‘ทินกรส่องแสงเจิดจ้า สกุณาเกาะบนคาคบไม้ วันเวลาผันผ่านไปเร็วไว ยอดหทัยเป็ดั่งบุปผางาม’
ยามอู่สองเค่อที่จวนสกุลเหวิน เหวินฮูหยินเลี่ยงหรูยืนมองรูปวิหกเกาะบนคาคบไม้เหลียวมองหมู่ดอกมู่ตานผลิดอกบานสะพรั่ง ภาพวาดนี้นักกวีมีชื่อเสียงของร้านบุปผาหยกเป็คนวาดขึ้น ร้านบุปผาหยกแห่งนี้เป็ร้านขายภาพชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองลี่หยาง
“หลิวหลีของแม่ั้แ่แต่งงานเข้าจวนจวิ้นอ๋องแม้ไม่ใช่ชายาเอก แต่รัศมีก็ยากจะหาใครเทียบเคียงได้”
เหวินฮูหยินยกยอป้อชมลูกสาวไม่ขาดปาก หากแต่สิ่งที่นางพูดกลับไม่เกินจริงนักเหวินหลิวหลีหน้าตาสวยสดงดงาม เพลง พิณ หมาก กลอน นางล้วนชำนาญทั้งหมด หากไม่ใช่บุตรจากท้องของอนุตำแหน่งชายาเอกคงไม่ไกลเกินเอื้อมถึง ต่อให้เสนาบดีเหวิน ยกเซียวเลี่ยงหรูอนุภรรยาขึ้นเป็ภรรยาเอก เมื่อหลงซูเจียวสิ้นลมแต่ใช่ว่าคนส่วนใหญ่ในใต้หล้าจะให้การยอมรับ รวมถึงฮ่องเต้และไทเฮาด้วย
เซียวเลี่ยงหรูคือน้องสาวต่างมารดาของท่านราชครูเซียวเหมิน พระอาจารย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แม่ของนางเป็อนุลำดับที่ห้าของอดีตราชครูเซียวอี้ ต่างจากหลงซูเจียวที่เป็น้องสาวของอดีตแม่ทัพใหญ่ซึ่งต่อมาถูกกวาดล้างทั้งตระกูลในข้อหาฏ ขณะนั้นเหวินชิงหลีอายุเพียงห้าขวบหลงซูเจียวก็จากไป ทุกคนต่างบอกว่านางตรอมใจทว่าความจริงนางตายเพราะโดนพิษ
“ท่านแม่กล่าวเกินไปแล้ว ต่อให้ลูกโดดเด่นเพียงไรก็เป็ได้แค่พระสนม สู้อุตส่าห์วางแผนกำจัดนางแพศยาชิงหลีแทบตายสุดท้ายเต๋อหลางเยว่ะโจากขุนนางขั้นห้ามาเป็ขุนนางขั้นหนึ่ง ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก”
เหวินหลิวหลีกำมือแน่น สะบัดหน้าอย่างลืมตัว
“โถ ๆ ๆ ลูกแม่ เต๋อหลางเยว่เป็ขุนนางขั้นหนึ่งแล้วอย่างไร สุดท้ายนางก็แค่เมียที่ถูกเนรเทศไม่มีความหมายเลยสักนิดเ้าอย่าได้ใส่ใจ” เหวินฮูหยินปลอบโยนลูกสาว
“ปีนี้ฤดูหนาวสั้นนัก จะหมดหน้าหนาวอยู่แล้วแต่กว่าจะถึงเทศกาลหยวนเซียวยังต้องนับเวลาไปอีกถึงสิบห้าวัน ในวังเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง” นางเอ่ยถามลูกสาวเื่สำคัญเช่นนี้นางจะพลาดไม่ได้
“เทศกาลหยวนเซียวปีนี้ฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์ให้ราชวงศ์ใกล้ชิดประชาชน” นางตอบมารดาส่ง ๆ ไม่ได้ใส่ใจ
“เอ๊ะ หลิวเอ๋อร์หมายความว่ายังไง” เหวินฮูหยินทำหน้างุนงง
“ก็หมายความว่าปีนี้งดจัดงานในวังแต่ใช้งบของวังจัดงานให้กับประชาชนน่ะสิท่านแม่” นางกลอกตามองบนชักสีหน้าเบื่อหน่าย
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าราชวงศ์ทุกพระองค์รวมทั้งฮ่องเต้จะเสด็จร่วมงานกับประชาชนอย่างงั้นสิ” เหวินฮูหยินถามย้ำอีกครั้งเพื่อไขข้อข้องใจ
“ใช่แล้วท่านแม่”
“อย่างนี้ก็ดีเลย หลิวเอ๋อร์ส่งคนไปแจ้งที่จวนจวิ้นอ๋องเถอะ ว่าวันนี้จะขอพักกับแม่ที่จวนสักคืน” นางพูดพร้อมกับยื่นมือไปแตะไหล่ลูกสาว
“ท่านแม่มีแผนการอะไรอย่างนั้นหรือ” เหวินหลิวหลียกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นแตะคางทำหน้าสงสัย
“เย็นวันนี้เสวียนจงหลินจะมาที่นี่ เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าตลอดสี่ปีที่ผ่านมาเราได้เสวียนจงหลินคนนี้คอยลักลอบส่งของจากสกุลเต๋อไปยังตลาดอันฉีให้ อีกสิบห้าวันจะถึงเทศกาลหยวนเซียวไม่แน่ว่านางแพศยาชิงหลีนั่นอาจถูกเชิญเข้าร่วมงาน ทีนี้ล่ะเต๋อฮูหยินต้องเตรียมอาภรณ์ไว้ให้นางเป็แน่ มิสู้ของที่สกุลเต๋อส่งไปเมืองหลิวหลินครานี้เราให้เสวียนจงหลินส่งมาที่จวนจะดีว่า” เหวินฮูหยินแนะลูกสาว
“เป็ท่านแม่ที่ยังปราดเปรื่องอยู่เสมอ หากชุดที่ส่งไปเป็ชุดพระราชทานละก็ ทีนี้ล่ะหากไม่มีใส่ เห็นทีแม้แต่หัวนางยังรักษาเอาไว้ไม่ได้” นางเหยียดริมฝีปากชักสีหน้าชั่วร้าย
“เช่นนั้นวันนี้เราไปร้านเสื้อสกุลเฉาสั่งตัดชุดสำหรับงานครั้งนี้ของเ้ากันเถอะ แม่รับรองได้เลยงานนี้หลิวเอ๋อร์ต้องโดดเด่นที่สุด” เหวินฮูหยินหัวเราะพอใจก่อนสั่งซวงซวงสาวใช้ให้เรียกรถม้า
ด้านเต๋อหลางเยว่หลังกลับจากตงหยางต่างมีกิจการงานให้ทำมากมาย วันนี้ก็เช่นกันเขาอยู่ตำหนักัทองรอรับคำสั่งจากฮ่องเต้
“หลังอ่านฎีกาจากขุนนางทั้งหลายได้ส่งขึ้นมาแล้วเรามาคิด ๆ ดู กองโจรไป๋เหอเหมือนจะมุ่งเป้ามาที่ราชวงศ์มากกว่า ฉะนั้นเทศกาลหยวนเซียวปีนี้เราจะทำการล่อเสือออกจากถ้ำ” ฮ่องเต้ทรงตรัสกับราชมนตรีหนุ่ม
“ฝ่าาทรงหมายความว่า...”
“ใช่แล้ว เราจะใช้ตัวเองเป็ตัวล่อ”
“อันตรายเกินไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ราชมนตรีเต๋อเป็ห่วงแล้ว องครักษ์ติดดาบของเราใช่ใครจะผ่านด่านได้ง่าย ๆ”
“กระหม่อมรับทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“เราได้ข่าวมาว่า กองโจรไป๋เหอกองกำลังยิ่งใหญ่ทีเดียวจะประมาทไม่ได้ ตามที่หน่วยข่าวลับแจ้งมากองโจรไป๋เหอเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่ชายแดนตงหยาง และมีเส้นทางการเคลื่อนพลตามจุดต่าง ๆ นี้แล้ว” กล่าวจบพระองค์ทรงดำเนินไปยังแผนที่
“ตรงนี้ชายแดนตงหยาง หุบเขาม่านหมอกผ่านหมู่บ้านหยุนหยวน ทะเลสาบอิ๋นหลัว มาตามเส้นทางแม่น้ำสายหลักก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ทางแม่น้ำเรา้ากองกำลังพยัคฆ์ของราชมนตรีเต๋อช่วยคุ้มกันและตรวจตรา”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
“ดีเราขอฝากด้วย ่สายวันนี้หน่วยข่าวลับส่งสารเพิ่มเติมว่ากองโจรไป๋เหอแยกกองกำลังออกเป็สองส่วน ส่วนแรกมาตามลำแม่น้ำ ส่วนที่สองมาจากชายแดนตงหยางผ่านหุบเขาม่านหมอกไปยังเมืองหลิวหลิน อ้อมผ่านผาม่านม่านก่อนตรงเข้าถนนสายหลักมุ่งสู่เมืองหลวง ส่วนนี้เรามอบหมายให้กองกำลังัของแม่ทัพจ้านช่วยคุ้มกันแล้ว”
‘เมืองหลิวหลิน แย่แล้วนางอยู่ที่นั่น’ ราชมนตรีหนุ่มสีหน้าตระหนกเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“กระหม่อมจะรีบเตรียมการให้เสร็จโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่การโจมตีครั้งนี้กระหม่อมไม่แน่ใจว่ามีอะไรแอบแฝงหรือไม่”
“เราเองก็คิดเช่นนั้นแต่ยังไม่อาจทราบสาเหตุที่แท้จริง ถ้าเช่นนั้นราชมนตรีเต๋อภารกิจนี้เราขอฝากให้เ้าจัดการด้วย”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
“เช่นนั้นเราสบายใจแล้ว เ้าไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าา กระหม่อมทูลลา”
นอกตำหนักัทองราชมนตรีหนุ่มะโขึ้นหลังม้ามุ่งหน้าไปยังจวนราชมนตรี
ที่สวนดอกไม้ภายในจวน เต๋อฮูหยินกำลังตัดแต่งไผ่กวนอิม กระถางเล็ก ๆ อย่างเบามือ
“สวนดอกไม้ของท่านแม่สวยงามยิ่งนัก”
เต๋อหลางเยว่กล่าวชื่นชมสวนดอกไม้ของมารดาอย่างอารมณ์ดี แม้จะเป็ถึงขุนนางขั้นหนึ่งที่มีหน้ามีตา แต่ตระกูลเต๋อมิได้เป็ตระกูลผู้รากมากดีมาั้แ่ต้น ดังนั้นเต๋อหลางเยว่จึงเรียกขานมารดาว่าท่านแม่อย่างคนธรรมดาสามัญไม่ได้เรียกมารดาอย่างครอบครัวของชนชั้นสูง
“เยว่เอ๋อร์กลับมาเสียที แม่เองก็รอเ้าหลายวันแล้ว”
“เยว่เอ๋อร์ขออภัยท่านแม่ กลับจากตงหยางครั้งนี้รีบทูลรายงานฝ่าา ลำบากท่านแม่ต้องรอแล้ว”
เต๋อฮูหยินรีบวางกรรไกรบนถาดให้ซูอิ่งก่อนเดินจูงมือลูกชายไปยังศาลาพักร้อน
“เยว่เอ๋อร์เพิ่งมาถึง แม่ว่าเรานั่งพักในศาลาริมน้ำกันเถอะ ซูอิ่งรีบไปเตรียมน้ำชาและของว่างมาให้ใต้เท้า”
“เ้าค่ะฮูหยิน” ซูอิ่งย่อกายเล็กน้อยก่อนเดินจากไป
ภายในศาลาริมน้ำเต๋อฮูหยินจ้องมองพลางสำรวจใบหน้าของลูกชายอย่างถี่ถ้วน
“ไปตงหยางครั้งนี้เยว่เอ๋อร์ผอมลงหรือไม่”
“ท่านแม่ลูกสบายดี” เต๋อหลางเยว่กุมมือมารดา ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เยว่เอ๋อร์แม่ขอพูดอะไรกับเ้าสักหน่อยได้หรือไม่” นางตบหลังมือลูกชายเบา ๆ
แม้เป็เพียงหญิงชาวบ้าน ทว่าเต๋อฮูหยินกลับเคยผ่านการเล่าเรียนมาไม่น้อย ดังนั้นกิริยาของนางจึงไม่ต่างจากชนชั้นสูงมากนัก นางมักจะให้เกียรติลูกชายของนางเสมอ
“เชิญท่านแม่กล่าวกับลูกได้เลย” ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยน
“เยว่เอ๋อร์ของแม่อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว แม่ว่าควรมีทายาทไว้สืบสกุลได้แล้วหรือไม่” เต๋อฮูหยินกล่าวด้วยสีหน้ากังวล
“ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร”
“แม่หมายความว่า”
เต๋อฮูหยินกล่าวยังมิทันจบก็เห็นซูอิ่งเดินนำสาวใช้นามว่าเสี่ยวหลินยกถาดของว่างและกาน้ำชาเข้ามาพอดี
“เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเ้าก็ออกไปเถอะ” เต๋อฮูหยินบอกซูอิ่งกับเสี่ยวหลิน
“เ้าค่ะ” ทั้งสองนางตอบรับพร้อมกันก่อนจะหันหลังกลับ
“เชิญท่านแม่พูดต่อเถอะ” เต๋อหลางเยว่ว่าพลางรินน้ำชาส่งให้มารดา
“แม่หมายความว่า หากเยว่เอ๋อร์ไม่หย่าเหวินชิงหลีเพื่อแต่งภรรยาใหม่ ก็ให้รับอนุเข้ามาเถอะแม่อยากอุ้มหลานเต็มแก่แล้ว” พูดจบนางก็เฝ้ารอคำตอบจากผู้เป็ลูกชาย
“นางเป็ถึงบุตรสาวของเสนาบดีเื่หย่าคงไม่ง่าย แต่หากเป็เื่การแต่งอนุที่ผ่านมาลูกยังไม่ต้องตาใครเลย” เต๋อหลางเยว่ว่าพลางถอนหายใจ
“เื่นี้ขอให้เป็ธุระของแม่เถอะ” เต๋อฮูหยินยิ้มอย่างพอใจ
“ลำบากท่านแม่แล้ว” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ
การรับอนุไม่เป็ปัญหาสำหรับเขา แต่ความสุขของมารดาต่างหากที่ลูกชายอย่างเขาปรารถนา
“เทศกาลหยวนเซียวใกล้เข้ามาทุกทีแม่อยากตัดชุดใหม่เสียหน่อย วันนี้เยว่เอ๋อร์ไปร้านเสื้อสกุลเฉาเป็เพื่อนแม่ได้หรือไม่ แม่จะถือโอกาสตัดชุดให้เ้าด้วยเสียเลย”
“ได้สิท่านแม่” สำหรับมารดาแล้วไม่มีอะไรที่ลูกชายอย่างเขาให้ไม่ได้
เมื่อทานของว่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ราชมนตรีหนุ่มสั่งให้พ่อบ้านเจิ้งเตรียมรถม้าเพื่อพาเต๋อฮูหยินไปร้านเสื้อสกุลเฉาทันที