กองทิศตะวันออก
เสวี่ยซิง เริ่มให้ทหารจากกองทิศเหนือที่ฝึกธนูจนเชี่ยวชาญ ได้ลองจับดาบ ในเบื้องต้นเสวี่ยซิงให้ทุกคนฝึกกระบวนท่าการฟันไปข้างหน้า กระบวนท่าตวัดดาบเพื่อเกี่ยวดาบคู่ต่อสู้ แล้วพุ่งดาบเข้าหาศัตรู กระบวนท่าปัดป้อง กระบวนท่าจู่โจม ให้พวกเขาฝึกซ้ำอยู่เช่นนั้น เพราะทุกคนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้อาวุธดาบ
ขณะมองการฝึกของเหล่าทหารอยู่นั้น พลางคิดว่า นับั้แ่วันที่มารับหน้าที่มาช่วยองค์รัชทายาทดูแลค่ายซานตง ชีวิตเกือบทุกวันวนเวียนอยู่กับค่ายซานตงและการฝึกซ้อม แม้แต่ละวันจะมีเื่ราวไม่ซ้ำกันเลย อีกทั้งมีวิธีการสอนขององค์หญิงอี้อันสร้างความปวดเศียรเวียนหัวให้บ้าง ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้พบองค์หญิงเหออันดังเช่นเมื่อครั้งทำงานในหน่วยองครักษ์อวี่หลิน ที่คลุกคลีกับวังหลวงทุกวัน
เดิมนั้นเขาและจางเหยา ติดตามองค์รัชทายาทมาั้แ่สมัยเยาว์วัย ทั้งบิดาเขา แม่ทัพเสวี่ยิ และฝ่าาเคยออกรบในสมรภูมิต่างๆ ร่วมกันมา ส่วนท่านลุงจางซื่อเจิน บิดาของจางเหยา เป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มาจากสนามรบเช่นกัน เมื่อบุตรชายที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ฝ่าาจึงโปรดให้ศึกษาเล่าเรียนทั้งอักษรศาสตร์ และวิชายุทธ์ไปด้วยกัน ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าออกตำหนักต่างๆ ในวังหลวงพร้อมองค์ชายสามจ้าวเหยียนชิว แทบทุกวัน ได้พบกับองค์หญิงเหออันและองค์หญิงพระองค์อื่นๆ บ่อยครั้ง แต่เขาคุ้นเคยกับองค์หญิงเหออัน แห่งตำหนักฮุ่ยหลิง เป็พิเศษ เขาเห็นพระสิริโฉมอันงดงาม กิริยาอันอ่อนหวานนุ่มนวลของนางเสมอมา แม้หลายคราองค์หญิงหลิงอันและองค์หญิงอื่นๆ มักจะแวะเวียนมาพบปะเขาที่หน่วยองครักษ์ แต่เขามิได้นำพากับองค์หญิงและสตรีสูงศักดิ์ใดๆ
ครั้นนานวันเข้าเขาเกิดความชื่นชมองค์หญิงเหออันเป็พิเศษ คิดอยากพบเจอพระพักตร์ทุกวันคืน ยามใดที่ได้พบก็จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจ หัวใจเต้นแรง รู้สึกประหม่ายามเมื่อได้พูดคุย หลังสนทนาแล้วเขาจะเก็บรอยยิ้มของนางกลับมาด้วยทุกครั้ง วันใดที่ไม่ได้เจอนางในใจจะว้าวุ่น เกิดความรู้สึกคิดถึงกระวนกระวายใจยากที่จะบอกใครได้ แรกๆ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่มที่ทุ่มเทฝึกวิชายุทธ์อย่างหนักเยี่ยงเขา จนเมื่ออายุ 17 ปี เขาจึงรู้ว่า ความรู้สึกนี้คนทั่วไปเรียกมันว่า “ความรัก”
ภายหลังที่เกิดคดีลอบสังหารองค์รัชทายาท คดีสังหารเสนาบดีเฮ่อหยุน อดีตเ้ากรมคลัง และอีกหลายคดีที่พยายามสืบเท่าไหร่ก็ไม่สามารถปิดคดีได้ ทั้งที่เบาะแสล้วนเกี่ยวข้องกับวังหลวงทั้งสิ้น แต่เขาและจางเหยาไม่สามารถติดตามสืบได้เต็มที่ เพราะมีภารกิจต้องฝึกทหารในค่ายซานตงเป็หลัก
เขากลับมาทบทวนความรู้สึกนี้อีกครั้ง พบว่าความคิดถึงนางในดวงใจยังคงมีอย่างเต็มเปี่ยม แต่ด้วยภารกิจที่มากมายทำให้เขาลืมนางไปชั่วขณะ ดังนั้นเขาจึงคิดว่า ....ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อบอกให้นางได้รู้ถึงความในใจของเขา...ที่มีต่อนาง .... องค์หญิงเหออัน
ขณะครุ่นคิดนั้นพลันเกิดััหนึ่งขึ้นมาว่า เหมือนมีใครเฝ้ามองดูเขาในที่ใดที่หนึ่ง มันเกิดขึ้นอีกแล้ว เขาหันขวับไปยังทิศทางที่ความรู้สึกมันบ่งบอก แต่กลับไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้นเลย เขามองไปบริเวณรอบๆ อยู่สักครู่ เห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติจึงหันกลับมาแล้วลงไปฝึกเหล่าทหารจัดท่าการจับดาบต่อไป เขาสลัดทิ้งความคิดฟุ้งซ่านและความระแวงด้านหลังออกไปจนหมด ใจจดจ่อกับการสอนนั้นต่อไป
องค์รัชทายาทลากแขนน้องสาวเดินหลบผ่านระเบียงมาหยุดที่มุมหนึ่ง ยืนกอดอกมองหน้าน้องสาว “เ้าแอบหลบมาตอนให้ลูกศิษย์เ้านั่งโคจรลมปราณอีกแล้วนะ” น้องสาวยิ้มกว้างใส่พี่ชาย “หม่อมฉันมาศึกษากระบวนท่าวิชาดาบอยู่เพคะ”
“อ้อ... เช่นนั้นหรือ เ้าทิ้งลูกศิษย์ไว้นานแล้ว กลับไปได้” พูดจบพี่ชายจับน้องสาวหันหลังแล้วดันนางไปส่งกองทิศตะวันตก
มู่ไป๋ ที่กำลังฝึกซ้อมยิงธนู สังเกตเห็นองค์หญิงแอบเดินอ้อมไปทางด้านหน้าทิศตะวันออก สงสัยว่านางไปทำอะไร แต่ยังคงฝึกซ้อมต่อไปเงียบๆ จนองค์รัชทายาทดันหลังนางให้เดินกลับไปกองทิศตะวันตก
จวนผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน
ค่ำนี้เสวี่ยซิงลงจากม้าหน้าประตูจวน มีชายวัยกลางคนเดินมาคำนับเขาแล้วจูงม้าไปเก็บ เขาเดินผ่านสวนหน้าเรือนหลักตรงเข้าไปในเรือนที่มีแสงสว่างไสวจากโคมไฟ แล้วเดินตรงไปที่ห้องหนังสือ ที่นั่นบิดาของเขานั่งอ่านหนังสืออยู่ เขาทำความเคารพ “คารวะท่านพ่อ ท่านกลับมานานแล้วหรือขอรับ”
“เพิ่งกลับมาถึง เ้ากินข้าวมาหรือยัง”
“กินกับองค์รัชทายาทมาแล้วขอรับ”
“หลายเดือนมานี้เ้ากลับค่ำแทบทุกวัน บางคืนกลับมาดึกมาก การฝึกราบรื่นดีใช่ไหม”
“การฝึกราบรื่นดีขอรับ แต่คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาทล้วนยังปิดไม่ได้ ทำให้รู้สึกกังวลอยู่บ้างขอรับ”
“มีอะไรให้พ่อช่วยไหม”
“ไม่ขอรับ ท่านพ่อคงทราบแล้วว่า ถ้อยความที่เสนาบดีเฮ่อหยุนทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต พบว่ามีผู้ปองร้ายไม่เพียงองค์รัชทายาทแต่อาจถึงฝ่าาด้วย ท่านพ่ออาจต้องเหนื่อยมากขึ้น”
แม่ทัพเสวี่ยิพยักหน้ารับรู้ไม่กล่าวอะไรต่อ แล้วหันมาถามลูกชาย “เ้ามาห้องหนังสือมีอะไรหรือ”
“ลูกจะมาขอหีบเครื่องประดับของท่านย่าขอรับ”
แม่ทัพเสวี่ยิเลิกคิ้วนิดนึง มองหน้าบุตรชายคนเดียว ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ทำไม!! เ้าไปถูกใจบุตรีบ้านใดเข้าหรือ?” บิดาเอ่ยถามปนเสียงหัวเราะ เขาไม่ตอบบิดา แต่อมยิ้มเล็กน้อย แม่ทัพเสวี่ยิเห็นสีหน้าบุตรชายรู้สึกเขินอายแว่บหนึ่งแล้วรีบสงบนิ่งกลบเกลื่อน เขาไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมนี่? บุตรชายของเขาอายเป็แล้วหรือนี่!.... แม่ทัพเสวี่ยิ ยิ้มเล็กน้อยลุกขึ้นหันหลังไปชั้นวางหนังสือ เปิดช่องลับที่ดูเสมือนเป็ชั้นวางหนังสือ แล้วหยิบกล่องไม้กว้าง 9 ชิ้น ยาว 16 ชุ่น ค่อนข้างหนัก ต้องใช้สองมือประคองไว้ กล่องไม้ใบนั้นสลักลวดลายวิจิตรงดงาม
แม่ทัพเสวี่ยิส่งให้บุตรชาย เสวี่ยซิงประสานมือขอบคุณบิดาแล้ววางกล่องลงบนโต๊ะ หีบใบนี้ไม่มีกุญแจ ไม่มีกลไกใดๆ สามารถปลดสลักเปิดหีบออกมาโดยง่าย ภายในบรรจุเครื่องประดับสตรีจำนวนมาก ล้วนเป็ของเก่าแก่ที่ท่านแม่เขาสะสมไว้ ต่อมายกให้เป็ของรับขวัญสะใภ้ คือภรรยาของเขา ครั้นนางให้กำเนิดเสวี่ยซิง แต่ยังไม่ทันมีธิดาหรือบุตรชายคนใดอีก นางเกิดล้มป่วยลงและจากไป ครั้งหนึ่งเขาเคยให้เสวี่ยซิงดูสมบัติของมารดา แต่เห็นว่าบุตรชายเองไม่ได้สนใจเครื่องประดับสตรีแต่อย่างใด กล่องนี้จึงถูกเก็บเงียบไว้ด้านหลังห้องหนังสือนี้มาโดยตลอด วันนี้บุตรชายคนเดียวมาถามหา น่าจะมีข่าวดีแล้วกระมัง!! ....
เสวี่ยซิงเปิดดูแล้ว เขาเลือกหยิบทองคำสุกอร่ามมาก้อนหนึ่ง มันหนักราวหนึ่งตำลึง “ลูกขอชิ้นนี้ ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
“เ้าจะเอาทองก้อนนี้ไปทำอะไร บอกพ่อได้หรือไม่” เขาจับจ้องใบหน้าบุตรชายคนเดียว แต่เขาไม่ตอบอมยิ้มเล็กน้อย ทำความเคารพแล้วเดินกลับไปห้องของตน
สิ่งของแทนใจ
เสวี่ยซิงมองทองคำก้อนนั้น ที่บัดนี้ตั้งอยู่เบื้องหน้าของเขา บนโต๊ะมีกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง เขาใช้พู่กันค่อยๆ เขียนอักษร 2 คำขึ้นมาบนกระดาษ “愛你” แล้วจากนั้นขยับกระดาษไปมา เอียงคอพิจารณาตัวอักษรสักครู่แล้วตวัดพู่กันลากเป็เส้นโค้งไปมาอยู่เป็เวลานาน ที่สุดก็ได้ภาพปิ่นปักผมสตรีมีอักษร “รักเธอ” อยู่ภายในปิ่นเล่มนี้ เขายิ้มกับแบบที่ร่างไว้ เขามองก้อนทองคำบนกระดาษที่ร่างไว้ แววตาเปล่งประกายสุกใสราวกับคนมีความสุขเต็มล้น วางแผนไว้ว่าจะลงมือตีทองคำก้อนนี้และตั้งใจแกะสลักลวดลายทั้งหมดด้วยมือของเขาเอง เพื่อมอบเป็ของขวัญให้กับสตรีในดวงใจของเขา ....
ลานหมู่ตาน
ลานหมู่ตาน คับคั่งไปด้วยบุคคลชั้นสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็บรรดาองค์หญิงพระธิดาของพระสนม บรรดาพระสหายสนิทของพวกนางที่ล้วนเป็บุตรีขุนนาง คหบดี ในนครเปี้ยนจิง เมืองหลวงของต้าซ่ง พร้อมกับบรรดานักปราชญ์เชี่ยวชาญบทกวี ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ร่างของสตรีกลุ่มหนึ่ง พวกนางแต่งกายแบบชาวซีเซี่ย การร่ายรำดูแข็งแรง รวดเร็ว ดุดัน สอดคล้องกับการบรรเลงดนตรีแคว้นซีเซี่ย ที่ผู้บรรเลงใช้ท่วงทำนองกระแทกกระทั้น เสียงเครื่องสายกรีดกระชั้นแหลมเกิดความตื่นเต้นเร้าใจ ทำให้การร่ายรำนั้นราวกับท่วงท่าการต่อสู้ก็ไม่ปาน บนศาลาใหญ่กลางลาน มีองค์หญิงเหออัน ประทับอยู่ ด้านหลังเป็แม่นมเฉิน ที่ทำหน้าที่อารักขา คนผู้หนึ่งนั่งใกล้ๆ กับองค์หญิงคือองค์ชายหลี่ผิงซาน แห่งซีเซี่ย เขามองดูการร่ายรำตามแบบศิลปะของซีเซี่ย อย่างภาคภูมิใจ ครั้นการแสดงดนตรีและร่ายรำจบลง ผู้ชมต่างพากันตบมือแสดงความพอใจกัน องค์หญิงเหออัน ตบมือให้กับการแสดงนาฎกรรมของนางรำชาวซีเซี่ย นางกล่าวชื่นชม
“การแสดงศิลปะดนตรีและร่ายรำของชาวซีเซี่ย ช่างงดงามและน่าเกรงขามนัก หม่อมฉันเพิ่งได้ชมเป็ครั้งแรก นับว่าเป็ความโชคดีของหม่อมฉันยิ่งนัก”
“ขอบพระทัยองค์หญิงเหออัน แม้ศิลปะของชาวซีเซี่ยจะดูงดงามแต่เพราะชาวซีเซี่ยเป็ดินแดนทุ่งหญ้าเสียเป็ส่วนใหญ่ พวกเาาวซีเซี่ย อยู่กับการท่องเที่ยวและล่าสัตว์ ทำนองดนตรี การประพันธ์ทำนอง และการร่ายรำจึงออกจะสนุกสนานตื่นเต้นเช่นเดียวกับการใช้ชีวิตของเรา ส่วนเสียงดนตรีต้าซ่ง บรรเลงได้อ่อนหวาน แม้แต่สัตว์ที่เดินอยู่ต่างต้องร่ายรำซาบซึ้งในเสียงเพลง แม้นศิลปะร่ายรำยังแสดงออกถึงความสุข เพราะแผ่นดินสงบสุข เจริญรุ่งเรือง เช่นนี้แล้ว ศิลปะแขนงต่างๆ จึงเต็มไปด้วยความอ่อนช้อยงดงามลึกซึ้ง สง่างามของสตรีชาวต้าซ่ง ย่อมไม่อาจละสายตาจากความงามตรงหน้านั้นได้ พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายแห่งซีเซี่ยกล่าว ดูเหมือนว่าผู้กล่าวมีความชื่นชมในศิลปะแห่งแคว้นก็ตาม แต่ฟังแล้วคล้ายกับตั้งใจใส่ความนัยบางอย่างแอบแฝงมา แม่นมเฉินเองรู้สึกไม่สบายใจนัก
“องค์ชายผิงซานกล่าวยกย่องศิลปะชาวต้าซ่งเกินจริงไปเพคะ ศิลปะ ดนตรี กวี ร่ายรำ มิอาจกล่าวเปรียบเทียบกันและกันได้ เพราะต่างมีงดงามเป็เอกลักษณ์ตามเผ่าพันธุ์แห่งตน เราเป็เพียงผู้ชมที่ชมศิลปะของผู้อื่นให้เกิดความเพลิดเพลินและจรรโลงใจเพคะ” นางตอบได้อย่างชาญฉลาด ไม่ยกคำกล่าวพาดพิงถึงสตรีชาวต้าซ่งแต่อย่างใด
ใบหน้าได้รูปงาม คิ้วและดวงตาที่คมเข้มของเขายิ้ม จ้องตรงมายังนาง คงกล่าวต่อไป “เช่นนั้นหม่อมฉันคงมีโอกาสได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะชาวต้าซ่งได้กระมัง” เขาจ้องนางพร้อมส่งแววตาหวาน
“วันนี้เหล่าสตรีจากกลุ่มนักดนตรี ได้นำเครื่องดนตรีมาบรรเลงและจัดร่ายรำ เพื่อสร้างความบันเทิงกับลานหมู่ตานด้วยเพคะ” จากนั้นเหล่าสตรีกลุ่มหนึ่งออกมาจัดที่นั่งกับเครื่องดนตรีกู่ฉิน 13 สาย 3 เครื่อง มีสตรีรูปร่างแบบบางอ้อนแอ้น 5 นางออกมาร่ายรำตามทำนองประพันธ์ เสียงทำนองเพลงบรรเลงจากกู่ฉิน อ่อนช้อยพลิ้วไหวสมดังคำชม อีกทั้งสตรีผู้ร่ายรำเยื้องย่างกรีดกรายได้งดงามจนผู้ชมต่างนิ่งงันซาบซึ้งในเสียงดนตรีที่บรรเลงและความงามของท่วงท่าร่ายรำ
ตำหนักฮุ่ยหลิง
ขณะเดินลงจากรถม้าพระที่นั่ง กำลังเดินผ่านประตูพระตำหนักเข้าไป แม่นมเฉินที่รู้สึกผิดสังเกต และไม่สบายใจกับท่าทีขององค์ชายแห่งซีเซี่ยนัก จึงถามองค์หญิงเหออันว่า “องค์หญิงเหออันเพคะ หม่อมฉันอยากถามองค์หญิงเื่หนึ่งเพคะ” “เชิญแม่นมกล่าวเถิด”
แม่นมเฉินยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม “องค์หญิงรู้ใช่หรือไม่ องค์ชายแห่งซีเซี่ยคิดเช่นไรกับองค์หญิง” องค์หญิงเหออันหยุดชะงักเท้า รู้สึกใจเต้นแรง เบื้องต้นกล่าวอะไรไม่ถูก
“หม่อมฉันเห็นท่าทีขององค์ชายซีเซี่ยผู้นี้ เขา้าแสดงออกว่าสนใจองค์หญิง แต่ภายในใจของเขาหม่อมฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่? หรือมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่” เสียงแม่นมเฉินรู้สึกได้ชัดว่าไม่สบายใจ
“แม่นมคิดว่าองค์ชายซีเซี่ยเขาสนใจหญิงจริงๆ หรือไม่” น้ำเสียงของนางดูเป็กังวลไม่น้อย
แม่นมเฉินกล่าวตอบ “หม่อมฉันคาดเดาจิตใจของเขาไม่ได้เพคะ เพียงเห็นว่าเขาพยายามทุกทางเพื่อจะบอกองค์หญิงเช่นนั้น”
“แม่นมคิดว่าอย่างไรเล่า” น้ำเสียงนางดูกังวลมากยิ่งขึ้น
“องค์หญิงเองเล่า คิดอย่างไรกับองค์ชายซีเซี่ยผู้นี้” “เอ่อ...” นางยิ้มเขินอายอีกครั้ง อึกอักไม่ตอบ แม่นมเฉินคาดเดาออกทันทีกับท่าทีเข่นนี้ องค์หญิงชอบเขาเสียแล้ว
“เช่นนั้น องค์หญิงจะลองปรึกษาเสด็จแม่ และฝ่าาดีหรือไม่ เพราะการสมรสขององค์หญิงเป็เื่ใหญ่ระหว่าง 2 แว่นแคว้นนะเพคะ” แม่นมเฉินแสดงความกังวลในน้ำเสียง แต่นางทำได้เพียงเท่านี้ นอกนั้นต้องให้องค์หญิงเหออันตัดสินใจเอง
ค่ายซานตง
เสวี่ยซิงและจางเหยาได้รับมอบหมายให้ไปติดตามเื่ที่กรมอาญา จึงเข้ามาถึงค่ายปลายยามเฉิน(08.30 น.) ครั้งลงจากม้าเดินเข้าเรือนบัญชาการ ยังไม่ถึงหน้าประตูได้ยินเสียงองค์หญิงอี้อันร้อง “ช่วยด้วย เสด็จพี่ตีข้า ช่วยด้วย” เขาเห็นองค์รัชทายาทถือไม้บรรทัดวิ่งไล่ตีน้องสาวรอบห้องโถงเรือนบัญชาการ “ยุ่งแล้วงัย” เสวี่ยซิง และ จางเหยา วิ่งเข้าไปขวาง “องค์รัชทายาท พระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“จะหนีไปไหน กลับมานั่งตรงนี้ เดี๋ยวนี้” องค์รัชทายาทชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง น้องสาวตัวดียืนหลบด้านหลังเสวี่ยซิง “ไม่”
พี่ชายสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนกล่าวเสียงเข้มขึ้นอีก “มานั่งตรงนี้” พี่ชายเท้าเอว ใช้ไม้บรรทัดชี้ไปที่เก้าอี้ที่อยู่ใกล้พระองค์ที่สุด
“องค์หญิงทำอะไรผิดร้ายแรงอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาถามพร้อมกับหัวเราะ อี้อันหันขวับไปมองจางเหยาที่ดูเหมือนจะซ้ำเติมมากกว่าช่วยนาง
“เ้าตัวดี เลื่อยขาโต๊ะของข้า” ว่าแล้วองค์รัชทายาทยกท่อนไม้ที่เกลาเป็ขาโต๊ะปลายสุดสลักเป็เท้าสิงโต สองสหายหันไปมองที่โต๊ะผู้บัญชาการแล้วรู้สึกโล่งอก ที่โต๊ะยังตั้งได้ เพราะยังมีเหลืออยู่สามขา เสวี่ยซิงเข้าไปนั่งใกล้ๆ ถามนางว่า “องค์หญิงจะเอาขาโต๊ะนี้ไปทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซิงถามด้วยเสียงอบอุ่น เขาดีเช่นนี้กับนางเสมอเลย
นางจึงยิ้มกว้างตอบเขา “ข้าจะทำอาวุธฝึกให้กับลูกศิษย์ใหม่ในกองข้า แต่ช่างไม้ฮุ่ย บอกว่าเวลานี้ไม้ยวี๋มู่ขาดแคลน กว่าจะส่งมาจากทางเหนือต้องใช้เวลาหลายเดือน ข้าเห็นว่าโต๊ะเสด็จพี่ทำจากไม้ชนิดนี้ ข้าจะขอยืมไปใช้ก่อน แล้วจะหาไม้อื่นมาต่อแทนให้ภายหลัง”
“องค์หญิงจะฝึกพวกเขาใช้อาวุธลับแล้วหรือ” จางเหยาถาม
“ใช่ พวกเขามาจากกองของท่านนะ” องค์หญิงตอบ จางเหยาขมวดคิ้วครุ่นคิดมองหน้านาง แล้วหันไปมองหน้าองค์รัชทายาทเป็เชิงอ้อนวอน แต่ปรากฏว่ามีเสียงฟ้าฝ่าดังขึ้น “ดี เช่นนั้นพวกเ้า 3 คน อยู่ซ่อมขาโต๊ะของข้าให้ใช้ได้เหมือนเดิมภายใน 1 ก้านธูป”
“ห๋า.... ไม่นะ... หม่อมฉันไม่เกี่ยวนะ องค์รัชทายาท” จางเหยาร้องโอดครวญเสียงดัง แต่ไม่เป็ผล องค์รัชทายาทก้าวเท้าตรงไปกองฝึกทิศเหนือ
ซ่อมขาโต๊ะ
ฎีกาต่างๆ พร้อมหนังสือ และเครื่องเขียน ถูกตั้งบนพระแท่นที่ประทับองค์รัชทายาท ส่วนโต๊ะตัวใหญ่บัดนี้นอนตะแคง จางเหยานั่งหมดอาลัยหลังพิงโต๊ะเ้าปัญหาตัวนั้น ไม่หลงเหลือภาพลักษณ์รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการอันแสนสง่างาม สีหน้าเอือมระอากับความคิดประหลาดพิสดารของน้องสาวสหายสูงศักดิ์ของเขาเต็มที่ มีเสียงตอกตะปูโป๊กเป๊กอยู่ด้านหลังแผ่นโต๊ะ เขากล่าวกับเสวี่ยซิง “ข้าไม่เข้าใจองค์รัชทายาทเลยจริงๆ ทรงนิ่ง สุขุม สง่างาม สติปัญญาเป็เลิศ องค์หญิงเหออัน ทรงสุภาพ เรียบร้อยน่านับถือยิ่ง แต่ทำไม๊ องค์หญิงอี้อัน ทำไมท่านถึงได้มีนิสัยซุกซนได้เหมือน อาเฟิง ลูกข้าเสียจริงๆ” จางเหยานั่งพิงโต๊ะบ่น นางโผล่หน้าขึ้นมาจากขอบโต๊ะที่ตั้งขวางอยู่ แล้วถามจางเหยาด้วยความสงสัย “อาเฟิง ลูกท่านอายุเท่าไหร่หรือ?”
“ลูกชายหม่อมฉันอายุ 6 ปี” จางเหยาตอบอย่างหงุดหงิด แต่ต้องสะดุ้งสุดตัว เสียงค้อนทุบ “ปัง” ใกล้หูเขามากๆ จนหูแทบแตก เขาหันกลับไปพบค้อนและใบหน้าบูดบึ้งขององค์หญิงอี้อันจ้องมองเขาด้วยความโกรธ “ข้าอายุ 16 ปีแล้ว ไม่ใช่ 6 ปี” พูดจบอี้อันสะบัดหน้าแล้วมุดลงไปตอกตะปูเสียงดังต่อไป จางเหยา มีสีหน้างงงัน ถามสหายที่ช่วยกลึงไม้เสริมยึดขาโต๊ะอยู่ “เสวี่ยซิง องค์หญิงโกรธข้าเื่อะไรหรือ” เสวี่ยซิงหัวเราะสหาย ที่เขายังไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรผิด
“องค์หญิง 16 ปี ส่วนลูกชายท่าน 6 ขวบ เท่ากับท่านกล่าวหาว่านางเป็เด็ก 6 ขวบ” เหตุผลของเสวี่ยซิง เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เขาจึงบ่นพึมพำในลำคอเบาๆ “อายุ 16 แต่ซนเสียยิ่งกว่าลูกของข้า เพราะอย่างน้อย อาเฟิง จับเลื่อยยังไม่เป็เลย ฮึ”
่เช้าการฝึกซ้อมทุกกองยังคงดำเนินต่อไป ทุกคนในกองเริ่มปรับตัวกับการเรียนรู้อาวุธฝึกใหม่มากขึ้น กองทิศตะวันตก เช่นกันทหารทั้ง 200 คนเรียนรู้วิธีโคจรลมปราณอย่างรวดเร็ว นั่นเป็เพราะการขับเคลื่อนร่างกายของพวกเขาขณะการฝึกใช้ทวน เมื่อมาเรียนรู้การขับเคลื่อนพลังจากภายในจึงทำให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้นเช่นกัน
หลังอาหารเที่ยง ที่ห้องโถงประชุม องค์รัชทายาทนั่งที่โต๊ะผู้บัญชาการ องค์หญิงอี้อันลงมานั่งเก้าอี้ข้างล่างร่วมกับเสวี่ยซิง และจางเหยา บัดนี้โต๊ะใหญ่ซ่อมเสร็จแล้ว แต่องค์รัชทายาท อดทอดพระเนตรที่ขาโต๊ะเ้าปัญหาไม่ได้ มันถูกดามด้วยไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่ายพาดไปยึดกับตัวโต๊ะเพื่อความแ่า โต๊ะกลับมาแข็งแรงใกล้เคียงสภาพเดิม
แต่ .. มัน...ไม่เป็ระเบียบ ไม่สวย ไม่ถูกใจ ขัดลูกตายิ่งนัก องค์รัชทายาทเอียงกายมองลงไปเห็นแล้วให้รู้สึกว่าช่างบาดตาบาดใจเสียเหลือเกิน พระองค์ถอนหายใจส่ายหน้า ส่วนน้องสาวน้องเคี้ยวลูกเหอเถา จับจ้องอาการของพี่ชายอยู่ไม่วางตา สายตาของนางใสซื่อจนน่าเคาะหัวยิ่งนัก องค์รัชทายาทกลั้นใจไม่มองขาโต๊ะถามสหายทั้งสอง “เมื่อเช้าพวกท่านไปกรมอาญา มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง”
เสวี่ยซิง ตอบองค์รัชทายาท “เสนาบดีเหวินเจ๋อ เขียนฎีกาถวายฝ่าาไปแล้ว ท่านเหวินเล่าให้ฟังว่า วันที่ถวายฎีกาไปฝ่าาทรงเรียกองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วเข้าพบ อีกทั้งทรงให้ทุกตำหนักทำบัญชีรับจ่ายย้อนหลัง 1 เดือนมาให้ทอดพระเนตร ทุกตำหนักได้ทำบัญชีมาแล้ว ส่วนพระตำหนักซุนจี้ยังไม่ส่งบัญชีให้พระองค์ ครั้นฝ่าาทรงให้องค์ชายดูเงิน 3 ตำลึงของกลางนั้นว่าเป็ของตำหนักซุนจี้ใช่หรือไม่ องค์ชายใหญ่ไม่อาจตอบคำถามเพราะเงินนั้นล้วนเหมือนๆ กัน
เวลานั้นฝ่าาตรัสกับองค์ชายใหญ่ว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่าโจรที่ดักปล้นพ่อค้าต่างถิ่น 2 ราย ล้วนถูกจ้างให้ไปดักปล้นอี้อัน น้องสาวเ้า” องค์ชายเหยียนจั๋ว มีทีท่าใตอบว่าพระองค์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจรคนใดเลย ยิ่งเป็โจรที่ดักทำร้ายอี้อันพระองค์ไม่ทราบจริงๆ ฝ่าาจึงไม่ได้ตรัสถามเื่โจรอีก แต่ทรงถามย้ำว่า เดือนที่ผ่านมาตำหนักซุนจี้ใช้เงินไปเท่าไหร่ ให้กับใครไป องค์ชายใหญ่ทูลว่าทรงให้เงินหัวหน้าขันทีเต๋อชิงไป 10 ตำลึง เพราะเดือนที่แล้วหัวหน้าขันทีเสนอให้ทำการซ่อมแซมพระตำหนักบางส่วนและจัดสวนในพระตำหนักใหม่ทั้งหมด โดยหัวหน้าขันทีเต๋อชิง ว่าจ้างคนสวนจากนอกวังเข้ามาทำงาน
ฝ่าาตรัสถามองค์ชายใหญ่ถึงเงินที่ให้กับหัวหน้าขันที องค์ชายใหญ่ทูลตอบว่าเป็เงินที่สำนักพระราชวังมอบให้ตำหนักซุนจี้”
“แล้วที่เ้าหยิบเงินเบี้ยหวัดพระราชทานไปแม่เ้ารู้หรือไม่?” องค์ชายใหญ่ทูลว่า “เสด็จแม่โปรดให้หม่อมฉันจัดการเื่ในตำหนักได้เองมานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่าาตรัสถามว่า “พวกเ้าแม่ลูก รู้จักสนิทสนมกับหัวหน้าขันทีคนนี้แค่ไหน” องค์ชายใหญ่ทูลฝ่าาว่า พระองค์กับเสด็จแม่ไม่ใคร่สนิทสนมกับขันทีผู้นี้นัก เป็ท่านตาที่สนิทกับขันทีผู้นี้มากกว่า ประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้ หัวหน้าขันทีเต๋อซิงเป็ผู้เสนอให้ท่านตา ปรับแต่งสวนดอกไม้ของพระตำหนักซุนจี้เสียใหม่เพื่อเสริมความเป็สิริมงคลให้แก่พระสนมหวังกุ้ยเฟย และพระโอรส พระธิดา รวมถึงซ่อมแซมและซื้อเครื่องเรือนบางชิ้นให้เหมาะสมกันด้วย หัวหน้าขันทีผู้นี้จึงอาสาดูแลการจัดสวนให้
เสวี่ยซิงเล่าความที่เสนาบดีเหวินบอกเล่ามาถึงตรงนี้ เสวี่ยซิงและองค์หญิงอี้อัน สบตากันโดยมิได้นัดหมาย องค์รัชทายาทสังเกตเห็น ตรัสถาม “ท่านเสวี่ยซิง มีอะไรเพิ่มเช่นนั้นหรือ”
“ทูลองค์รัชทายาท ครั้งหนึ่งหม่อมฉันและองค์หญิงสงสัยว่า เสนาบดีเจิ้งชิง ผู้รับผิดชอบนำขันที 8 คนเข้าร่วมในขบวนคณะทูตต้าหลี่ จะมี่ส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ จึงไปสืบที่บ้านของเสนาเจิ้ง จึงทราบว่าขุนนางผกซื่ออี๋จะคอยให้คำปรึกษากับเสนาบดีหลินเฉาเื่การใช้คน หรือปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ด้วยอ้างว่า ทำเพื่อเป็สิริมงคลกับตำแหน่งของเสนาบดีหลินเฉา พ่ะย่ะค่ะ”
“สุดท้ายเสด็จพ่อ ทำอย่างไรต่อ” องค์รัชทายาทถาม เสวี่ยซิง
“เสนาบดีเหวินเจ๋อเล่าว่า ฝ่าาตรัสกับองค์ชายเหยียนจั๋วว่า “หัวหน้าขันทีเต๋อซิง มีส่วนพัวพันกับคดีโจรปล้นชิงพ่อค้าในเมืองหลวง และเงินเบี้ยหวัดพระราชทานของตำหนักซุนจี้คาดว่าจะถูกใช้เป็เงินค่าจ้างให้พวกโจร ดังนั้นก่อนจะสืบสวนความแล้วเสร็จ ทุกคนในตำหนักซุนจี้ต้องถูกกักบริเวณ ส่วนเสนาบดีหวังไฉ ฝ่าาจะเรียกตัวมาสอบถามเองพ่ะย่ะค่ะ”
เสวี่ยซิงวิเคราะห์ “กระหม่อมคิดว่า คนบงการจะต้องให้หัวหน้าขันทีเต๋อชิงหาทางใช้เงินของพระตำหนักซุนจี้ออกหน้า จึงหาเื่ให้ทางพระตำหนักใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็หลักฐานมัดตัว ตำหนักซุนจี้”
อี้อันกล่าว “หม่อมฉันก็เชื่อเช่นั้น เสด็จพี่เหยียนจั๋วถูกใช้ให้จ่ายเงิน แต่ส่วนท่านตาของเขาจะรู้เห็นกับผู้บงการมากน้อยแค่ไหนต้องดูกันต่อไป หม่อมฉันสงสัยขุนนางผกซื่ออี๋ แต่เราไม่มีหลักฐานอะไรที่จะตามคนผู้นี้ได้ และหากเราเคลื่อนไหวเองจะทำให้คนร้ายที่อยู่เื้ัรู้ตัว หยุดการเคลื่อนไหว”
พี่ชายหันมามองน้องสาว "ทำไมเ้าสงสัยขุนนางผู้นี้เป็พิเศษ เขาเป็บัณฑิตธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น" น้องสาวตอบพี่ชาย "หม่อมฉันสงสัยวิธีการแอบใช้งานผ่านผู้อื่นของเขาเพคะ การคาดเดาของหม่อมฉันอาจดูไร้เหตุผล แต่หม่อมฉันรู้สึกได้ว่าเขาน่าสงสัยจริงๆ”
เสวี่ยซิงกล่าว “ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมคิดว่าขุนนางผู้นี้อาจมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย โจรที่ดักปล้นองค์หญิงให้การว่าผู้ที่ว่าจ้างแต่งกายและมีท่าทางเหมือนบัณฑิต จากคำให้การของโจรใบหน้าของบัณฑิตที่มาว่าจ้างเขาไม่ตรงกับขุนนางผก แต่หม่อมฉันยังไม่วางใจ”
องค์รัชทายาทตรัส “เช่นนั้น ให้ท่านเสนาบดีเหวินเจ๋อสืบหาบัณฑิตคนนั้นต่อไป” เสวี่ยซิง ประสานมือ “น้อมรับพระบัญชา องค์รัชทายาท”
“เอาหละ ทุกคนกลับไปประจำกองได้แล้ว” องค์รัชทายาทตรัสกับทุกคนที่เหลือ จากนั้นทุกคนต่างเดินออกจากห้องโถงไป ส่วนองค์รัชทายาทมองไปที่ขาโต๊ะที่น้องสาวซ่อมแซมไว้ ทรงรู้สึกขัดพระทัยยิ่งนัก พระองค์ไม่สามารถทำใจยอมรับสภาพขาโต๊ะที่ถูกซ่อมตัวนี้ได้จริงๆ เศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยนำมาตอกเชื่อมซ้อนไปมา ... มันช่างน่าเกลียดจนหาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ ทรงถอนหายใจยาวพร้อมทั้งส่ายศีรษะ หันไปเรียกทหารนายหนึ่งที่เฝ้าหน้าห้องโถงเข้ามา