ข่าวการคุกเข่าขอขมาของซูเม่ยหลินหน้าจวนแม่ทัพ สั่นะเืวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ชื่อของ "หลี่เหยา" บุปผาไร้ค่าที่เคยเป็เพียงตัวตลกในวงสนทนา
บัดนี้กลับถูกเอ่ยถึงด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความยำเกรงและหวาดระแวง ไม่มีใครเข้าใจว่าสตรีที่อ่อนแอและขลาดเขลามาตลอดสิบหกปี กลับสามารถบีบคั้นให้เทพธิดาแห่งเมืองหลวงอย่างซูเม่ยหลินยอมหมอบราบคาบแก้วได้อย่างไรแน่นอนว่าผู้ที่ใที่สุดย่อมหนีไม่พ้นแม่ทัพใหญ่หลี่เจิ้ง บิดาของนาง
"เหยาเอ๋อร์! นี่มันเื่อะไรกัน!"
ทันทีที่เยว่ซินก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ หลี่เจิ้งก็ปรี่เข้ามาหาบุตรสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนสับสน
"พ่อได้ยินข่าวจากข้างนอก...ว่าคุณหนูซูมาคุกเข่าขอขมาเ้า...เ้าไปทำอะไรนาง!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็ห่วงเขากลัวว่าบุตรสาวที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมา จะไปสร้างศัตรูที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จวนแม่ทัพจะรับมือไหว ราชครูซูนั้นมีอิทธิพลในราชสำนักไม่น้อยเลยเยว่ซินมองบิดาในร่างนี้ด้วยสายตาที่อ่อนลง
ในความทรงจำของหลี่เหยา ชายผู้นี้คือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวที่รักและปกป้องนางมาตลอด แม้จะไม่เข้าใจเื่พลังปราณ แต่ความรักของเขานั้นของจริง
"ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องกังวล"
เยว่ซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"ข้าไม่ได้ทำอะไรนางทั้งสิ้น ข้าแค่ไปทวงถามความยุติธรรมในส่วนที่ข้าควรจะได้รับ...คุณหนูซูเป็คนฉลาด นางย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ"
นางไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมด เพราะไม่อยากให้บิดาต้องกังวลไปมากกว่านี้หลี่เจิ้งขมวดคิ้ว มองบุตรสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
"เหยาเอ๋อร์...ั้แ่เ้าฟื้นขึ้นมา...เ้าดูเปลี่ยนไปมาก"
"คนเราเมื่อผ่านความเป็ความตายมา ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็ธรรมดาไม่ใช่หรือเ้าคะ?"
เยว่ซินตอบกลับอย่างแเี
"ข้าแค่ตระหนักได้ว่า การอ่อนแอไม่ได้ทำให้ใครเมตตา มีแต่จะทำให้คนอื่นเหยียบย่ำเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น"
คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของหลี่เจิ้ง เขากำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจที่ผ่านมาไม่สามารถปกป้องบุตรสาวได้ดีพอขณะที่สองพ่อลูกกำลังสนทนากันอยู่นั้น พ่อบ้านก็รีบร้อนวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"นายท่าน! คุณหนูใหญ่! แย่แล้วขอรับ! ท่าน...ท่านอ๋องเฟยหลงเสด็จมาขอรับ!"
"ว่ากระไรนะ!"
หลี่เจิ้งเบิกตากว้าง
"อ๋องปีศาจนั่นน่ะรึ! เขามาทำอะไรที่นี่!"
ชื่อของ
"อ๋องเฟยหลง"
เป็ที่หวาดหวั่นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้ภายนอกจะดูสง่างาม แต่กิตติศัพท์ความโเี้และเด็ดขาดของเขานั้นไม่ใช่เื่ล้อเล่น การมาเยือนจวนแม่ทัพอย่างกะทันหันย่อมไม่ใช่เื่ปกติเยว่ซินกลับมีเพียงรอยยิ้มบางๆ ประดับที่มุมปาก มาเร็วกว่าที่คิด...ดูเหมือนปลาจะติดเบ็ดแล้ว
"ท่านพ่อใจเย็นๆ ก่อน เขามาเป็แขก เราก็ต้องต้อนรับ"
เยว่ซินกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
"เชิญท่านอ๋องเข้ามาเถิด"
ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายัด้วยดิ้นสีเงินก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้บรรยากาศพลันหนักอึ้งลงถนัดตา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองตรงมายังเยว่ซินทันที ราวกับว่าในห้องโถงที่กว้างขวางนี้มีเพียงนางคนเดียวที่อยู่ในสายตา
"ถวายพระพรท่านอ๋อง"
หลี่เจิ้งและเยว่ซินย่อกายคารวะตามธรรมเนียม
"ตามสบายเถิด ท่านแม่ทัพ"
เฟยหลงเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปทางเยว่ซิน
"เปิ่นหวางได้ยินว่าคุณหนูใหญ่หลี่เพิ่งประสบเคราะห์กรรมมา จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง หวังว่าคงไม่เป็การรบกวน"
เยี่ยมเยียน? หรือมาสืบสวนกันแน่ เยว่ซินคิดในใจ แตใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา
"ท่านอ๋องมีเมตตา หม่อมฉันซาบซึ้งในพระทัยยิ่งนัก ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ"
เฟยหลงกวาดสายตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง
"ดูเหมือนจะดีขึ้นมากจริงๆ...มากกว่าที่ข่าวลือว่าไว้เยอะ"
สายตาของเขาราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิติญญาของนาง ทำให้เยว่ซินรู้สึกราวกับกำลังถูกนักล่าจ้องมองเหยื่อ แต่แทนที่จะหวาดกลัว นางกลับเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรงอย่างไม่เกรงกลัวการสบตากันของทั้งสองราวกับกระแสไฟฟ้าที่ปะทะกันกลางอากาศ!หลี่เจิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ เขารีบเอ่ยขึ้น
"เชิญท่านอ๋องประทับก่อนเถิด เสี่ยวชุ่ย ไปยกชามา!"
หลังจากนั่งลงแล้ว เฟยหลงก็โบกมือให้องครักษ์เงา
"อิง นำของเยี่ยมไข้มา"
อิงก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับกล่องไม้จันทน์เนื้อดีที่สลักลวดลายอย่างวิจิตร เมื่อเปิดออก แสงสีทองอ่อนๆ พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นก็กระจายไปทั่วห้องโถง ภายในคือรากโสมขนาดเท่าแขนเด็กที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์...
"โสมราชันย์พันปี!"
หลี่เจิ้งถึงกับสูดหายใจเฮือก! นี่คือสมุนไพรล้ำค่าที่แม้แต่ในวังหลวงยังมีไม่กี่ชิ้น การที่เฟยหลงนำของล้ำค่าเช่นนี้มาเยี่ยมไข้บุตรสาวของตน มันหมายความว่าอย่างไร!
"นี่...นี่มันล้ำค่าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิกล้ารับ!"
หลี่เจิ้งรีบปฏิเสธ
"เปิ่นหวางมอบให้คุณหนูหลี่ ไม่ได้มอบให้ท่านแม่ทัพ"
เฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ แต่สายตายังคงจับจ้องที่เยว่ซิน
"รับไว้เถิด ถือว่าเป็ของขวัญสำหรับการแสดงอันยอดเยี่ยมที่หน้าจวนราชครูเมื่อเช้านี้"
คำพูดของเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ! เขารู้! เขารู้เื่ทั้งหมด!เยว่ซินหัวเราะออกมาเบาๆ ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น
"ท่านอ๋องช่างล้อเล่นแล้ว หม่อมฉันแค่ไปทวงถามความยุติธรรมเท่านั้น ไม่ได้แสดงละครอะไรเสียหน่อย"
"งั้นรึ?"
เฟยหลงเลิกคิ้ว
"เช่นนั้นเปิ่นหวางคงต้องขอชมเชยในความกล้าหาญของคุณหนูหลี่ ที่กล้าต่อกรกับคุณหนูซูซึ่งๆ หน้า นับเป็สตรีที่น่าสนใจที่สุดในเมืองหลวงขณะนี้"
"หม่อมฉันไม่กล้ารับคำชม"
เยว่ซินตอบกลับอย่างถ่อมตน แต่แววตากลับไม่มีความถ่อมตนแม้แต่น้อย
"เทียบกับท่านอ๋องผู้ปกครองหอเมฆาดำแล้ว หม่อมฉันเป็เพียงหนอนแมลงตัวเล็กๆ เท่านั้น"
ตูม!!!!!คำพูดของเยว่ซินราวกับะเิที่ลงกลางใจของเฟยหลงและหลี่เจิ้ง!หลี่เจิ้งหน้าซีดเผือด
"เหยาเอ๋อร์! เ้าพูดอะไรเหลวไหล!"
ส่วนเฟยหลงนั้น...รอยยิ้มที่มุมปากของเขาหายไปในทันที ดวงตาที่คมกริบอยู่แล้วยิ่งทวีความเย็นเยียบขึ้นหลายส่วน บรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงจนแม้แต่แม่ทัพใหญ่ผู้ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนยังรู้สึกหายใจติดขัด!
"หอเมฆาดำ?"
เฟยหลงทวนคำช้าๆ
"เปิ่นหวางไม่เข้าใจว่าคุณหนูหลี่กำลังพูดถึงเื่อะไร"
เยว่ซินกลับไม่สะทกสะท้าน นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
"จริงหรือเ้าคะ? หม่อมฉันได้ยินมาว่า หอเมฆาดำคือขุมกำลังใต้ดินที่ใหญ่ที่สุด มีเครือข่ายข่าวสารที่รวดเร็วที่สุด และมีประมุขเงาผู้ลึกลับและโเี้...ที่น่าแปลกคือ ทุกครั้งที่ท่านอ๋องปรากฏตัว ประมุขเงาผู้นั้นก็จะหายไป และทุกครั้งที่ประมุขเงาเคลื่อนไหว ท่านอ๋องก็จะเก็บตัวเงียบอยู่ในตำหนัก...ช่างเป็เื่บังเอิญที่น่าสนใจเสียจริง"
นางไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย ทั้งหมดเป็เพียงการคาดเดาจากข้อมูลในความทรงจำของหลี่เหยาประกอบกับการวิเคราะห์อย่างนักยุทธศาสตร์ของตัวเธอเอง...นางกำลังเดิมพันครั้งใหญ่!เฟยหลงจ้องหน้านางนิ่ง ดวงตาของเขาลุ่มลึกจนไม่อาจคาดเดาความคิดได้
เวลาผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์...แล้วจู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา!เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำและทรงพลัง ทำให้ความกดดันทั้งหมดสลายไปในพริบตา
"ฮ่าๆๆๆ! น่าสนใจ! น่าสนใจจริงๆ! คุณหนูใหญ่หลี่...เ้าเป็สตรีคนแรกที่กล้าพูดเื่นี้ต่อหน้าข้า!"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเยว่ซิน ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
"บอกข้ามาสิ...เ้า้าอะไร? การเปิดโปงตัวตนของข้า...เ้าคิดว่ามันจะให้ประโยชน์อะไรกับเ้า?"
เยว่ซินยังคงนิ่งสงบ นางสบตาเขากลับอย่างไม่หลบเลี่ยง
"หม่อมฉันไม่้าอะไรทั้งสิ้น...เพียงแต่...การมีมิตรเป็อ๋องผู้สูงศักดิ์ ย่อมดีกว่าการมีศัตรูเป็ประมุขเงาผู้โเี้...ท่านอ๋องว่าจริงหรือไม่เพคะ?"
นางกำลังยื่นกิ่งมะกอกให้เขา! เป็การประกาศจุดยืนว่านางไม่มีเจตนาเป็ศัตรู และพร้อมที่จะเก็บความลับนี้ไว้แลกกับการเป็พันธมิตร!เฟยหลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางอีกครั้ง ก่อนจะยืดตัวตรงและะเิเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
"ดี! ดีมาก! เปิ่นหวางชอบคนฉลาด! นับั้แ่วันนี้ไป เ้า...หลี่เหยา...คือสตรีในความคุ้มครองของข้า! ใครหน้าไหนที่กล้าแตะต้องเ้า
ก็เท่ากับเป็ศัตรูกับข้า เฟยหลง!"
คำประกาศกร้าวดังไปทั่วทั้งจวนแม่ทัพ!นี่คือการเผชิญหน้าและการต่อรองที่เดิมพันด้วยชีวิต...และเยว่ซินคือผู้ชนะ!