บทที่66
เตรียมตัวออกไปนอกจวน
แสงแดดยามเช้าอาบไล้ไปทั่วลานหินกว้างเบื้องหน้าจวนอ๋องเหยียนหลงเสียงนกร้องแผ่วเบาแซมอยู่ในสายลมที่พัดเอื่อยอบอุ่นบนลานแห่งนั้นมีรถม้าหรูหราเทียมด้วยม้าสีดำมันปลาบจอดรออยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นระเบียบ
รอบบริเวณรถม้ามีผู้คุ้มกันยืนรายล้อมอยู่หลายคนทั้งหมดล้วนสวมชุดเกราะเบาแบบเรียบง่าย สีเข้มไร้ลวดลายโดดเด่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ใช่นักรบ...แต่เพราะไม่ต้องการให้ผู้คนในเมืองหลวงจับจ้องจนเกินไป
แท้จริงแล้วคนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารจากกองทัพมังกรเพลิงกองกำลังภายใต้การควบคุมของอ๋องเหยียนฉางหลงโดยตรง เพียงแต่เมื่ออยู่ในเมืองหลวงการสวมชุดนักรบเต็มยศย่อมดึงดูดสายตาเกินควร พวกเขาจึงสวมเพียงชุดคุ้มกันธรรมดาปลอมตนคล้ายองครักษ์ประจำจวนของตระกูลขุนนางใหญ่เท่านั้น
ด้านข้างรถม้าร่างของไป๋ซือเหนียงยืนสง่างามอยู่ข้างบุตรสาวตัวน้อยเถาเถาในวันนี้อยู่ในอาภรณ์สีอ่อนหวานทอด้วยด้ายไหมเนื้อนุ่ม ผูกเปียสองข้างใบหน้าน้อยเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นดวงตากลมใสเป็นประกายจนแทบจะสะท้อนภาพท้องฟ้ายามเช้า
ข้างกายพวกนางมีสาวใช้ติดตามสองคนคอยถือของและจัดระเบียบสิ่งของก่อนออกเดินทางทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยไร้ที่ติ
ไป๋ซือเหนียงเหลียวมองบุตรสาวก่อนจะยิ้มน้อยๆ เอ่ยถามเสียงนุ่ม “เจ้าตื่นเต้นขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เถาเถาพยักหน้าหงึก ๆแววตาเป็นประกายระยิบ “เจ้าค่ะ! เถาเถาอยากเห็นร้านขายขนม!อยากเห็นคนขายของ! แล้วก็อยากขี่ม้าด้วย!”
น้ำเสียงใสของนางเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังดวงหน้าหวานน้อยเปื้อนรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา เสียงหัวเราะเบา ๆดังขึ้นจากสาวใช้ข้างตัวก่อนจะรีบก้มหน้าเมื่อพบว่านายหญิงของตนเองก็เผลอยิ้มตามเช่นกัน
บรรยากาศเช้าวันนี้เต็มไปด้วยความสดใสและความอบอุ่นที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักภายในจวนอ๋องเหยียนหลง…
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหนึ่งของลานชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้หนึ่งก้าวเข้ามา รูปร่างของเขาสูงใหญ่ราวยักษากล้ามเนื้อแน่นเป็นลำชัดเจนแม้จะอยู่ภายใต้ชุดผ้าธรรมดาผิวสีเข้มคล้ำเหมือนคนที่ผ่านแดดและลมจากสมรภูมินับไม่ถ้วนใบหน้าเหลี่ยมคมสันมีเคราสั้นขึ้นประปราย รับกับดวงตาคมกริบที่มองเห็นแม้สิ่งเล็กน้อย
วันนี้เขาไม่ได้สวมใส่ชุดเกราะเช่นครั้งที่ปรากฏตัวในสนามรบแต่เลือกสวมเพียงชุดลำลองเรียบง่าย…เสื้อผ้าฝ้ายหนาโทนเข้มสะท้อนความสุขุมไม่ต่างจากเจ้าบ้านตระกูลใหญ่ทั่วไปเพื่อไม่ให้สะดุดตาในสายตาผู้คนภายในเมืองหลวง
เมื่อมาถึงด้านหน้ารถม้าชายร่างใหญ่ก็หยุดเท้าลง ก่อนจะประสานมือคารวะด้วยท่าทางแน่วแน่เต็มความเคารพ “พระชายา!”
ไป๋ซือเหนียงยิ้มน้อย ๆอย่างเป็นมิตร พยักหน้ารับ “วันนี้รบกวนเจ้าด้วยแล้ว”
กวนจวิ้นหัวเราะร่าตบอกของตนเองดังปึ้ก แสดงออกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม “ฮ่า ฮ่า ไว้ใจข้าได้เลยขอรับ!”
แม้คำพูดของเขาจะแน่วแน่แต่ว่าในใจลึก ๆของบุรุษผู้นี้ยังคงมีภาพหนึ่งติดตา…ภาพของพระชายาร่างบางผู้หนึ่งที่ดูคล้ายคนธรรมดาแต่กลับสามารถสะบั้นหัวผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันได้ราวกับตัดไม้แห้ง ความรู้สึกวูบเย็นที่แล่นผ่านสันหลังในวันนั้น…ยังไม่เคยจางหาย
ไป๋ซือเหนียงยื่นมือไปจับเถาเถาเด็กน้อยในชุดงดงามกำลังยิ้มระรื่นอย่างไร้เดียงสา ขาทั้งสองย่ำพื้นเบา ๆอย่างตื่นเต้นก่อนจะปีนขึ้นรถม้าไปพร้อมกับมารดา
ทว่า…ยังไม่ทันที่ไป๋ซือเหนียงจะก้าวขึ้นเสียงใสดังขึ้นจากด้านหลัง
“รอด้วย ข้าไปด้วย!”
เสียงที่แฝงความคุ้นเคยนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นหันขวับกลับไปพร้อมกัน…
เสียงนั้นคุ้นเคยและดังแว่วมาจากด้านหลังไป๋ซือเหนียงชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าก่อนจะถอยกลับมาเล็กน้อยแล้วหันไปมองตามต้นเสียง
เพียงแค่หันไป นางก็เห็นสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์งดงามกำลังวิ่งตรงมาอย่างเร่งรีบด้านหลังมีสาวใช้ติดตามสองคนและผู้คุ้มกันอีกกลุ่มใหญ่ คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น…ซูเหม่ยหรู
ซูเหม่ยหรูวิ่งมาหยุดหอบเล็กน้อยอยู่ตรงหน้าของไป๋ซือเหนียงและเถาเถาใบหน้างดงามของนางปรากฏรอยยิ้มสดใสเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่แอบออกจากบ้านมาเที่ยว
ไป๋ซือเหนียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “หื้ม? เจ้า...สามารถออกมาได้แล้วหรือ?”
ซูเหม่ยหรูเชิดหน้ายึดอกอย่างมั่นใจ “แน่นอนสิ ข้าเป็นใครกัน จวนตระกูลซูน่ะหรือจะขังข้าได้?”
ไป๋ซือเหนียงกลอกตาน้อย ๆก่อนจะถามต่อด้วยรอยยิ้มบาง “มิใช่ว่าหนีออกมาอีกกระมัง?”
สีหน้าของซูเหม่ยหรูแปรเปลี่ยนเล็กน้อยความทรงจำถึงตอนที่ถูกจ้าวกู่ลากตัวกลับไปราวกับเด็กดื้อยังฝังใจนางรีบตอบกลับอย่างเร็วเพื่อกลบเกลื่อน “พูดอันใดกันจะหนีออกมาได้อย่างไร? ถ้าหนีจริง ๆป่านนี้คงมีคนมาลากข้ากลับไปแล้ว!”
ไป๋ซือเหนียงหัวเราะเบา ๆก่อนจะพยักหน้ารับ ขณะสายตาหันไปมองเถาเถาที่กำลังยิ้มกว้างเพราะเห็นคนรู้จัก
แม้จะเคยมีภาพจำเกี่ยวกับซูเหม่ยหรูว่าเป็นคุณหนูจอมเอาแต่ใจแต่หลังจากได้ฟังข้อมูลจากเสี่ยวหนิงอย่างละเอียดความคิดของไป๋ซือเหนียงก็เปลี่ยนไปไม่น้อย
ซูเหม่ยหรูผู้นี้แตกต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไปในเมืองหลวงนางเป็นบุตรสาวของซูเหวินอันผู้นำตระกูลซูคนปัจจุบัน…หนึ่งในขุนนางใหญ่ที่มีอำนาจสูงในราชสำนักและยังเป็นน้องชายของซูอวิ๋นเจียว พระชายาเอกของเหยียนหลงอ๋องนั่นทำให้ซูเหวินอันมีฐานะเป็นน้องเขยของเหยียนฉางหลงโดยตรง
แต่แม้ว่าซูเหม่ยหรูจะมีอำนาจมากมายอยู่ในมือเป็นธิดาของหนึ่งในขุนนางใหญ่ระดับแนวหน้าทว่าตลอดเวลาที่นางพำนักอยู่ภายในนครหลวงนางกลับไม่เคยรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่เพียงเท่านั้นนางไม่เคยใช้อำนาจของตนเองกดขี่หรือเอาเปรียบสามัญชนทั่วไปกลับกันยังเคยออกโรงสั่งสอนพวกบุตรหลานขุนนางที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ด้วยตนเองอยู่หลายครั้ง
เพราะเหตุนี้เองนางจึงกลายเป็นหนึ่งในคุณหนูไม่กี่คนในนครหลวงที่ได้รับความเคารพจากผู้คนชั้นรากหญ้าอย่างแท้จริง
และนี่เอง...คือสิ่งที่ทำให้ไป๋ซือเหนียงต้องมองนางด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิม
ซูเหม่ยหรูกลับคืนสติได้ในชั่วพริบตาก่อนจะหันไปมองเด็กน้อยที่ยืนอยู่เคียงข้างไป๋ซือเหนียง แล้วหัวเราะสดใส “ฮ่าๆๆ เถาเถา ท่านน้าซูของเจ้ามาแล้วนะ!”
นางย่อตัวลงเล็กน้อยพร้อมพูดต่อ “คราวก่อนท่านน้าซูบอกว่าจะพาเจ้าไปเที่ยวในเมืองหลวงใช่หรือไม่แน่นอนว่าท่านน้าคนนี้ไม่มีทางผิดคำพูด!”
เถาเถาแย้มยิ้มออกมาอย่างน่ารักดวงตากลมใสเป็นประกายด้วยความดีใจ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย “ท่านน้าซู~!”
“ไปๆออกเดินทางกันเถอะ!” ซูเหม่ยหรูว่าจบก็หมุนตัวก้าวขึ้นไปบนรถม้าราวกับเป็นเจ้าของทริปนี้
ไป๋ซือเหนียงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะพาเถาเถาขึ้นตามไป และในเวลาไม่นาน รถม้าหรูหราก็เริ่มเคลื่อนออกจากลานกว้างเดินทางผ่านประตูจวนสู่ยามเช้าแห่งนครหลวงเหยียนจิงที่กำลังตื่นตาขึ้นอีกครั้ง…