ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 5
“ข้าวของของท่านเอาไว้ที่นี่อีกเดี๋ยวจะให้คนมายกไปเก็บไว้ที่รถม้าของขบวนพระสนม ท่านรีบออกไปที่ห้องโถงเถิด”
เยี่ยเอ๋อร์พูดไปเก็บของไปอาหลิวสำรวจชุดของตัวเองอีกครั้งแล้วจึงเปิดม่านไม้ไผ่เดินออกไปที่ห้องโถงแต่ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้แปลกใจ ตอนนี้ที่โต๊ะกลางมีลุงหวังกับป้าฮุ่ยกำลังนั่งรออาหลิวอยู่
“ท่านลุงหวังท่านป้าฮุ่ย”
คนทั้งสองเห็นอาหลิวในชุดเครื่องแบบสง่างามแล้วก็พลันรู้สึกทั้งชื่นชมทั้งเศร้าใจระคนกันลุงหวังเอื้อมไปแตะที่กล่องไม้กล่องหนึ่งบนโต๊ะ
“ในกล่องนี้มีชุดสำหรับทดสอบยาพิษและมียาแก้พิษหลายตำรับข้าเขียนรายละเอียดวิธีใช้แนบให้แล้ว เ้าจงนำติดตัวไปด้วย”
น้ำเสียงลุงหวังไม่ได้กระโชกโฮกฮากเช่นเดิมป้าฮุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ จมูกแดงขึ้นมานิดหน่อยแถมั์ตาก็ฉ่ำเยิ้มพูดขึ้นมาบ้าง
“อาหลิวเ้ามากินหมี่ซั่วนี่ก่อน สักคำสองคำก็ได้”
ป้าฮุ่ยส่งชามหมี่ซั่วพร้ะเกียบมาให้อาหลิวรับมาแล้วคีบกินสองสามคำ
“เส้นหมี่หมายถึงอายุยืนยาวนี่ไม่ใช่ปีใหม่ ธรรมเนียมนี่ข้าก็คิดของข้าขึ้นมาเอง ข้าขออวยพรให้เ้าแข็งแรงปลอดภัยอายุยืนยาว”
แม้จะไม่ได้มีความผูกพันกับคนทั้งสองแต่อาหลิวก็อดที่จะซาบซึ้งใจไม่ได้ ทั้งเฟยลี่ เยี่ยเอ๋อร์ ลุงหวัง ป้าฮุ่ยทุกคนล้วนดีกับอาหลิว แค่ไม่กี่วันก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นพลันให้รู้สึกใจหายที่จะต้องจากที่นี่ไปเสียแล้ว
เพราะว่าไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมเลยใช้ภาพที่นึกได้จากหนังจีนเอาอาหลิวโค้งตัวให้ต่ำแล้วคำนับคนทั้งสองด้วยความจริงใจ
“ขอบคุณท่านลุงหวังที่สั่งสอนขอบคุณท่านป้าฮุ่ยที่ดูแล”
เยี่ยเอ๋อร์ที่ยืนข้างป้าฮุ่ยส่งสายตาแดงๆมาที่อาหลิว
“พี่หลิวรักษาตัวด้วย”
ทุกคนต่างส่งสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายมาที่อาหลิว
“ได้เวลาแล้วรีบไปที่ตึกใหญ่กันเถอะ ต้องไปเตรียมตัวให้พร้อม ใกล้ถึงเวลาที่รถม้าจากวังหลวงมารับพระสนมแล้ว”
เมื่อลุงหวังพูดขึ้นมาดังนั้นพวกเราจึงพากันเดินไปที่ตึกใหญ่เพราะว่าภารกิจการปลอมตัวเป็ขันทีนี้เป็ความลับสุดยอด ดังนั้นสำหรับวันนี้ผู้ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเพ่นพ่านเป็อันขาด
เมื่อคณะของอาหลิวไปถึงตึกใหญ่คนในครอบครัวสกุลเฉิงก็มากันพร้อมหน้าแล้วหน้าตึกใหญ่มีรถม้าที่มีหีบใส่ของหลายใบมัดไว้อยู่ด้านท้ายจอดแอบเอาไว้ริมทาง
ไม่นานนักก็มีเสียงะโจากนอกรั้วว่าคนจากวังหลวงมาถึงแล้วคณะจากวังหลวงนำด้วยองครักษ์รูปร่างสูงใหญ่มีดาบสะพายห้อยด้านข้างขี่ม้านำหน้าตามมาด้วยรถม้าคันโตตกแต่งสวยงามหรูหรา ลวดลายที่ประดับไว้ล้วนมีความหมายมงคลรอบรถม้าคันนั้นมีขันทีและนางกำนัลสองสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฉีกูกู่นั่นเองใต้เท้าเฉิงรีบเดินออกไปรับคณะที่มาจากวังหลวง
“เชิญท่านองครักษ์ฉีกูกู่ และกงกง เข้าไปพักดื่มน้ำชาเพื่อรอฤกษ์ยามด้านในก่อน”
“รบกวนใต้เท้าเฉิงแล้ว”
คนทั้งสามที่ดูจะเป็ผู้าุโที่สุดในคณะต่างคำนับใต้เท้าเฉิงแล้วจึงพากันเดินเข้าไปยังห้องรับแขกภายในจวนเป็จังหวะเดียวกับที่สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองประคองมือของคุณหนูลี่หลินคนละข้างเดินออกมา
คุณหนูเล็กลี่หลินที่บัดนี้คือพระสนมเฉิงลี่หลินวันนี้นางช่างแตกต่างกับเมื่อวันก่อนราวกับเป็คนละคนนางแต่งกายด้วยชุดยาวสวยงามสีชมพูแซมด้วยสีขาวกระโปรงบานยาวไล่ระดับปักดิ้นทองลวดลายมงคลหรูหราส่งให้นางดูตัวสูงกว่าเดิม คาดเอวสีแดงเข้มตัดสีทองปักลายโบตั๋นเส้นใหญ่ช่วยให้เห็นเอวคอดอรชร
ใบหน้าถูกแต่งแต้มเฉิดฉายจากสาวน้อยจึงกลายเป็สาวงาม กลางหน้าผากวาดลวดลายด้วยสีแดงประกายทองดูสง่าสูงส่ง ทั้งต่างหูมุกเม็ดใหญ่ประดับหยกเขียวแวววาวที่เข้าชุดกับกำไลและแหวนบ่งบอกความหรูหราสมฐานะคุณหนูตระกูลใหญ่ ผมของนางเกล้าทรงสูงมีเครื่องประดับห้อยระย้ามากมายอีกทั้งมีดอกพวงชมพูเล็กๆน่ารักประดับแซมไว้ ช่วยให้ดูอ่อนโยนขึ้นมาก
ภาพของคุณหนูเล็กตรงหน้าหากใครมาเห็นก็คงต้องพูดเป็เสียงเดียวกันว่านางงดงามสมกับเป็พระสนม เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วขันทีาุโจึงประกาศราชโองการ ทุกคนในบ้านสกุลเฉิงพร้อมใจกันคุกเข่านั่งลง
“ลี่หลิน สกุลเฉิงผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความอ่อนโยน รูปโฉมงดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อยสมกับเป็กุลสตรีที่ดี....”
เมื่อเอ่ยราชโองการถึงตรงนี้อาหลิวเหลือบไปเห็นฉีกูกู่เม้มปากแน่น อีกทั้งยังลอบถอนหายใจเบาๆซึ่งอาหลิวก็พอจะเข้าใจ
“....อีกทั้งตระกูลมีความดีความชอบแก่ราชสำนักทำงานด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี ด้วยคุณงามความดีเป็ที่ประจักษ์ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็‘ไฉเหริน’ พระสนมขั้นที่ห้า ในพระจักรพรรดิหยางหรงจง...นับจากบัดนี้สืบไปรับราชโองการ”
“ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี”
จบราชโองการ ขันทีาุโก็ม้วนผืนผ้าสีทองส่งให้แก่พระสนมลี่หลินรับไว้จากนั้นสะใภ้ทั้งสองจึงประคองพระสนมเฉิงไฉเหรินไปนั่งที่เก้าอี้ฮูหยินเฉิงมอบถุงแดงให้กับขันทีาุโ ฉีกูกู่ และองครักษ์ เป็สินน้ำใจ แล้วเชิญให้ไปนั่งรับของว่างและน้ำชา
อาหลิว เยี่ยเอ๋อร์และป้าฮุ่ยแอบยืนดูอยู่ข้างนอก ช่างเป็พิธีการที่ดูศักดิ์สิทธิ์จริงๆเมื่อเห็นขันทีาุโจิบน้ำชาแล้ว ฮูหยินเฉิงจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“งานฉุกละหุกคราวนี้ต้องรบกวนกูกู่กับกงกงไม่น้อยพวกท่านคงต้องเหนื่อยเตรียมความพร้อมต้อนรับพระสนมทั้งสองเข้าวังไม่ทราบว่าพระสนมอีกท่านนั้นเข้าวังเมื่อใดหรือ”
ขันทีาุโเลิกคิ้ววางถ้วยชาลงแล้วจึงเอ่ยตอบ
“พระสนมซีธิดาหน่วยชลประทานภาคตะวันออกพำนักค่อนข้างห่างไกลคณะรถม้าออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ คาดว่ากว่าจะไปถึงคงบ่ายคล้อยมากแล้วกรมพิธีการแจ้งว่ารับสนมเข้าวังในยามวิกาลนั้นไม่เป็มงคลดังนั้นพระสนมอีกท่านจึงเข้าวังในวันพรุ่งนี้”
“พระสนมอีกท่านคือธิดาของใต้เท้าซีนั่นเองหน่วยชลประทานสังกัดกรมการเกษตรที่ข้าดูแล ผลงานของใต้เท้าซีถือว่าเลื่องลืออีกทั้งยังปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ยุติธรรม” ใต้เท้าเฉิงเอ่ยขึ้นบ้าง
การสนทนาเพื่อฆ่าเวลานี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายการถามการตอบก็เป็ไปตามมารยาทแบบแผน เมื่อใกล้ถึงยามเฉิน ขันทีและนางกำนัลที่อยู่ข้างนอกก็เริ่มตั้งขบวนมีขันทีคนหนึ่งเดินตรงมาที่ลุงหวัง
“ข้าคือพ่อบ้านประจำตระกูลเฉิงท่านกงกงมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือ” ลุงหวังเอ่ยถามขึ้นมาก่อนด้วยความนอบน้อม
“รถม้าที่เตรียมไว้คือของที่พระสนมจะนำเข้าวังด้วยใช่หรือไม่ข้าขออนุญาตตรวจสอบเบื้องต้น มิต้องกังวล...แค่ตรวจสอบความปลอดภัยเท่านั้น เนื่องด้วยวังหลวงห้ามมิให้นำสิ่งใดที่อาจเป็อันตรายเข้าไป”
“เช่นนั้นเชิญท่านกงกงตามสบายเถิด”
เมื่อลุงหวังผายมือขันทีคนนั้นก็นำทหารอีกสองคนตรวจตรารถม้า และหีบต่างๆเพียงแค่ดูรอบๆเท่านั้นไม่ได้เปิดดูข้างใน เมื่อเสร็จเื่รถม้าแล้วจึงเดินมาที่ลุงหวังอีกครั้ง
“ตามกฎแล้วจะอนุญาติให้มีผู้ติดตามพระสนมเข้าวังได้ไม่เกินสองท่านไม่ทราบว่าคนผู้นั้นคือใครหรือ”
ลุงหวังได้ยินดังนั้นก็ผายมือไปที่อาหลิวที่ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตรไม่ยอมเรียกให้นางเข้ามาในวงสนทนาด้วย เมื่ออาหลิวเห็นดังนั้นก็เลิกลั่กประหม่า แต่ก็ตั้งสติโค้งคำนับขันทีผู้นั้นอย่างนอบน้อม
“เป็ขันทีเช่นนั้นหรือ?ถึงจะไม่ได้มีกฎห้ามแต่ถ้าไม่ใช่พระสนมที่มาจากเชื้อพระวงศ์ก็แทบจะไม่มีผู้ใดที่ให้ขันทีเป็ผู้ติดตามเนื่องด้วยขันทีนอกวังนั้นหายากนัก”
“เขาเป็คนที่ตระกูลเฉิงไว้ใจอาสาที่จะเข้าไปรับใช้พระสนมลี่หลิน ขอติดตามนางไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ตระกูลเฉิงชุบเลี้ยงด้วยความตั้งใจและความจงรักภักดี ใต้เท้ากับฮูหยินจึงมิอาจขัดศรัทธรา”
อาหลิวที่ยืนอยู่ไกลออกมาฟังสองคนนั้นสนทนากันไม่ค่อยถนัดนักได้ยินเหมือนคำว่าขันทีๆ อะไรสักอย่าง เห็นลุงหวังพูดคุยด้วยท่าทางอ่อนน้อมสุดๆขันทีคนนั้นก็พยักหน้าหงึกๆ
เยี่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆดูอยากรู้อยากเห็นไปหมดนางตื่นเต้นกับการได้เห็นของสวยๆงามๆ กำลังจะเรียกอาหลิวให้ดูอะไรอีกแล้วแต่ก็พอดีที่นางกำนัลสาวคนหนึ่งเดินมาทางนี้ บอกให้อาหลิวไปตั้งขบวนได้แล้ว
พอเยี่ยเอ๋อร์กับป้าฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็เลยรีบส่งสายตามาที่อาหลิวด้วยความอาลัยพวกนางพูดกับอาหลิวเบาๆบอกว่าให้รักษาตัวให้ดี แต่เพราะว่านางกำนัลยืนรออยู่อาหลิวจึงทำได้แต่พยักหน้าและโบกมือบ๊ายบายนิดหน่อย แล้วก็ต้องรีบเดินตามนางกำนัลไปยืนรอที่ขบวนรถม้า
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน