยอดยุทธ์จากหลายสำนักที่ปรารถนายาเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างพลังหรือรักษาาแภายใน. หลายคนเริ่มส่งเสียงะโเสนอราคาซื้อด้วยเงิน10000ตำลึงทอง บ้างก็เสนอสิ่งของมีค่าหายากแลกเปลี่ยน. เกิดเป็ความโกลาหลขึ้นตรงหน้าร้านของหมอภูติ. ทว่าบุรุษในหน้ากากดำยังคงยืนนิ่งอย่างสง่างามและเยือกเย็นท่ามกลางฝูงชน. เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงขอให้ทุกคนสงบลง
ทันใดนั้น, เสียงตวาดอันทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน “หยุดก่อน!” ผู้คนที่กำลังรุมล้อมอยู่พลันชะงักแล้วถอยแหวกออกจากกันโดยอัตโนมัติ. เมื่อฝูงชนแยกตัวออก, ปรากฏร่างชายฉกรรจ์ชุดดำกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือก้าวเข้ามา. เื้ัพวกเขา, มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ถูกหามมาโดยลูกน้อง. ใบหน้าของชายผู้นั้นซีดเผือดไร้สีเื, ดวงตาลึกโหลแฝงแววอำนาจ. ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือใคร—นายใหญ่แห่งตลาดมืด ผู้กุมอำนาจสูงสุดของสถานที่แห่งนี้นั่นเอง