เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น อาทิตย์ส่องแสงสว่างให้แก่ทุกสรรพสิ่ง อากาศก็ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป โดยรวมนับว่าเป็วันที่ดีเลยทีเดียว
ที่ลานกว้างกลางป่า มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ เขาเป็คนร่างเล็ก ใบหน้าซูบผอมและมอมแมม ผมสีเขียวยุ่งเหยิงเป็กระเซิง คล้ายขอทานผสมจรจัด ชุดกังฟูที่สวมใส่ยิ่งทุเรศกว่า เพราะมันทั้งขาดวิ่น สกปรกจนมองไม่ออกว่าเคยมีสีอะไร
เด็กหนุ่มกำลังร่ายรำ กายบางโลดโผนโจนทะยาน พร้อมปล่อยฝ่ามือที่งองุ้มคล้ายกรงเล็บ บางครั้งก็หมุนตัวเตะกวาด หรือไม่ก็โยกซ้ายสลับขวา ทุกท่วงท่าดูรวดเร็ว ว่องไวและแฝงความดุดัน
ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลิน ก็ปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่ด้านหลัง เส้นผมสีดำปลิวไสวร่างสูงเพรียวซ่อนตัวอยู่ในชุดกังฟูแดงปักลายัทอง เธอซุ่มดูการฝึกซ้อมอยู่เงียบๆใต้ไม้ใหญ่ ประกายตาแฝงแววชื่นชม
พอเด็กหนุ่มหัวเขียวหันหน้ามาทางเด็กสาว เขาก็หยุดออกระบวนท่า พร้อมร้องทักเสียงดัง
“ ว่าไง การฝึกของชั้นเป็ไงบ้าง ”
“ ยอดเยี่ยมที่สุด เพียงเดือนเดียว ก็สามารถฝึกฝนจนฝีมือเหนือกว่าชั้น เธอนี่มันอัจฉริยะชัดๆ ” เด็กสาวชื่นชมเสียงหวาน กิริยาคลั่งไคล้ ไม่ต่างจากสาวรุ่นที่ตามกรี๊ดโอปป้า
“ มันแน่อยู่แล้ว เพราะชั้นคือสุดยอด ว่าแต่เธอมาก็ดีแล้ว หนึ่งเดือนมานี่ ชั้นบังเอิญคิดท่าใหม่ขึ้นมาได้ คอยดูให้ดีนะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวโอ้อวดสรรพคุณแบบไม่คิดจะถ่อมตัว จากนั้น ก็เริ่มย่อตัวลงต่ำและตั้งท่าต่อสู้
“ โห….. เยี่ยมไปเลย” เด็กสาวตบมือชื่นชม ดวงตาจับจ้องกระบวนท่าที่เด็กหนุ่มคิดค้น
“ คอยดูให้ดีนะ ชั้นตั้งชื่อกระบวนท่านี้ว่า……คลื่นัพิโรธ” เด็กหนุ่มประกาศก้อง ท่าทางบ่งบอกถึงความมั่นใจ เขาง้างฝ่ามือขวาไปข้างหลัง ส่วนฝ่ามือซ้ายยื่นไปข้างหน้า โดยเล็งไปที่ต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ ดวงตาปิดสนิท คล้ายกำลังตั้งสมาธิ
ไม่กี่อึดใจต่อมา ก็บังเกิดคลื่นความร้อนสีเขียวขนาดเท่าลูกฟุตบอลปกคลุมที่ฝ่ามือซ้ายมันส่องแสงแวววาวดูสวยงาม
“ ว้าว…….” เด็กสาวกับร้องเหวอ
ทันใดนั้นเอง ฝ่ามือขวาที่ง้างอยู่ด้านหลังก็เกิดประกายแสงเจิดจ้า เด็กหนุ่มกำมือข้างนั้นแน่น แล้วต่อยไปที่ลูกพลังอย่างรวดเร็ว ปากก็ร้องะโ
“ คลื่นัพิโรธ”
ลูกพลังทรงกลมพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มันวิ่งปะทะต้นไม้ใหญ่ พอกระทบถูก ก็เกิดประกายแสงสีเขียวแผ่ไปทั่วลาน พร้อมเสียงะเิดังสนั่นจนพื้นดินะเื
“ เปรี้ยง…….”
“ ว้าย ” เด็กสาวยกมือขึ้นปิดตาและอุทานดังด้วยความใ
เขม่าควันแผ่กระจายจนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แต่ดำรงได้ไม่นาน ก็จางหาย สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในเวลาต่อมาก็คือหลุมลึกที่กว้างประมาณ3 เมตร รอบข้างปราศจากสิ่งใดโดยสิ้นเชิง
“ โห....... สุดยอดไปเลย เธอทำได้ไง ” เด็กสาวอึ้ง
“ ฮะๆ ที่ทำได้ เพราะชั้นคืออัจฉริยะ…….” มาวินยืดอกรับคำชม ขณะที่กำลังปลาบปลื้มอยู่นั้นเอง ก็มีชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คนปรากฏตัวที่ด้านหลัง บุรุษร่างใหญ่ผู้ยืนนำ แผดเสียงดัง เป็เชิงท้าทาย
“ เฮ้ นายคิดว่าแน่นักเหรอ เ้ามาวิน ”
เด็กหนุ่มหัวเขียวหันกลับไปมองกลุ่มคนที่เข้ามาคุกคาม ก็พบว่าชายฉกรรจ์แต่ละนายล้วนมีร่างกายสูงใหญ่ แถมยังไว้หนวดเคราดูดุร้าย พวกเขาสวมเสื้อดำลายแมวป่า กางเกงยีนส์สีขาว ยูนิฟอร์มคล้ายแก๊งเหล่าร้ายในหนังสือการ์ตูนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“ เหอๆ แล้วพวกนายเป็ใครกันล่ะเนี่ย ” เด็กหนุ่มถามเนือยๆ มือขวาเท้าสะเอว ส่วนมือซ้ายแคะขี้มูก ท่าทางดูไม่ใส่ใจ
“ พวกเราคือแก๊งแมวป่า ได้ข่าวว่านายแน่มาก ขอดูฝีมือหน่อย ” ชายร่างใหญ่สุด ซึ่งคาดว่าเป็หัวโจก ก้าวออกมาจากกลุ่ม พร้อมกล่าวท้าทายด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ เฮ้ๆ ผิดแล้ว ชั้นไม่ได้แน่มากอย่างที่พวกนายเข้าใจ ” มาวินส่ายหัวไปมา สีหน้าแลเบื่อหน่าย อาการแบบนี้ ทำให้กลุ่มวายร้ายเริ่มยิ้มเยาะ ทำนองว่า “ไอ้นี่มันแหยนี่หว่า” แต่ก่อนที่หัวโจกร่างใหญ่จะได้พูดอะไรต่อ เด็กหนุ่มหัวเขียวก็ทุบอกตัวเอง พร้อมเชิดหน้าขึ้นมาด้วยท่าทางที่หยิ่งผยองสุดๆ
“ แต่จริงๆแล้ว ชั้นน่ะเข้าขั้น......แน่ที่สุดในโลกเลยต่างหาก”
“ หน็อย พวกเอ็งไปเอาหัวของไอ้เด็กอวดดีมาที ใครทำได้ ให้เป็รองหัวหน้า ” หัวโจกร่างสูงใหญ่ออกอาการฉุนขาด เขารับไม่ได้กับท่าทางที่ดูมั่นเกินเหตุของเด็กหนุ่ม
“ ว้าย มันจะเข้ามาแล้ว ทำไงดี มาวิน ” เด็กสาวปริศนาร้องถามเสียงหลง
“ จุ๊ๆ หลบข้างหลังพี่สิ แล้วน้องจะปลอดภัย ” มาวินหันกลับมายักคิ้ว หลิ่วตาให้
“ จ้ะๆ ” เด็กสาวรีบรับคำ เธอแอบไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่าง
ทันใดนั้นเอง ก็มีชายฉกรรจ์นายหนึ่งเล่นทีเผลอด้วยการพุ่งเข้ามาปล่อยหมัดขวาตรงใส่แต่เด็กหนุ่มโยกหลบอย่างง่ายดาย พร้อมสวนกลับด้วยการเตะสูง
“ พลั๊ก ”
เท้าขวาข้างนั้นกระทบปลายคางเข้าอย่างจัง ส่งผลให้ชายผู้นั้นถึงกับเอ๋อรับประทาน ก่อนจะร่วงล้มลงไปนอนหมอบ
“ อ้าว เฮ้ย โทษที เผลอตอบโต้แรงไปหน่อย ก็นายดันเล่นไม่ซื่อเองนี่นา เฮ้อ.....” มาวินเกาหัวแกรกๆ
“ หน็อย บังอาจอัดพวกเรา เล่นมันให้น่วมเลย ” ชาวแก๊งที่เหลือร้องลั่น พวกมันรีบกรูเข้ามา หวังรุมประชาทัณฑ์ให้จมธรณี
“ หึๆ ” มาวินยิ้มมุมปากอย่างใจเย็น เขาดูไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งใด
ทันทีที่เหล่าชาวแก๊งเข้าถึงตัว สามคนแรกก็รุมเข้าไปต่อย หวังให้หน้าหงายในหมัดเดียว ปากก็ส่งเสียงคำราม
“ ตายซะเถอะ! ”
เหล่าวายร้ายคิดว่าพวกตนน่าจะอัดเด็กหนุ่มได้แน่ๆ แต่กลับพลาดเป้าจนถลาล้มไปทั้งสามคน ส่วนอีกหกคนที่วิ่งตามมา ก็ดันสะดุดร่างชายฉกรรจ์ที่ล้มไปก่อน สุดท้ายก็ลงไปนอนวัดพื้นกันทั้งแก๊ง
“ อ๋อย..... ไอ้เด็กนั่นมันหายไปไหนฟะ ” สมาชิกคนหนึ่งร้องคราง เขากำลังนอนคว่ำหน้าหมดสภาพ โดยมีกลุ่มเพื่อนชาวแก๊งทาบทับอยู่้า
“ เฮ้ย มันฉากหลบไปทางขวา ” ลูกพี่ใหญ่ประกาศก้อง เพื่อคลายความโง่งมของเหล่าสมุน
ชาวแก๊งรีบหันไปมองตาม สิ่งที่ได้เห็นก็คือเด็กหนุ่มหัวเขียวที่ยืนยิ้มแฉ่ง เท้าข้างหนึ่งยกขึ้นมาเคาะพื้นด้วยอาการยียวน
“ เฮ้ย มันหายไปอยู่ตรงนั้นได้ไงวะ พวกเราล้อมมันไว้ ” หนึ่งในกลุ่มคนร้องบอกพรรคพวก ทำให้ชาวแก๊งรีบลุกขึ้นยืน แล้วกรูเข้ามารุมล้อม
แม้มาวินจะถูกศัตรูปิดทางถอย แต่ใบหน้าก็ยังคงแย้มยิ้มดุจเดิม
“ พวกเราล้อมเป็วงกลม แล้วรุมอัดพร้อมกัน ต่อให้ไวแค่ไหน มันก็หลบไม่ได้ ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ออกคำสั่ง
“ ได้เลย ลุย ” ชาวแก๊งรับคำ พวกเขาทะยานเข้าไปโจมตี แขนและขาถูกง้างมาแต่ไกล เพื่อเตรียมแจกสหบาทา ซึ่งดูยังไง ก็ไม่เห็นทางหลบเลี่ยง
ทว่าเด็กหนุ่มกลับหลบการโจมตีของชาวแก๊งอย่างง่ายดายด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ อาวุธต่างๆที่ประเคนเข้ามา หาได้ระคายผิว
“ เฮ้ย ทำไมมันเร็วขนาดนี้ฟะ ” ชาวแก๊งเริ่มบ่น เพราะไม่ว่าจะต่อยเข้าไปกี่หมัด ก็ไม่ถูกกายของอีกฝ่าย ราวกับว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าเป็เพียงิญญาที่ไร้ตัวตน
หลังรุมอัดเด็กหนุ่มจอมพริ้วได้ประมาณ 10 นาที การเคลื่อนไหวของชาวแก๊งก็เริ่มช้าลง บางคนแอบถอยออกมาหอบเหนื่อย ในที่สุด ทุกคนก็หยุดโจมตีไปโดยปริยาย
“ แฮ่กๆ นี่เราไล่ต่อยลมอยู่รึไง ทำไมอัดมันไม่โดนเลย ” ชาวแก๊งหอบไป ก็บ่นไป พวกเขารู้สึกท้อใจ
“ เฮ้ ทำไมเหนื่อยง่ายจัง ชั้นกำลังมันกับการโชว์สเต็ปเทพอยู่เลย ” มาวินเอาสองแขนไขว้หัว ใบหน้าซูบผอมเอียงเล็กน้อย
“ เก่งจริง อย่าเอาแต่หลบสิฟะ โจมตีพวกเราบ้าง ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์โต้กลับเสียงกร้าว ท่าทางโมโห
“ โห ถ้าชั้นโจมตีขึ้นมาจริงๆ พวกนายมีหวังเน่าหมดในทีเดียว แล้วแบบนี้ จะเท่ตรงไหนอ่ะ ” มาวินยักคิ้วหลิ่วตา พร้อมตอบกลับแบบกวนๆ
“ โห่..... ไอ้ขี้โม้ เหม็นขี้ฟันว่ะ ที่นายพล่ามมา มันจะเป็ไปได้ไง ” ชาวแก๊งโห่ร้องพร้อมกันเพราะหมั่นไส้ความอวดดีของมาวิน
“ พนันมั้ยล่ะ” มาวินร้องท้า
“ พนันยังไง” กลุ่มชายฉกรรจ์ถาม
“ ถ้าทำไม่ได้ ชั้นจะนอนให้พวกนายกระทืบเล่น ” มาวินแจงอย่างไม่ลังเล
“ เฮ.....เอาเลย พวกเราจะได้ไม่ต้องไล่ตามให้เหนื่อยเปล่า ” ทุกคนในแก๊งพากันสนับสนุน แต่ก็มีหนึ่งคนที่พอจะมีไหวพริบ จึงไม่ได้รับคำในทันที แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงเครียดขึง
“ แล้วถ้าพวกเราแพ้ล่ะ”
“ จะไปยากอะไร พวกนายก็ร้อง มอๆ แบบวัวให้ชั้นฟังซักทีนึงก็พอ” มาวินแจงเงื่อนไข ซึ่งก็บ้าบอสมกับเป็เขา
“ ฮ่าๆ เงื่อนไขโคตรปัญญาอ่อนเลยว่ะ ตกลงตามนี้ เพราะพวกข้าอยากกระทืบแกเต็มแก่แล้ว ” ชาวแก๊งส่วนใหญ่ตอบตกลง พลางหัวเราะก๊ากออกมาด้วยความขบขัน
“ โอเค พวกชั้นจะป้องกันอย่างเดียว เชิญนายโจมตีมาได้เลย ” ชาวแก๊งเ้าของคำถามตอบกลับ พร้อมยิ้มเยาะในความติ๊งต๊องของเด็กหนุ่ม
“ ดี งั้นเตรียมรับมือ ” เด็กหนุ่มย่อกายลงต่ำ เพื่อเตรียมกระโจนเข้าไปจู่โจม
“ เฮือก....” ชาวแก๊งบางคนเริ่มกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทางลุ้น แม้ไม่เชื่อว่าพวกตนจะลงไปนอนกองในหมัดเดียว แต่ก็อดครั่นคร้ามไม่ได้ ทุกคนจึงยกการ์ดขึ้นมาป้องกันอย่างเต็มที่
“ หึๆ ไม่ว่าโจมตีดีแค่ไหน อย่างเก่ง ก็อัดร่วงได้แค่สองสามคน แกแพ้พนันแน่ เ้าหนู ” หลายคนในกลุ่มเริ่มนึกถึงชัยชนะ ส่วนมาวินนิ่งสงบ เพื่อตั้งสมาธิอยู่อึดใจ จากนั้นก็กล่าวเรียบๆว่า…..
“ เอาล่ะนะ เจอนี่ ความไวแสง ”
ทันใดนั้นเอง ทั่วกายของมาวินก็เปล่งแสงสีขาวออกมา จากนั้นร่างเรืองแสงก็พุ่งแหวกวงล้อมอย่างง่ายดายโดยที่ทุกคนมองไม่ทัน
“ เฮ้ย ไอ้หนูนั่นหายไปไหน” ชาวแก๊งมารู้ตัวอีกที เด็กหนุ่มก็หายไปเป็ที่เรียบร้อย
“ อยู่ทางนี้” มาวินซึ่งอยู่นอกวงล้อม ร้องทัก
ชาวแก๊งทุกคนหันมองเป็ตาเดียว จึงพบว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวกำลังย่อตัวลงต่ำและง้างหมัดซ้ายขวาไปข้างหลัง กำปั้นคู่ส่องแสงสีเขียวอย่างน่าพิศวง
“ ท่าไม้ตาย พยุหนาคา ” เด็กหนุ่มะโลั่น แล้วปล่อยหมัดคู่เรืองแสงพร้อมกัน สิ่งที่พุ่งออกมาก็คือคลื่นพลังขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายันับสิบ
“ เหวอ……” เหล่าชาวแก๊งอ้าปากค้าง พวกเขาใกับท่าไม้ตายที่เหนืุ์
“ ตูม……”
เสียงะเิดังสนั่น ราวกับโลกแตก ควันที่พุ่งออกมาจากคลื่นทำลายล้างฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจนดูเหมือนทะเลหมอกก็ไม่ปาน
“ แค้กๆ ฮัดชิ้ว ” เด็กหนุ่มหัวเขียวผู้ทรงพลัง เริ่มไอและจาม เหตุเพราะเขาแพ้ฝุ่น
ทันทีที่หัวโจกร่างใหญ่ได้เห็นท่าไม้ตายที่รุนแรง เขาก็ถึงกับหน้าถอดสี ตัวแข็งเกร็งจนแทบขยับไม่ได้ ส่วนเด็กสาวร่างสูงที่ยืนเชียร์อยู่ไม่ห่าง ก็โดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ
“ เย้ๆ มาวินโคตรเก่ง โคตรเท่เลย ”
มาวินทั้งไอทั้งจามอยู่ครู่หนึ่ง ควันก็สลายไป เหลือไว้แต่ซากมนุษย์กองโต ทว่าชาวแก๊งผู้สุขุมยังสามารถผงกหัวขึ้นมาได้ สิ่งสุดท้ายที่เขากล่าวก่อนสลบก็คือ……
“ แกแน่มาก มอๆ ”
“ ก็บอกแล้วว่าอย่าให้โจมตี บทตัวประกอบยิ่งมีน้อยๆอยู่ จะรีบตายไปถึงไหน ” มาวินเชิดหน้าท่าทางดูเซ็งๆ
หลังจากไว้อาลัยให้เหล่าสมุนเป็ที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มก็หันกลับมาสนใจหัวโจก ซึ่งบัดนี้ได้แต่ยืนตัวสั่นเป็เ้าเข้า สีหน้าฉายแววหวาดกลัว เหงื่อไหลย้อยลงมาที่แก้มหยาบกร้านสีทองแดง
“ ตกลง นายจะเอายังไง จะสู้หรือจะถอย” เด็กหนุ่มถามยิ้มๆ ท่าทีสบายๆ ราวกับสิ่งที่พูด เป็แค่เื่ขำขันก่อนนอน
“ คนอย่างข้ามีหรือจะถอยหนี” หัวโจกร่างั์กัดฟันกรอดใหญ่ เขาข่มความกลัวและเริ่มตั้งกระบวนท่า
“ ดีมากที่สู้ต่อ เพราะเมื่อกี้ ชั้นยังสนุกไม่พอเลย ” มาวินยิ้มรับ พร้อมตั้งท่าสู้บ้าง
ทั้งสองประจันหน้ากัน หัวโจกตั้งกระบวนท่ารัดกุม สองแขนล่ำสันยกการ์ดขึ้นสูง เพื่อปิดร่างกาย่บนเอาไว้แน่น หน้าตาเคร่งเครียด ผิดกับมาวิน ที่ตอนนี้ะโไปซ้ายทีขวาทีอย่างสนุกสนาน ราวกับกำลังเที่ยวชมสวนสนุกที่แสนสุขสันต์
เด็กหนุ่มะโไปมาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยุดนิ่ง พร้อมร้องเตือนคู่ต่อสู้
“ ไปล่ะนะ ”
สิ้นคำ มาวินก็ะโเตะก้านคอ หวังน็อคในทีเดียว ทว่าหัวโจกร่างใหญ่กลับไม่ช้าอย่างที่คิด เขายกแขนขึ้นบล็อก จากนั้นก็สวนกลับด้วยหมัดขวา เป้าหมายคือลำตัวบางของเด็กหนุ่ม
เหตุการณ์จวนตัวจนหลบไม่ทัน มาวินจึงยกขาข้างหนึ่งขึ้นยันหมัด จากนั้นก็ใช้แรงส่ง ถีบตัวตีลังกาถอยหลังลงมาหยุดยืนอย่างสง่างาม
ทั้งคู่จ้องมองกันเอง ดูเหมือนว่าคราวนี้ มาวินจะเริ่มหุบยิ้ม เพราะรู้แล้วว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าไม่ใช่หมูในอวยอย่างที่เข้าใจ ปากก็กล่าวชมเชย
“ นายตัวใหญ่ก็จริง แต่ปฏิกิริยาไวมาก ครั้งแรกสามารถรอดจากการเตะของชั้นได้ แล้วครั้งที่สองล่ะ ” พอมาวินพูดจบ ร่างของเขาก็หายไป
“ เฮ้ย ” หัวโจกใ แต่ด้วยไหวพริบและประสบการณ์ที่โชกโชน จึงััได้ถึงแรงลมจากทางด้านขวา เขาเลยฉากหลบไปทางซ้ายเล็กน้อย
“ ฟุบ ”
แรงลมที่พุ่งเข้ามาคือหมัดของมาวิน ถึงกำปั้นนั้นจะพลาดเป้า แต่เขาก็ยังพุ่งเข้าประชิด พร้อมปล่อยหมัดชุด ทว่าหัวโจกก็ไวพอจะยกสองแขนขึ้นป้องกัน
“ เปรี้ยง ผั้ว พลั๊ก ตุบ ตั้บ ”
แม้หัวโจกจะชำนาญยุทธ์ปานใด แต่ก็มีบางหมัดที่ผ่านการ์ดเข้ามาอัดตามจุดต่างๆ ถึงกระนั้น นักเลงจ่าฝูงก็ยังยืนเฉย ราวกับไม่รู้สึกรู้สา เด็กหนุ่มรัวหมัดใส่อยู่ร่วมนาทีเศษ ก็ถอยฉากออกมาตั้งหลัก
“ ฟู่….. นายนี่เก่ง สมกับเป็หัวหน้าใหญ่ ชั้นรัวหมัดใส่ไปสิบกว่ากระบวน ยังยืนอยู่ได้ แถมตั้งรับอย่างรัดกุม ฝีมือดีเลยนะเนี่ย ” เด็กหนุ่มเป่าปาก ระบายลม
“ แกเองก็ไวไม่ใช่ย่อย มีหลายหมัดที่ทะลุการ์ดเข้ามาได้ ” หัวโจกยิ้มเล็กน้อย พร้อมกล่าวชมเด็กหนุ่มบ้าง
“ ว่าแต่นายทนหมัดของชั้นได้ยังไง พลังของมันรุนแรงถึงขั้นต่อยต้นไม้ทะลุได้เลยนะ” มาวินถาม สีหน้าฉายแววฉงน
“ ฮ่าๆ เ้าหนูรู้จักวิชาร่างคงกระพันมั้ย ” หัวโจกหัวเราะร่า จากนั้นก็ยืดอกโอ้อวด
“ ไม่รู้จักหรอก นายใช้วิชานี้อยู่เหรอ ” มาวินถามยิ้มๆ
“ ใช่ ข้าฝึกวิชานี้จนสำเร็จถึงขั้นสุดยอด แม้แต่ะุปืน ยังเจาะิัไม่เข้า ” หัวโจกคุยโว ท่าทางภาคภูมิใจในวิชาของตัวเอง
“ ฮะๆ ก๊าก……” พอจบประโยค มาวินก็ลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้น พร้อมหัวเราะออกมาอย่างหนักหน่วง ราวกับคนเสียสติ
หัวโจกมองสภาพกึ่งบ้ากึ่งบวมด้วยอารมณ์เดือดดาล ราวกับว่าเด็กหนุ่มไม่ให้เกียรติเขาเลย ก่อนจะะโถามเสียงกร้าว
“ แกหัวเราะเป็บ้าเป็หลังทำไมฟะ”
“ เอิ้กๆ ก็หัวเราะกบในกะลาอย่างนายอ่ะดิ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มยังคงพูดไป หัวเราะไป
“ ที่ว่ากบในกะลา หมายความว่าไง ” หัวโจกถามเสียงขุ่น
“ ก็หมายความว่าแม้ร่างกายของนายจะทนะุปืนได้ แต่ทนหมัดของชั้นไม่ได้ยังไงล่ะ เพราะถ้าเอาจริง มันน่าจะรุนแรงพอๆกับปืนใหญ่เลยนะ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงดัง
“ บ้าน่า ในโลกนี้ไม่มีใครต่อยได้หนักขนาดนั้นหรอก ข้าไม่เชื่อ ” หัวโจกร่างใหญ่ตวาดก้อง
“ งั้นมาลองของกัน ชั้นขอต่อยแค่ทีเดียว เชื่อว่าล้มนายได้แน่นอน ” มาวินยิ้มกริ่ม พลางยื่นข้อเสนอ หัวโจกจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยถาม
“ แล้วถ้าแกทำไม่ได้ล่ะ”
“ ชั้นจะยอมลดตัวเป็ลูกน้องนาย” มาวินตอบแบบไม่ต้องคิด
“ อืม…….” หัวโจกกุมขมับ ท่าทางคิดหนัก ไม่นานนัก ั์ใหญ่ก็ร้องบอก
“ โอเค ตกลงตามนั้น ” ั์ใหญ่ยื่นมือไปข้างหน้า เจตนาคล้ายจะขอตบมือเป็สัญญาลูกผู้ชาย ซึ่งมาวินก็ตอบสนองโดยพลัน
“ ได้เลย ”
มาวินถอยหลังไปสองก้าว พร้อมเอ่ยถามนิ่มๆ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแบบคนอารมณ์ดี
“ พร้อมยัง เ้าั์ ”
“ แผล็บนึง ” หัวโจกกล่าวขอตัว จากนั้นก็ก้มลงเล็กน้อย พร้อมทำท่าเบ่งพลัง สองมือกำแน่น เส้นเืทั่วร่างจึงเริ่มปูดโปน ผิวกายที่ดำแดงกลับกลายเป็ขาวซีด ในที่สุด ก็แปรเปลี่ยนเป็สีเหล็ก วินาทีต่อมา ั์ใหญ่ก็ยืดกายเต็มสัดส่วน ปากก็ร้องคำรามดังจนกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“ อ้า…….”
ทันใดนั้นเอง เสื้อแขนกุดที่หัวโจกสวมใส่ก็ขาดออก ราวกับถูกฉีกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อทั่วร่าง อันดูไม่ผิดไปจากั์เขียวจอมพลังในหนังมาร์เวล เพียงแต่ผิวกายเป็สีเทา
“ ว้าว เจ๋งโคตรๆ ดูนายตัวใหญ่ขึ้นนะ แถมผิวยังกลายเป็สีเทาอีก สุดยอดไปเลย ” เด็กหนุ่มอุทานดังด้วยความตื่นเต้น
“ นี่ไง ร่างคงกระพันขั้นสูงสุด ต่อยเข้ามาได้เลย เวลานี้ ต่อให้เป็ะุปืนใหญ่ ข้าก็ไม่กลัว ฮ่าๆ ” หัวโจกหัวเราะร่าด้วยอาการลำพอง
“ หึๆ อย่าได้ใจไป ” มาวินหัวเราะเบาๆ เขาเดินเข้าไปหาอริร่างั์ช้าๆ พอประชิดตัว เด็กหนุ่มก็กดฝ่ามือขวาลงไปที่แผงอกแกร่ง
“ ฮ่าๆ แกกลัวจนไม่กล้าต่อยเลยเหรอ ไอ้หนู ฝ่ามือเบาๆแบบนั้น จะทำอะไรข้าได้ ” หัวโจกยังหัวเราะก้องดุจเดิม
“ ใจเย็นๆ แล้วดูนี่ให้ดี อึ้บ ” มาวินตอบกลับด้วยเสียงที่แ่เบา แสงสีเขียวเปล่งประกายออกจากฝ่ามือ พริบตาต่อมา แสงนั้นก็จางหายไป พร้อมการหันหลังให้ของเด็กหนุ่ม
“ อ้าว เฮ้ย แค่เอาฝ่ามือมาแปะ และเดินจากไป แกยอมแพ้แล้วเหรอ ไอ้หนู ” หัวโจกทำหน้างง
“ แกแพ้แล้ว อีกเดี๋ยวแกจะล้มลงไปนอนกองกับพื้นและหมดสติ ” เด็กหนุ่มพูดจบ เขาเดินจากไป โดยไม่สนใจหัวโจกเลย
“ ฮ่าๆ พูดอะไรบ้าๆ แค่ฝ่ามือกระจอกจะทำอะไรข้าได้ อุ้บ อั้ก.....” หัวโจกเย้ยได้ไม่กี่คำ เขาก็กระอักด้วยความเ็ป สีหน้าบิดเบี้ยว ราวกับจะตายซะให้ได้ ร่างกายใหญ่โตเริ่มโงนเงนไปมา
“ ครอก…….” สิ้นเสียงดังกล่าว ร่างใหญ่ั์ก็ล้มคว่ำลงบนพื้นอย่างรุนแรงและหมดสติทันทีตามคำทำนายของเด็กหนุ่มหัวเขียว
มาวินเดินเข้าไปหาเด็กสาวปริศนา ซึ่งบัดนี้จ้องมองด้วยแววตาที่เป็ประกาย พอเด็กหนุ่มมาถึง เธอก็โผเข้ากอด พร้อมร้องะโด้วยความดีใจ
“ เย้ๆ นายวินชนะแล้ว เก่งที่สุดในโลกเลย ”
“ เฮ้ๆ เดี๋ยว เมื่อกี้เธอเรียกชั้นว่าไง ” แม้มาวินจะยินดีที่ชนะศึกอย่างสวยงาม แต่เขาก็ตงิดใจกับสรรพนามที่เด็กสาวปริศนาเลือกใช้ จึงดึงตัวอีกฝ่ายออก แล้วจ้องมองไม่วางตา
“ ก็นายวินไงเล่า ฟังไม่ผิดหรอก ” เด็กสาวยิ้มสดใส
“ เอ คนที่เรียกชั้นแบบนี้ มีแค่คนเดียวเท่านั้น อย่างนี้ก็แปลว่าเธอคือ…..” มาวินทำหน้าเหลอหลา ในใจนึกลุ้นจนตัวโก่ง
“ ใช่ ชั้นคือ….จัน ชั้นตามเข้ามาช่วยเธอ ตอนนี้น้าเดชหาทางออกให้ได้แล้ว ” เด็กสาวปริศนาเฉลยตัวตนที่แท้จริง พร้อมยิ้มกว้าง
สิ่งนี้นับเป็ข่าวดีที่สุดในชีวิตของมาวินก็ว่าได้ เด็กหนุ่มสามารถฝึกวิชาจนเข้าขั้นเทพในหนึ่งเดือน แถมเด็กสาวที่คอยช่วยเหลือก็คือ จันเพื่อนสาวคนสนิท มิหนำซ้ำเธอยังมาแจ้งข่าวว่าเขาสามารถออกจากโลก The Dark World ได้อีก ถ้าไม่ดีใจตอนนี้ ก็ไม่รู้จะดีใจตอนไหนแล้ว
“ เย้ๆ ย้าฮู้ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวะโโลดเต้นสลับตีลังกานับสิบตลบ บางครั้งก็หมุนกายกลางอากาศ คล้ายคนสติแตก ส่วนเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ก็ร่วมแสดงความดีใจด้วยการตบมือ
วัยรุ่นทั้งสองดีใจอยู่พักใหญ่ ในที่สุด เด็กหนุ่มก็เริ่มสงบสติอารมณ์และเอ่ยถามถึงหนทางที่จะออกจากThe Dark World
“ แล้วพวกเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไง”
“ วิธีออกนั้นง่ายมาก เราก็แค่…….” เด็กสาวฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะอ้าปากพูด
“ อะไร ว่ามาเลย ” เด็กหนุ่มจ้องเขม็ง หูกางขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนจะตั้งใจรับฟัง ชนิดที่ไม่ยอมให้หลุดลอดแม้แต่คำเดียว ทันใดนั้นเอง ฟ้าที่เคยสดใสก็ปรากฏเมฆหมอกอย่างกะทันหัน
“ เฮ้ย นี่มันอะไรกัน ” เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวา เขารู้สึกงงกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่วนเด็กสาวที่ยืนข้างๆก็ดูวิตกไม่แพ้กัน
“ คลืน......” บังเกิดเสียงฟ้าคำราม มันรุนแรง ราวกับโลกจะถล่ม ทำให้วัยรุ่นทั้งสองสะดุ้งโหยง
“ ฮะๆ สงสัยว่าฝนจะตก ” มาวินหัวเราะแห้งๆ ปากก็กล่าวปลอบใจตัวเอง
“ ฮะๆ นั่นน่ะสิ หลบฝนก่อนมั้ย ” จันหัวเราะแห้งๆเช่นกัน
“ อนุมัติ ไปกันเถอะ ” มาวินตอบตกลงทันที เพราะในที่โล่งแจ้งแบบนี้ มันเหมาะกับการเป็เป้าของสายฟ้า
จันนำมาวินไปยังถ้ำกว้างแห่งหนึ่ง เพื่อหลบฝน ระหว่างที่วัยรุ่นทั้งสองเดินตามกันมา ก็ปรากฏเสียงฟ้าคำรามที่รุนแรง
“ เปรี้ยง……”
สายฟ้ารูปร่างคล้ายมือ พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าใส่มาวิน สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้จันใจนกรีดร้องเสียงดัง
“ ว้าย....... นายวิน ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
